เสียงเคาะประตูห้องที่ดังขึ้นจากด้านนอกไม่ได้อยู่ในความสนใจของอันฉีซึ่งพยายามจะข่มตานอนเลยสักนิด เธอไม่มีความคิดที่จะออกไปจัดการต้นเสียงนั่นเลยแม้แต่เพียงนิด ทั้งหมดที่เธอทำมีเพียงยกหมอนขึ้นมาปิดใบหูของตนเองและขดตัวนิ่งใต้ผ้าห่มผืนใหญ่เท่านั้น
กลับกลายเป็นจูเชว่ที่ถูกบังคับให้มาดูอาการของคนที่ส่งเสียงโวยวายมาตลอดหลายวันที่รู้สึกหงุดหงิดยิ่งนัก เพราะแม้นว่าเขาจะยืนเคาะประตูอีกสักกี่ครั้ง ก็ไม่เห็นความเคลื่อนไหวของคนในห้องซึ่งทำให้เขาต้องมาเสียเวลาเลยแม้แต่เงา
“ฉีเหวิน! หากเจ้าอยู่ในห้อง ก็เร่งออกมาพบพวกข้าเดี๋ยวนี้! เจ้าคิดจะเรียกร้องความสนใจจากพวกข้าหรืออย่างไร!? วิธีของเจ้ามันไร้สาระมากแค่ไหน ไม่รู้ตัวบ้างหรือ!?” จูเชว่ตะโกนออกไปด้วยความหงุดหงิด ขณะที่แทรกตัวเข้าไปทุบประตูไม้ของเรือนแยกหลังนี้อีกชุดใหญ่
ชิงหลงที่เห็นท่าทีเช่นนั้นก็ได้แต่ทอดถอนใจ เพราะตัวเขาก็ไม่ได้อยากจะมาเหยียบเรือนหลังนี้เท่าไหร่เช่นกัน
กระทั่งเวลาผ่านไปพักหนึ่งแล้วแต่เจ้าของห้องก็ยังไม่ยอมโผล่หน้าออกมานั่น สุดท้ายเขาจึงเอ่ยปากกับน้องชายต่างมารดาของเทพมังกรทองซึ่ง ‘สั่ง’ ให้พวกเขามาดูอาการนางที่นี่ในท้ายที่สุด
“เฟยหลง การที่นางไม่ยอมออกมาเช่นนี้ ย่อมแสดงว่าไม่อยากพบหน้าพวกข้ามิใช่หรือ? ข้าอุตส่าห์มาหานางถึงที่นี่ตามคำสั่งของหวงหลงแล้ว เช่นนั้นหากข้าขอตัวกลับไปตอนนี้ ก็คงถือว่าทำตามคำสั่งของหวงหลงแล้วใช่หรือไม่?”
เจ้าของชื่อที่ถูกเรียกเมื่อครู่ได้แต่ส่ายหน้าระอา เมื่อเห็นว่าแต่ละคนดูอยากจะก้าวออกไปให้พ้นจากเรือนแห่งนี้เสียเต็มประดา แม้ความจริง
เฟยหลงจะเข้ากับน้องสาวบุญธรรมผู้นี้ไม่ได้เช่นกัน แต่กระนั้นเขาก็ไม่ได้มีความคิดรังเกียจนางแต่อย่างใด
เพราะลึก ๆ ในใจแล้ว เขารู้ดีว่านางมีฐานะเป็นใครและเขาไม่เห็นว่ามันจะมีประโยชน์อันใด หากจะเกลียดกันไปโดยไร้ความจำเป็น
“ฉีเหวิน หากเจ้าไม่เปิดประตูออกมา ข้าคงต้องขอเสียมารยาทนะ”
เฟยหลงพูดเพียงเท่านั้น ก่อนจะถือวิสาสะดันจูเชว่ซึ่งยืนขวางอยู่ด้านหน้าให้หลีกทางออกไป ขณะที่ตนผลักประตูไม้บานใหญ่เข้าไปในเรือนหลังนี้ทันที
ขายาวก้าวลัดเลาะเข้าไปในเรือนอย่างรวดเร็ว ก่อนจะไปหยุดยืนอยู่ที่หน้าเตียง ซึ่งมีก้อนผ้าห่มขยุกขยิกขดตัวอยู่ตรงกลาง
เฟยหลงอดไม่ได้จริง ๆ ที่จะคิ้วขมวดเมื่อเห็นภาพตรงหน้า ด้วยรู้ดีว่าฉีเหวินเป็นคนที่ห่วงภาพลักษณ์ของตนมากขนาดไหน แม้นางจะเป็นสตรีเจ้าอารมณ์ที่เอาแต่ใจ แต่หากเป็นเรื่องการวางตัวให้สง่างามแล้วไซร้ ย่อมเป็นเรื่องที่นางสามารถทำได้ดีอย่างไร้ที่ติเลยทีเดียว
“ตะวันโด่งตรงหัวเช่นนี้ ยังจะมัวขดตัวอยู่บนเตียงอีก... ช่างเป็นสตรีที่ขี้เกียจยิ่งนัก!”
แน่นอนว่าเสียงนั้นไม่ใช่เสียงของเฟยหลง แต่กลับเป็นเสียงของคนที่เดินกอดอกเดินตามเข้ามา ชิงหลงมองสภาพเตียงที่แลดูยับยู่ยี่เหมือนไม่ได้รับการดูแลพลางเบ้ปาก เพราะสำหรับคนเจ้าระเบียบเช่นเขาย่อมรู้สึกรับไม่ได้เป็นธรรมดา หากต้องพบกับสภาพที่ไม่เรียบร้อยเช่นนี้
ภาพก้อนผ้าห่มที่ดิ้นดุ๊กดิ๊กราวกับจะประท้วงสิ่งที่เขาพูด ทำเอาคิ้วกระบี่ของชิงหลงถึงกับขมวดเป็นปม ทางด้านเสวียนอู่ที่เดินตามมาอย่าง
กล้า ๆ กลัว ๆ ได้แต่เลิกคิ้วฉงน ขณะที่ไป่หูยังคงใบหน้าเรียบเฉยของตนได้เป็นอย่างดี
“ฉีเหวิน...?”
ทางด้านคนที่ถูกเรียกก็ได้แต่สะดุ้งตัวอยู่ในผ้าห่มผืนใหญ่ด้วยความตกใจ อันฉีรู้ว่าร่างนี้มีชื่ออะไรจากสาวใช้ที่นางไล่ออกไปเมื่อวันก่อน แต่กับผู้ชายที่ไหนก็ไม่รู้ซึ่งบุกเข้ามาถึงห้องนอน จะให้โผล่หน้าออกไปพูดตอบอย่างสนิทสนมเลย มันจะเป็นไปได้อย่างไร?
ให้ตายเถอะ! จะให้ทะลุมิติมาอยู่ในร่างใครก็ไม่รู้ทั้งที จะช่วยแถมความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมมาให้หน่อยก็ไม่ได้! นี่พระเจ้าเกลียดอะไรฉันหรือเปล่าเนี่ย!?
สุดท้ายแล้ว หญิงสาวก็เลือกที่จะไม่ตอบอะไรออกมา เธอทำเพียงกระถดตัวให้ห่างจากทิศที่น่าจะเป็นต้นเสียงให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ก่อนที่ผืนผ้าห่มที่ปกคลุมอยู่บนร่างกาย จะถูกกระชากออกอย่างรวดเร็วด้วยฝีมือของใครบางคน
พรึ่บ!
“เจ้ามัวทำบ้าอะไรอยู่กันแน่!? ไม่รู้หรืออย่างไร ว่าการที่เจ้าทำตัวแบบนี้ มันทำให้พวกข้าเสียเวลา...” จูเชว่ที่ทนมองภาพก้อนผ้าห่มซึ่งเคลื่อนตัวราวกับหนอนไม่ไหว เอื้อมมือไปคว้าผ้าห่มนั้นและกระชากออกอย่างรวดเร็วโดยไม่คิดรักษามารยาท ก่อนจะต้องตะลึงค้าง เมื่อเห็นสภาพของหญิงสาวบนเตียงแบบชัด ๆ
ภาพของเทพมังกรสาวที่แม้จะมีใบหน้างดงาม แต่กลับเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่ง จองหองในวันวาน เป็นสิ่งที่ไม่ว่าจะเห็นอีกสักกี่ครั้ง จูเชว่ก็ยังรู้สึกหงุดหงิดใจอยู่ตลอด แต่บัดนี้สภาพของสตรีบนเตียงที่สวมเสื้อผ้าหลุดลุ่ยไม่เรียบร้อยพร้อมกับเส้นผมฟูฟ่อง มันทำเอาคำพูดที่กำลังจะพรั่งพรูออกมามลายสิ้นไปจนหมด
พูดตามตรง ภาพของคนตรงหน้ามันดูน่าอดสูเสียจนจูเชว่รู้สึกผิดที่จะพูดเหน็บแนมเลยทีเดียว...
“เสียมารยาทชะมัด! ไม่มีใครเคยสั่งสอนหรือไงฮะ!? ว่าไม่ควรไปยุ่งกับของของคนอื่น โดยเฉพาะของที่เขากำลังใช้อยู่น่ะ!” อันฉีร้องโวยออกมาอย่างหมดความอดทน หลังจากที่การนอนของตนถูกรบกวนมาเป็นเวลานาน
ตากลมตวัดมองไปยังคนที่กระทำการเสียมารยาทพลางหรี่ตา ก่อนจะต้องเบิกตากว้างและกวาดมองผู้ชายที่ยืนออกันอยู่ที่ข้างเตียงตัวเองใหม่อย่างรวดเร็ว
หล่อ! หล่อมาก! หล่อฉิบหาย! หล่อแบบวัวตายควายล้ม! นี่ฉันทะลุมิติเข้ามาอยู่ในดงผู้ชายหน้าตาดีหรือไง!? ทำไมแต่ละคนถึงหน้าตาดีเหมือนทำบุญด้วยมีดศัลยกรรมมาตลอดชีวิตแบบนี้เนี่ย!?
“...ระคายสายตายิ่งนัก” ชิงหลงหลุดพูดสิ่งที่คิดออกมาอย่างลืมตัว เมื่อเห็นสภาพไม่น่ามองของคนตรงหน้า
อันฉีถึงกับเรียกสติของตนกลับมาเข้าร่างแทบไม่ทัน ก่อนจะรีบหุบปากที่ยังเผลออ้าค้างเพราะตะลึงกับความหล่อของกลุ่มผู้ชายตรงหน้าอย่างรวดเร็ว หญิงสาวตวัดมองไปยังชายคนที่พูดจาไม่น่าฟังนั่นอย่างเอาเรื่องทันทีที่ตั้งสติได้ เพราะถึงแม้ว่าเขาจะดูเหมือนคุณชายชั้นสูงในหนังจีนที่แต่งตัวสวมกว๊านหรู ๆ แต่พูดจาไม่เข้าหูแบบนี้ อันฉีไม่ยอม!
ทว่าดูเหมือนอีกฝ่ายจะไม่ได้รับรู้ถึงสายตาของเธอแต่อย่างใด เพราะทันทีที่เขาพูดประโยคนั้นจบไป เขาก็เบนหน้าหนีราวกับว่าสภาพของเธอมันทำให้ทัศนวิสัยของเขามันแย่ลงเสียเต็มประดา อันฉีได้แต่เบ้ปากเมื่อเห็นท่าทางเชิดหน้าชูคอของตรงหน้า ก่อนจะต้องคิ้วกระตุกอีกครั้ง ด้วยฝีปากของคนที่กระชากผ้าห่มเธอไปเมื่อครู่
“เดิมทีข้อดีเดียวของเจ้าก็มีแค่หน้าตาอยู่แล้ว นี่เจ้าไม่คิดจะให้ตัวเองเหลือเรื่องดี ๆ ในชีวิตบ้างเลยหรือ?” จูเชว่ที่เพิ่งตั้งสติได้หลังจากถูกโต้ตอบอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนพูดขึ้นอย่างไม่ยอมแพ้ ขณะที่โยนผ้าห่มที่ยังอยู่ในมือตนเองลงบนเตียงส่วนที่ว่าง
หญิงสาวที่บัดนี้ต้องสวมร่างเป็นสตรีนาม ‘ฉีเหวิน’ ถึงกับแยกเขี้ยวกับคำพูดคำจากวนเบื้องล่าง ก่อนจะตอบกลับไปอย่างเจ็บแสบไม่แพ้กัน
“แล้วเจ้าเล่า? นอกจาก ‘ปากดี’ แล้ว คงไม่มีเรื่องดี ๆ อื่นแล้วใช่หรือไม่!?”
อันฉีเลือกที่จะใช้คำพูดโบราณแบบเดียวกับอีกฝ่ายพูดกันในการตอบกลับ ก่อนจะถลึงตามองไปยังคนที่พูดจาหาเรื่องอย่างไม่มียอมใคร
เขาคิดว่าเธอเป็นผู้หญิงแล้วจะอ่อนแอ ยอมให้ใครหลอกด่าได้ง่าย ๆ หรืออย่างไร!? อย่าคิดจะทำอะไรดูถูกกันแบบนั้นเชียว!
“นี่เจ้า!!!”
“ฮึ...”
เสียงหัวเราะที่ดังขึ้นมากลางปล้องระหว่างการปะทะฝีปาก ทำเอาหญิงสาวถึงกับชะงักค้างและผินหน้ามองไปยังต้นเสียงด้วยความงุนงง แต่เมื่อหันไปแล้ว เธอกลับพบเพียงใบหน้าเรียบเฉยของคนที่ดูท่าทางน่าเกรงขามกว่าใครเพื่อนเพียงคนเดียวเท่านั้น
ชายร่างใหญ่ผู้มีเส้นผมสีเงินยวงและร่างกายเต็มไปด้วยมัดกล้าม ซึ่งมีสีผิวเข้มกว่าใครเพื่อนคือคนที่ยืนอยู่ตรงนั้น แต่เมื่อพิจารณาจากร่องรอยบาดแผลมากมายตามท่อนแขนแกร่งนั่น ประกอบกับกลิ่นอายที่ยากจะเข้าถึงแล้ว มันดูไม่น่าจะเป็นไปได้เลยสักนิด หากจะบอกว่าเขากำลังหัวเราะเพียงเพราะการทะเลาะกันระหว่างเธอกับผู้ชายผมสีแสบตาคนนี้ อันฉีคิดเช่นนั้นในใจ ก่อนจะหันไปให้ความสนใจกับคนที่ดูหน้าตาน่ารักน่าทะนุถนอมกว่าใครซึ่งยืนอยู่ถัดไปแทน
หญิงสาวแทบจะเก็บรอยยิ้มของตัวเองไว้ไม่อยู่ เมื่อเห็นท่าทางสั่นกลัวราวกับลูกนกของอีกฝ่าย สำหรับเธอแล้ว ในบรรดาผู้ชายทั้งหมดที่บุกมาที่ห้อง คนคนนี้ดูเป็นคนที่ไม่น่าจะมีพิษภัยที่สุด แต่ยังไม่ทันที่อันฉีจะได้เปิดปากชวนคุย อีกฝ่ายก็ชิงหลบไปยืนอยู่หลังคนที่ดูใจเย็นกว่าเพื่อนเสร็จสรรพ ร่างบางได้แต่พองแก้มอย่างไม่พอใจนัก เพราะต้องเสียโอกาสในการสานสัมพันธ์กับคนน่ารักไป แต่กระนั้นเธอก็ยอมละสายตาจากอีกฝ่ายจนได้
อันฉีเริ่มมองสำรวจรอบกาย รวมทั้งผู้ชายห้าคนที่รวมตัวอยู่ในห้องตนเองอย่างสนอกสนใจมากยิ่งขึ้นเพื่อจดจำรายละเอียดต่าง ๆ ไว้ใช้สำหรับการเอาตัวรอด หากพิจารณาจากเสื้อผ้าและเครื่องประดับของแต่ละคน
เธอก็พอจะคาดเดาได้ว่าทุกคนคงมีฐานะไม่ธรรมดา แต่สำหรับเธอที่แม้นจะเกิดและเติบโตในประเทศจีน แต่ไม่ได้มีความสนใจในเรื่องพวกนี้เท่าไหร่นัก มันก็ออกจะยากเกินไปหน่อย หากต้องการจะทราบว่า ณ ปัจจุบันเป็นช่วงยุคสมัยใด เธอจึงต้องอาศัยการฟังบทสนทนาของพวกเขาอย่างตั้งใจ เพื่อจะนำมันมาปรับใช้แทน
“เฟยหลง ในเมื่อนางดูสุขสบายดีถึงขนาดนี้ เช่นนั้นข้าก็สามารถกลับเรือนตัวเองได้แล้วใช่หรือไม่?” ชิงหลงเลือกที่จะเมินคนที่ทำหน้าตาอยากรู้อยากเห็นบนเตียงและหันไปถามเรื่องที่ตนอยากรู้ที่สุดในตอนนี้แทน แม้นท่าทีที่เปลี่ยนไปของฉีเหวินจะทำให้เขารู้สึกสงสัยอยู่บ้าง แต่กระนั้นการต้องเห็นหน้านาง ก็เป็นเรื่องที่ทำให้เขาหงุดหงิดมากไม่ต่างจากเดิม
“...ตามใจเจ้าเถิด หากพวกเจ้าอยากกลับเรือนก็กลับไปก่อน แต่ข้าคงอยู่ดูนางอีกสักพักน่ะ”
อันฉีอดไม่ได้จริง ๆ ที่จะมองคนที่ถูกเรียกว่าเฟยหลงด้วยตาเป็นประกาย เพราะอย่างน้อยที่สุด เธอก็พอจะสังเกตได้ว่าอีกฝ่ายดูใจเย็นและเป็นมิตรกับเธอมากกว่าใคร ๆ
แน่นอนว่าหลังจากที่เฟยหลงพูดประโยคนั้นออกไป ชิงหลงก็ไม่รอช้าที่จะก้าวนำออกไปจากห้องนี้ในทันที ขณะที่คนที่เหลือก็ทยอยเดินออกไปตาม ๆ กัน กระทั่งภายในห้องเหลือแค่เธอกับเขาเพียงลำพัง บรรยากาศน่าอึดอัดก็กลับคืนมาอีกครั้งจนได้
“อะ เอ่อ... คือว่า...”
คนที่ตัดสินใจแล้วว่าจะสวมรอยเป็นสตรีนาม ‘ฉีเหวิน’ เอ่ยขึ้นด้วยความลำบากใจ ขณะที่ตากลมก็คอยจ้องมองคนที่เดินเข้าพับผ้าห่มซึ่งถูกคนปากเสียโยนทิ้งไว้ให้อย่างระมัดระวัง
จนเมื่อเห็นว่าเขาวางมันลงบนเตียงเสร็จสรรพ หญิงสาวก็ตัดสินใจจะเปิดบทสนทนาขึ้นในที่สุด
“ท่านพี่เฟยหลง... ที่บอกว่าจะอยู่ดูข้าอีกสักพัก ท่านมีอะไรจะพูดกับข้าอย่างนั้นหรือ?”