เป็นเวลากว่าสองวันแล้ว ที่หญิงสาวนาม ‘อันฉี’ เอาแต่ขังตัวเองอยู่ในห้อง หลังจากที่เธอลืมตาตื่นขึ้นมา และพบว่าตัวเองกำลังอยู่ในร่างของใครก็ไม่ทราบ อันฉีได้แต่ถามตัวเองซ้ำ ๆ ว่าก่อนจะนอนหลับไปในคืนนั้น ตนไปทำอะไรมา เหตุใดเรื่องราวเหนือธรรมชาติอย่างการทะลุมิติถึงมาเกิดขึ้นกับเธอได้
ดวงตากลมใสของคนที่เพิ่งตื่นจากห้วงนิทรา เหลือบมองไปยังกระจกบานใหญ่บนโต๊ะเครื่องแป้งด้วยความหวาดหวั่น ก่อนที่ลมหายใจเฮือกใหญ่จะถูกพ่นออกมาอีกครั้ง เพราะไม่ว่าเธอจะพยายามนอนหลับไปสักกี่หน เธอก็ไม่สามารถกลับไปยังสถานที่ที่เธอจากมาได้เสียที แม้เจ้าของร่างที่เธอเข้ามาอยู่ในตอนนี้จะสวยหยาดเยิ้มไม่ต่างจากนางฟ้านางสวรรค์เลยสักนิด แต่สิ่งเหล่านี้ก็ไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกดีขึ้นเลยแม้แต่นิดเดียว
“ก็ดีใจอยู่หรอกนะ ที่แค่หลับไปตื่นเดียว พอตื่นขึ้นมาปุ๊บก็ได้เป็นคนสวยเลย แต่ฉันก็ไม่ได้อยากมาอยู่ในร่างใครก็ไม่รู้แบบนี้นี่นา! ถ้าเกิดนอนแล้วตื่นขึ้นมาอยู่ในร่างนางเอกนิยายที่เคยอ่านมาแล้ว หรืออะไรทำนองนั้น ยังจะดีกว่าเลย...!” อันฉีโอดครวญกับตัวเอง โดยไม่สนใจเลยสักนิดว่าจะมีใครได้ยินคำพูดเหล่านั้น
พูดก็พูดเถอะ หลังจากวันแรกที่เธอตื่นขึ้นมาแล้วอาละวาดไล่หญิงรับใช้ออกไปนั่น อันฉีก็คิดว่าคงจะไม่มีใครกล้าเข้ามาเหยียบเรือนหลังนี้ก่อนที่เธอสั่งอีกแล้ว เพราะดูจากปฏิกิริยาของคนเหล่านั้น เธอก็สามารถคาดเดาได้แล้ว ว่าเจ้าของร่างคนเก่าคงจะเคยแผลงฤทธิ์เอาไว้ไม่น้อย ทุกคนถึงได้ดูหวาดกลัวเธอถึงเพียงนี้
“นี่ฉันทะลุมิติมาอยู่ในร่างสาวสวยนิสัยเสียหรือไงกัน!? ...แต่เรื่องนิสัยจะยังไงก็ช่างเถอะ ขออย่างเดียว อย่ามีจุดจบดับอนาถก็พอ!” อันฉีพูดกับตัวเองอย่างปลงตก ก่อนจะเริ่มสังเกตร่างที่ตนอาศัยอยู่อย่างพินิจพิจารณา
ดวงตากลมโตสีทองอร่ามช่างเปล่งประกายงดงามราวกับอัญมณีต้องแสงสุริยา ร่างกายบอบบางขาวสล้างดูไม่ต่างอะไรกับตุ๊กตากระเบื้องเคลือบชั้นสูงเลยสักนิด เมื่อประกอบรวมกับกลุ่มผมนุ่มละมุนสีส้มแสดซึ่งยาวลงไปถึงสะโพกด้านหลัง หากบอกว่าเจ้าของร่างเป็นนางฟ้านางสวรรค์ เธอเชื่อว่าคงจะไม่มีใครสักคนที่คิดจะคัดค้าน
เรียกได้ว่า หากบอกว่าร่างนี้ ‘งดงามจนแทบลืมหายใจ’ ก็เป็นอะไรที่ไม่เกินจริงเลยสักนิดเดียว
เมื่อเทียบกับผู้หญิงน้ำหนักหกสิบปลายอย่างอันฉี ที่มีหน้าตาอยู่ในระดับมาตรฐานทั่วไป ถือว่าแตกต่างกันราวฟ้ากับดินเลยก็ว่าได้
สองมือถูกยกขึ้นมาประสานกันที่กลางอกอย่างรวดเร็ว ขณะที่เธอทิ้งตัวนอนหงายลงบนเตียงอีกครั้ง โดยไม่สนใจว่าการกระทำเหล่านั้นจะทำให้เสื้อผ้าและเส้นผมรกรุงรังขนาดไหน อันฉีหลับตาแน่นพลางคิดถึงห้องพักรูหนูที่ตนเช่าไว้พักอาศัยในใจ ขณะที่ภาวนากับพระเจ้าที่ไม่รู้ว่ามีอยู่จริงไหมไปพร้อม ๆ กัน
แม้เธอจะเป็นเพียงเด็กกำพร้าที่อาศัยเงินมรดกจำนวนไม่มากมายซึ่งพ่อแม่เหลือทิ้งไว้ให้ในการหล่อเลี้ยงชีวิตก็ตาม แต่อันฉียังมีความฝันอันแสนยิ่งใหญ่อย่างการตะลอนกินอาหารอร่อยทั่วโลกรอเธออยู่! ดังนั้นหากมีโอกาสเลือก อย่างไรเสีย เธอก็อยากกลับไปยังที่ที่ตนจากมามากกว่า!!
