บทที่ 4 ตำนานสัตว์เทพทั้งสี่

1288 Words
หากเคยอ่านนิยายจีนโบราณหรือตำนานเกี่ยวกับเทพเจ้าผ่านตามาบ้าง เชื่อว่าหลาย ๆ คนก็น่าจะเคยได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับ ‘สัตว์เทพในตำนาน’ ซึ่งเป็นตัวแทนผู้ปกครองของทิศทั้งสี่มาอย่างน้อยหนึ่งครั้งในชีวิต... เสวียนอู่ จูเชว่ ไป่หู และชิงหลง คือนามของสัตว์เทพเหล่านั้นและแน่นอนว่าผู้ที่เป็นจุดศูนย์กลางของสัตว์เทพทั้งสี่ รวมถึงเป็นจุดศูนย์กลางของสวรรค์ ก็คือ ‘เทพมังกรทอง’ หรือ ‘หวงหลง’ ซึ่งเป็นพี่ชายบุญธรรมของนางในตอนนี้นั่นเอง... “นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันเนี่ย...” หญิงสาวที่เพิ่งได้ทราบเรื่องราวทั้งหมดจากการสอบถามจากเฟยหลงและสาวใช้ที่เข้ามาดูแลได้แต่โอดครวญกับตัวเองเสียงเบา ก็เคยอ่านนิยายที่ตัวเอกทะลุมิติมาเป็นนางร้ายหรือตัวประกอบอยู่หรอก แต่ไม่เห็นเคยอ่านเจอเรื่องไหนที่ตัวเอกต้องทะลุมิติมาเป็นเทพเลย นี่นา! ลำพังแค่จะให้ข้ามมิติมาเป็นใครก็ไม่รู้ ก็นับว่าน่าปวดหัวมากแล้วสำหรับนาง นี่ยังจะให้ข้ามเผ่าพันธุ์อีกงั้นหรือ!? พระเจ้าจะไม่ใจร้ายกับข้าเกินไปหน่อยหรืออย่างไร!? ไม่สิ... จะบอกว่าไม่รู้ว่าทะลุมิติมาเป็นใครก็คงไม่ได้ เพราะตอนนี้นางพอจะทราบแล้วว่า เจ้าของร่างนี้เองก็ถือเป็นเทพผู้หนึ่งเช่นกัน... ‘ฉีเหวิน’ หรือ ‘เทพมังกรวารี’ ที่หลาย ๆ คนเรียกกัน คือเจ้าของร่างที่ดวงวิญญาณของอันฉีเข้ามาอาศัยอยู่ และสาเหตุที่นางต้องมานั่งกลุ้มใจอยู่ตอนนี้ ก็เป็นเพราะความสัมพันธ์ของเจ้าของร่างเดิมที่มีต่อสัตว์เทพทั้งสี่นั่นเอง “ฉีเหวินนะฉีเหวิน... นี่เจ้าคิดว่าตัวเองสวยเลือกได้หรืออย่างไร? เหตุใดจึงมีความคิดพิสดารอย่างการมี ‘ว่าที่สามี’ พร้อมกันถึงสี่คนเช่นนี้ก็ไม่รู้...” หญิงสาวได้แต่บ่นกับตัวเอง พลางนึกอยากจะจับเจ้าของร่างนี้มาเขย่าตัวเรียกสติและสอบถามถึงสาเหตุของการกระทำไร้สาระนี่อยู่ในใจ ที่จริงหากจะให้คาดเดาความคิดของเจ้าของร่างเดิม โดยอาศัยสิ่งที่นางไปคาดคั้นถามมาจากเหล่าสาวใช้ อันฉีก็พอจะเดาได้อยู่หรอกว่าฉีเหวิน ในอดีตคงพยายามจะแสดงให้ผู้อื่นเห็นว่า ‘แม้นางจะเป็นเพียงเทพกำพร้า