“พระเจ้าเจ้าขา... หนูสาบานเลยว่า ถ้าหนูลืมตาขึ้นมาอีกทีแล้วอยู่ร่างหมูอ้วนของตัวเอง หนูจะยอมเข้าฟิตเนสห้าวันต่อสัปดาห์ จนกว่าจะหุ่นดีเท่าเจ้าของร่างนี้เลยก็ได้! จะให้หนูงดชานมไข่มุกเดือนหนึ่งด้วยก็ได้! แต่ช่วยพาหนูกลับไปในร่างตัวเองทีนะคะ!!”
มีเพียงความเงียบที่ปกคลุมอยู่รอบกาย อันฉีแทบจะไม่อยากลืมตาขึ้นมาเลยหลังจากคำขอนั้น เธอพยายามที่จะนอนหลับอีกครั้งและอีกครั้ง กระทั่งเวลาผ่านไปอีกสักพัก เสียงโวยวายก็หวีดลั่นขึ้นมาทั่วเรือนอีกจนได้
ให้ตายเถอะ!! ถ้ายังกลับร่างไม่ได้แบบนี้ แล้วเธอจะทำยังไงต่อไปดีละเนี่ย!?
เสียงกรีดร้องที่ดังมาให้ได้ยินถึงอีกฟากฝั่งของเรือน ทำเอา
‘เฟยหลง’ ที่เพิ่งอ่านจดหมายด่วนจากพี่ชายต่างมารดาจบได้แต่ลอบถอนหายใจปลง เพราะเพียงไม่นานหลังจากที่น้ำเสียงหลอนหูนั้นหยุดลง เสียงเคาะประตูอย่างเร่งเร้าก็ดังขึ้นที่หน้าห้องตนจนได้...
“ข้ากำลังจะออกไป” ชายหนุ่มครึ่งมนุษย์ครึ่งเทพตะโกนบอกแขกผู้มาเยือนด้วยน้ำเสียงเนิบนาบ ก่อนจะถือจดหมายที่ได้รับมาเมื่อครู่ติดตัวมาและลุกเดินจากโต๊ะกลมที่ตนนั่งพักจิบชาไปยังประตูหน้าห้อง
ประตูไม้ที่ถูกสลักลายไว้อย่างอ่อนช้อย ถูกเปิดออกต้อนรับแขกด้านนอกอย่างไม่เร่งรีบนัก แม้เสียงเคาะที่ดังขึ้นหลายต่อหลายครั้งนั่นจะแสดงให้เห็นถึงอารมณ์ที่ไม่ได้ดีเท่าไหร่นัก แต่สิ่งเหล่านั้นก็มิได้ทำให้ความสุภาพและใจเย็นของเฟยหลงลดลงเลยแม้แต่น้อย
ทันทีที่ประตูไม้ถูกเปิดออก ภาพของบุรุษทั้งสี่ที่ไม่มีความเข้ากันเลยสักนิดก็ปรากฏแก่สายตาของมนุษย์ครึ่งเทพ แม้ลึก ๆ เขาจะพอคาดเดาได้ถึงสาเหตุที่ทุกคนมารวมกลุ่มกัน ณ ที่แห่งนี้ แต่กระนั้นเฟยหลงก็อดไม่ได้ที่จะทำทีประหนึ่งไม่รู้ไม่ชี้ และถามออกไป แม้จะเห็นใบหน้ายับยู่ยี่ของพวกเขาก็ตาม
“พวกเจ้ามีธุระอะไรกับข้างั้นหรือ?”