แต่ก็ยังสามารถกุมอำนาจเหนือสัตว์เทพผู้ยิ่งใหญ่ทั้งสี่ได้’ แน่นอนว่าสำหรับอันฉีแล้ว การกระทำของฉีเหวินเป็นอะไรที่ไม่ต่างกับการหาเรื่องใส่ตัวเลยสักนิด แต่หากจะให้คิดอีกมุมหนึ่ง นางก็เข้าใจถึงสิ่งที่เจ้าของร่างนี้ต้องการเช่นกัน เพราะต้องสูญเสียบิดามารดาไปตั้งแต่ยังเด็ก ทั้งยังโดนคนรอบข้างมองด้วยความสงสารอยู่ตลอด จึงไม่น่าเรื่องแปลกเลย หากเจ้าตัวจะต้องการเป็นที่ยอมรับของผู้คนเป็นอย่างมาก ยิ่งเมื่อประกอบรวมกับการให้ท้ายแบบไม่มีที่สิ้นสุดจากหวงหลงด้วยแล้ว นางจึงไม่สงสัยเลยว่า ทำไมฉีเหวินถึงได้คิดทำเรื่องอะไรแบบนี้ อย่างไรก็ตาม เรื่องพวกนั้นเป็นเพียงเรื่องราวในอดีตที่นางไม่สามารถแก้ไขอะไรได้อีก ในเมื่อทุกอย่างเกิดขึ้นไปแล้ว ในฐานะที่มาอาศัยอยู่ในร่างนี้ นางก็คงจะต้องหาทางทำอะไรสักอย่าง เพื่อความสงบสุขของชีวิตตัวเองในอนาคตละนะ หญิงสาวนอนขบคิดเรื่องที่ว่าจะผูกมิตรกับสัตว์เทพทั้งสี่ได้อย่างไร ในระหว่างที่ตากลมก็จ้องมองเพดานเรือนซึ่งจะเป็น ‘บ้านหลังใหม่’ ของนางนับจากนี้ไปอย่างเหม่อลอย ก่อนที่ความเหนื่อยล้าจะค่อย ๆ นำพานางจมลงสู่ห้วงนิทราท่ามกลางความเงียบงันยามราตรี... . . ฉีเหวินจ้องมองภาพสะท้อนของตัวเองในกระจกบานใหญ่อย่างมุ่งมั่น ขณะที่สาวใช้กำลังช่วยแปรงผมของนางให้อย่างขยันขันแข็ง หลังจากนั่งคิดนอนคิดมาตลอดทั้งคืนนั้น ฉีเหวินตัดสินแล้วว่า การแสดงให้พวกเขาเห็นว่านางเปลี่ยนไปแล้ว น่าจะเป็นเรื่องที่ดีที่สุดในตอนนี้... ที่จริงมันคงจะดีกว่านี้ หากนางสามารถคืนอิสระให้กับพวกเขา โดยยกเลิก ‘คำสั่งงี่เง่า’ อย่างการบังคับให้พวกเขามาเป็น ‘ว่าที่สามี’ ของนางได้ ทว่าการที่นางจะทำเรื่องใหญ่ขนาดนั้นได้ อย่างน้อยที่สุด นางก็จำเป็นต้องได้รับการอนุญาตจากหวงหลงเสียก่อนละนะ... “ขอบใจเจ้ามากที่มาช่วยข้าแต่งตัวแต่เช้าแบบนี้” เสียงหวานเอ่ยบอกหญิงรับใช้ที่ตนเห็นหน้าค่าตามาตั้งแต่เมื่อวานพร้อมรอยยิ้ม ก่อนจะหมุนตัวกลับมาพินิจพิจารณาใบหน้าของอีกฝ่ายอีกครั้งอย่างตั้งใจ “จะว่าไป... เจ้าชื่ออะไรงั้นหรือ? ข้ามัวแต่ถามเจ้าเรื่องนู้นเรื่องนี้ตั้งแต่เมื่อวาน