ชายหนุ่มร่างสูงโปร่งผู้มีผมเปียสีเพลิงพาดอยู่บนบ่าพรูลมหายใจออกมาอย่างเอือมระอากับความใจเย็นจนน่าหมั่นไส้ของอีกฝ่าย ก่อนจะขมวดคิ้วถามคนตรงหน้ากลับไปด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด เมื่อนึกถึงเสียงร้องโวยวายซึ่งไม่รู้ว่าได้ยินมาเป็นครั้งที่เท่าไหร่
“นี่เจ้าไม่คิดจะทำอะไรกับน้องสาวบุญธรรมของเจ้าหน่อยหรือ!?
คิดจะปล่อยให้นางส่งเสียงร้องโหยหวนเช่นนี้ไปถึงเมื่อไหร่!?” จูเชว่เอ่ยถามคู่สนทนาของตนอย่างหมดความอดทนทันทีที่ได้โอกาส เขาไม่ใช่คนใจเย็นเหมือนอย่างคนอื่น ๆ ที่ยังทนวางเฉยได้หลังจากที่ฟังเสียงน่าขนลุกนั่นมาตลอดสองวันสองคืน เพราะวันนี้เขาจะไม่ยอมทนฟังมันอีกต่อไปแล้ว!
เฟยหลงที่เห็นท่าทางฮึดฮัดของชายผู้เป็นตัวแทนของสัตว์เทพผู้คุ้มครองทิศใต้ ก็ได้แต่ส่ายหน้าระอากับนิสัยใจร้อนของอีกฝ่ายซึ่งดูราวเด็กขี้โวยวายคนหนึ่ง ก่อนที่ตาคมซึ่งมักเปี่ยมล้นไปด้วยความเมตตาอยู่เสมอจะเหลือบมองไปยังชายหนุ่มที่อายุน้อยที่สุดในบรรดาพวกเขา
ใบหน้าอิดโรยของเสวียนอู่ที่แลดูเหมือนจะหวาดผวาอะไรอยู่แทบจะตลอด ทำเอาเฟยหลงอดรู้สึกเห็นใจไม่ได้ แม้ชิงหลงกับไป่หูที่มาด้วยกันจะยังคงรักษากิริยาของตัวเองเอาไว้ได้ แต่ดูท่าทางเขาเองก็คงต้องลงมือทำอะไรบ้างแล้วเหมือนกัน
“...เช่นนั้นพวกเจ้าก็ไปหา ‘นาง’ พร้อมข้าเลยก็แล้วกัน”
“ข้าไม่ไป! ทำไมข้าต้อง...!?”
ชิงหลงที่เงียบอยู่นานเอ่ยค้านขึ้นมาทันทีที่ได้ยินเช่นนั้น ทว่ายังไม่ทันที่เขาจะพูดมันได้จบประโยคดีเลยเสียด้วยซ้ำ ครึ่งมังกรหนุ่มก็พูดขัดขึ้นมาเสียแล้ว
“ดูเหมือนเรื่องนั้นเจ้าจะปฏิเสธไม่ได้หรอกนะชิงหลง”
เฟยหลงพูดอย่างเนิบช้า พลางหยิบจดหมายที่ตนถือติดมายกขึ้นให้ทั้งสี่คนได้เห็น ตราประทับของเทพมังกรทองที่เด่นหราอยู่บนซองจดหมาย ทำให้พวกเขาจำเป็นต้องปิดปากเงียบอย่างเลี่ยงไม่ได้ เพราะถึงแม้นสัตว์เทพประจำทิศทั้งสี่อย่างพวกเขาจะเป็นใหญ่ในเขตแดนของตัวเอง แต่ก็มิอาจเทียบเคียงกับ ‘หวงหลง’ ผู้เป็นศูนย์กลาง
แม้ใจจริงเขาจะรู้อยู่แล้วว่าบรรดา ‘ว่าที่สามี’ ทั้งสี่คนของ ‘น้องสาวบุญธรรม’ คงไม่ปรารถนาจะไปพบหน้าอีกฝ่ายเท่าไหร่นัก แต่จะให้ทำยังไงได้เล่า ในเมื่อเขาเองก็ต้องทำตามคำไหว้วานของหวงหลงเช่นกัน...
“หวงหลงเพียงไหว้วานให้พวกเราไปดูว่า ‘นาง’ ยังสุขสบายดีหรือไม่ก็เท่านั้น พวกเจ้าก็อย่าทำหน้าเหมือนมันเป็นเรื่องใหญ่นักเลย”
และเพราะประโยคนั้น ทำให้บุรุษทั้งห้าจึงจำต้องมาหยุดยืนอยู่หน้าห้องห้องหนึ่งอย่างไม่มีทางเลือกในท้ายที่สุด...