จนลืมถามชื่อของเจ้าไปเสียได้” หญิงรับใช้ที่ไม่คุ้นเคยเลยสักนิดกับการพูดคุยอย่างเป็นมิตรของสตรีผู้เป็นนาย ได้แต่สะดุ้งตัวด้วยความตกใจเมื่อได้ยินคำถามของอีกฝ่าย ทว่าแม้ว่านางจะตกใจจนเผลอทิ้งเวลาไปไม่น้อย แต่กลับไม่มีเศษเสี้ยวความไม่พอใจของคุณหนูปรากฏมาให้เห็นเลยสักนิด สุดท้ายนางจึงกลั้นใจเค้นเสียงตอบกลับไปจนได้ “ขะ ข้าชื่อ ‘ลี่ฟาง’ เจ้าค่ะ...” “ลี่ฟางงั้นหรือ...” ฉีเหวินย้ำชื่อนั้นกับตัวเอง ก่อนจะแย้มยิ้มให้คนที่ดูเด็กกว่าตนเองด้วยความเอื้อเอ็นดู “เช่นนั้นข้าจะเรียกเข้าว่า ‘อาฟาง’ ก็แล้วกันนะ” แน่นอนว่าประโยคนั้นเป็นเพียงประโยคที่ฉีเหวินพูดกับตัวเอง ก่อนที่ร่างบอบบางจะลุกขึ้นและเดินออกไปจากห้องทันที โดยไม่ทันได้เห็นใบหน้าตกตะลึงของสาวใช้ตนเองเลยแม้แต่น้อย ลี่ฟางที่เพิ่งตั้งสติได้หลังจากถูกคุณหนูเรียกด้วยถ้อยคำสนิทสนม จึงเร่งฝีเท้าวิ่งตามอีกฝ่ายไป แม้จะยังตกใจไม่หายก็ตามที พลั่ก! “ขะ ขออภัยเจ้าค่ะคุณหนู! ขะ ข้ามัวแต่รีบจนไม่ทันได้ดูทางก็เลย... คะ คุณหนูอย่าโมโหข้าเลยนะเจ้าคะ!” หญิงรับใช้ได้แต่หลับตาแน่นพลางก้มหน้าด้วยความหวาดกลัว ด้วยรู้ดีว่าคุณหนูไม่ชอบคนที่มีกิริยาไม่เรียบร้อยสง่างาม ลี่ฟางมั่นใจเหลือเกินว่าตัวเองจะต้องถูกตำหนิเหมือนอย่างที่แล้วมา แต่สิ่งที่อีกฝ่ายตอบกลับมากลับไม่ใช่การต่อว่าแต่อย่างใด “เจ้าตัวเล็กแค่นี้ ต่อให้เดินชนข้าไป ข้าก็ไม่รู้สึกอะไรหรอก อาฟาง...” คนที่เดินนำออกมาก่อนตอบสาวใช้ด้านหลังโดยไม่แม้แต่ชายตามอง เพราะขณะนี้ดวงตากลมใสกำลังกวาดมองไปรอบตัวอย่างงุนงง ก่อนที่รอยยิ้มจืดเจื่อนจะปรากฏขึ้นบนใบหน้าสวยหวาน เพราะดูเหมือนอาการ ‘หลงทิศ’ ของตนจะกำเริบขึ้นมาอีกเสียแล้ว “จะว่าไป... เจ้ารู้หรือไม่ว่าตอนนี้พวกเราอยู่ที่ไหนน่ะ? คือข้าตั้งใจจะไปร่วมโต๊ะอาหารเช้ากับทุกคนตามที่ท่านพี่เฟยหลงบอกไว้เมื่อวานละนะ ...แต่ดูเหมือนที่นี่จะไม่ใช่ห้องรับประทานอาหารหรอกเนอะ” แน่นอนว่าฉีเหวินรู้คำตอบของสิ่งที่ตนพูดไปดี ว่าที่แห่งนี้ไม่มีทางเป็นห้องอาหารเป็นแน่ เพราะโดยทั่วไปแล้ว คงไม่มีใครมานั่งรับประทานอาหารเช้ากันในห้องที่มีแต่ฟืนอัดไว้จนแน่นแบบนี้หรอกจริงไหม?
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD