บทที่ 3 ฉีเหวินที่เปลี่ยนไป

2281 Words
เป็นเวลานานมากแล้วที่เฟยหลงถูกพามายังดินแดนแห่งนี้ แรกเริ่มเดิมที เฟยหลงเคยใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับมารดาที่โลกมนุษย์เหมือนอย่างครอบครัวธรรมดา แต่เพราะมีสายเลือดครึ่งหนึ่งของบิดาซึ่งเป็นเทพสายเลือดบริสุทธิ์ สิ่งนั้นทำให้อายุขัยของเขายาวนานกว่ามนุษย์ทั่วไป กระทั่งวันหนึ่งที่เขาต้องสูญเสียมารดาผู้เป็นที่รักไป บิดาของเขาจึงชักชวนให้มาอยู่ร่วมกัน ในตอนแรก เฟยหลงเลือกที่จะปฏิเสธการเชิญชวนของบิดาแบบหัวชนฝา ด้วยพอจะทราบว่าที่ดินแดนเทพแห่งนี้ บิดาก็มีฮูหยินและบุตรชายอยู่ก่อนแล้ว แน่นอนว่าสำหรับเขาซึ่งไม่ใช่เทพสายเลือดแท้ ทั้งยังเป็นเพียงลูกอนุที่เป็นมนุษย์ย่อมมีความรู้สึกแปลกแยกอยู่ในใจ แต่สุดท้ายเขาก็ต้องพ่ายแพ้ให้กับความพยายามและการเอาใจใส่ของ ‘ท่านแม่ใหญ่’ ซึ่งหมั่นไปเยี่ยมเยือนและถามไถ่สารทุกข์สุกดิบจากเขาอยู่ไม่ขาด อย่างไรก็ตาม แม้ครอบครัวใหม่นี้จะให้การต้อนรับเขาดีสักเท่าไหร่ แต่สำหรับเฟยหลงแล้วกลับยังมีความรู้สึกเหมือนตัวเองถูกขวางกั้นไว้ด้วยอะไรบางอย่าง และเพราะไม่เข้าใจที่มาของความรู้สึกเหล่านั้น เขาจึงมักจะใช้รอยยิ้มในการปกปิดความรู้สึกที่แท้จริงของตนไว้เสมอ เขาใช้ชีวิตอยู่ที่ดินแดนแห่งนี้อยู่พักใหญ่ ก่อนที่วันหนึ่งจะมีใครบางคนก้าวเข้ามา คนคนนั้นคือ ฉีเหวิน เทพมังกรวารีผู้ซึ่งสูญเสียทั้งบิดาและมารดาไปตั้งแต่ยังเด็ก แม้สถานะของนางที่ทุกคนรับรู้กันในตอนนี้จะเป็นบุตรบุญธรรมของท่านพ่อ แต่สำหรับคนในครอบครัวอย่างเขา ย่อมรู้ดีว่ามัน ‘ไม่ใช่’ แต่เรื่องที่ว่าสถานะแท้จริงของนางคืออะไร รวมสาเหตุที่ว่าทำไมต้องปกปิดเอาไว้ เขาเองก็ไม่สามารถคาดเดาได้เช่นกัน เฟยหลงรู้ดีว่าฉีเหวินไม่พอใจเท่าไหร่นักกับการที่มีเขาเป็นพี่ชาย บุญธรรม ด้วยนางเป็นคนที่มีความภาคภูมิใจในความเป็นเลือดบริสุทธิ์ของตัวเองเป็นอย่างมาก เขาพอจะรู้มาบ้าง ว่าก่อนที่นางจะมาอยู่ที่นี่ ฉีเหวิน เคยถูกหลายคนพูดถึงว่าเป็นเทพที่น่าสงสาร และนางก็มักจะตอบกลับคนพวกนั้นด้วยการบอกว่า ‘นางไม่ต้องการความสงสารเห็นใจ จากคนที่มีฐานะต่ำกว่า’ ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกเลย หากฉีเหวินจะรู้สึกไม่อยากนับญาติกับเขา ซึ่งมีสายเลือดครึ่งหนึ่งเป็นมนุษย์ สำหรับเขาแล้ว ฉีเหวินก็เป็นเหมือนเด็กขาดความอบอุ่นคนหนึ่งเท่านั้น เมื่อประกอบกับการตามใจอย่างไร้ขอบเขตของ ‘หวงหลง’ ผู้เป็นพี่ชายต่างมารดาของเขาด้วยแล้ว จึงไม่น่าแปลกเลย หากนางจะกลายเป็นเด็กเอาแต่ใจที่ใคร ๆ ต่างพากันหันหน้าหนีเหมือนอย่างตอนนี้ และเพราะเข้าใจเรื่องราวทุกอย่างเกี่ยวกับนางดี แม้จะไม่ได้สนิทสนมกันเท่าที่ควร แต่เขาก็ไม่ได้รู้สึกรังเกียจนางเหมือนคนอื่น ๆ แต่อย่างใด ทว่ากับประโยคแปร่งหูเมื่อครู่ซึ่งนางเรียกเขาสรรพนามที่แปลกไป มันทำให้เฟยหลงอดที่จะขมวดคิ้วไม่ได้เลยจริง ๆ เพราะแต่ไหนแต่ไร นางไม่เคยเรียกเขาว่า ‘พี่’ เลยแม้แต่ครั้งเดียว “เจ้า... เจ้าเป็นอะไรไป? เหตุใดจึงเรียกข้าเช่นนั้น?” ฉีเหวินได้แต่มองคนที่ถามคำถามนั้นกับตนอย่างไม่เข้าใจนัก ด้วยไม่รู้ว่าสิ่งที่นางพูดไปนั้นมันไม่ถูกต้องตรงไหน หญิงสาวมั่นใจว่าตัวเองไม่ได้หลุดพูดภาษาในยุคปัจจุบันออกไป จึงได้แต่ทำหน้าสงสัยกับคำถามของชายหนุ่มตรงหน้า ทางด้านเฟยหลงที่เห็นใบหน้าเช่นนั้น ก็ได้ลอบถอนหายใจออกมา ก่อนจะอธิบายสิ่งที่ตนถามไปเมื่อครู่ให้กระจ่างมากยิ่งขึ้น “ข้าถามว่า เหตุใดเจ้าจึงเรียกข้าเช่นนั้น เพราะปกติแล้วเจ้าไม่เคยเรียกข้าแบบนี้” “...แล้วปกติข้าเรียกท่านว่าอย่างไรเล่า?” เป็นอีกครั้งที่ครึ่งมังกรหนุ่มรู้สึกแปลกใจกับคำพูดของคนตรงหน้า พูดตามตรงว่า โดยปกติแล้วเขาก็ไม่ค่อยได้พูดคุยกับนางสักเท่าไหร่นัก บทสนทนาในวันนี้จึงนับเป็นอะไรที่ไม่คุ้นเคยเลยสำหรับเขา “ ‘เฟยหลง’ ปกติเจ้ามักจะเรียกข้าเช่นนั้น...” “ห้วน ๆ เลยงั้นหรือ?” หญิงสาวถามออกไปด้วยความสงสัย โดยไม่ทันได้สังเกตเห็นความแปลกใจบนใบหน้าของอีกฝ่าย จากการคาดเดาของนางแล้ว นางคาดว่าเจ้าของร่างนี้น่าจะอายุราว ๆ สิบห้าปีเท่านั้น ส่วนคนผู้นี้ก็น่าจะ... “หากให้ข้าเดา ข้าคิดว่าท่านน่าจะอายุมากกว่าข้าใช่หรือไม่? ท่านอายุเท่าไหร่งั้นหรือ?” “...น่าจะราว ๆ สองร้อยปีกระมัง” ชายหนุ่มกะประมาณอายุตนและตอบออกไปอย่างไม่คิดอะไร เพราะเขาเองก็เลิกนับอายุจริง ๆ ของตนไปนานแล้ว “สะ สองร้อยปี!?” เสียงหวานถึงกับหลุดอุทานลั่นด้วยความตกตะลึงกับคำตอบของคนตรงหน้า ก่อนจะเร่งเปลี่ยนคำพูดคำจาของตนที่ใช้กับอีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว “คะ คุณลุง เอ๊ย! ท่านลุง... ขออภัยที่เสียมารยาท คะ คือข้า...!” ใบหน้าเหลอหลาของคนบนเตียงทำเอาเฟยหลงอดแปลกใจกับปฏิกิริยานั้นไม่ได้ ก่อนที่เขาจะเอ่ยถามอีกฝ่ายกลับไปด้วยความงุนงง “เจ้าจะตกใจอะไรขนาดนั้น? ตอนนี้เจ้าเองก็อายุเกือบจะร้อยหกสิบปีแล้วมิใช่หรือ? มิได้ต่างกับข้ามากมายขนาดนั้นเสียหน่อย...” ชายหนุ่มพูดเว้นวรรค เมื่อเห็นว่าดวงตากลมใสนั่นกำลังเบิกกว้างขึ้นเรื่อย ๆ จนเฟยหลงแอบกังวลว่ามันจะหลุดออกมาจากเบ้า แต่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะยังรู้สึกตกใจกับคำพูดของเขาไม่หาย สุดท้ายครึ่งมังกรหนุ่มจึงเลือกที่จะเปลี่ยนประเด็นกลับไปเรื่องคำเรียกขานระหว่างนางและเขาแทน “...เอาเป็นว่า เจ้าเรียกนามของข้าเหมือนอย่างที่เคยเรียกเถิด หากเจ้าเรียกข้าที่อายุมากกว่าเพียงสี่สิบปีว่าลุงแล้วละก็ ข้าเกรงว่ากับคนอื่น เจ้าคงหมดสรรพนามที่ใช้เรียกขานพวกเขาไปเสียก่อนกระมัง” ฉีเหวินพยายามอย่างยิ่งที่จะตั้งสติกับอายุที่ดูขัดกับใบหน้าของคนรอบตัวร่างใหม่ นางไม่อยากจะคิดเลย ว่าในที่แห่งนี้ซึ่งนางทะลุมิติมาจะมีเรื่องแปลก ๆ อะไรให้ต้องตกใจอีกหรือเปล่า แต่ยังไม่ทันที่นางจะได้ถามอะไรอีกฝ่ายมากกว่านี้ น้ำเสียงจับผิดที่ดังขึ้นจากคนที่ยืนอยู่ข้างเตียง ก็ทำเอาฉีเหวินต้องหน้าซีดอีกครั้ง “เจ้าดูแปลกไปนะ...” เฟยหลงพูดขึ้นอย่างระมัดระวัง หลังจากลอบสังเกตท่าทีที่เปลี่ยนแปลงไปจากปกตินั่นของฉีเหวิน “...เหตุใดเจ้าจึงทำท่าทางราวกับไม่เคยรับรู้เรื่องนี้มาก่อน? ทั้งเรื่องคำเรียกที่เจ้ามักใช้เรียกข้า และอายุของเจ้าเอง” เขาอดไม่ได้จริง ๆ ที่จะรู้สึกสงสัย การที่นางไม่ทราบอายุของเขามันไม่น่าแปลกใจเท่าไหร่ แต่การที่นางไม่รู้แม้กระทั่งว่าตนเองอายุเท่าไหร่ เฟยหลงคิดว่ามันไม่ค่อยปกติ หญิงสาวได้ยินดังนั้นจึงเร่งคิดหาทางเอาตัวรอดจากสถานการณ์นี้อย่างสุดความสามารถ ตากลมกลอกกลิ้งไปมาอย่างคนที่กำลังพินิจพิจารณาก่อนจะตัดสินใจทำท่าทางน่าสงสารและหยิบข้ออ้างที่ตนคิดว่าน่าจะพอฟังขึ้นอยู่บ้างพูดตอบอีกฝ่ายออกไปอย่างรวดเร็ว “เป็นเพราะความไม่ระมัดระวังของข้า เมื่อวันก่อนจึงเกิดอุบัติเหตุขึ้นเล็กน้อย” ฉีเหวินแกล้งทำทีเป็นกุมศีรษะ พลางกัดกระพุ้งแก้มตัวเองเพื่อบีบน้ำตาเรียกคะแนนสงสาร ในเมื่อไม่มีความทรงจำอะไรของเจ้าของร่าง เธอก็ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากทำเหมือนว่าตัวเองความจำเสื่อม เพื่อไม่ให้ใครตั้งคำถามอะไรไปมากกว่านี้ “ข้าล้มศีรษะกระแทกพื้นไปเมื่อวันก่อน พอตื่นมาก็จำอะไรไม่ได้เลยสักอย่าง...” หญิงสาวผินหน้าหนีด้วยท่าทางประหนึ่งเป็นนางเอกละครหลังข่าว ก่อนจะแกล้งดัดเสียงให้สั่นขึ้นเล็กน้อย ทำราวกับว่าตนกำลังร้องไห้อยู่อย่างไรอย่างนั้น “หากไม่เป็นการรบกวนจนเกินไปนัก เฟย... ท่านจะช่วยทบทวนความทรงจำให้ข้าทีได้หรือไม่?” ฉีเหวินรู้สึกอยากจะมอบรางวัลตุ๊กตาทองให้กับตัวเองยิ่งนักกับการแสดงอันไร้ที่ตินี้ ถึงแม้นว่านางจะไม่สามารถทำใจเรียกคนตรงหน้าที่อายุมากกว่าตนถึงสี่สิบปี ด้วยชื่อห้วน ๆ เหมือนอย่างที่เขาต้องการได้ก็ตาม ทางด้านเฟยหลงที่ได้ยินดังนั้น ก็ได้แต่แปลกใจกับท่าทีที่เปลี่ยนไปราวกับพลิกฝ่ามือของคนตรงหน้า ก่อนจะถามกลับไปด้วยน้ำเสียงกึ่งระอากับความขัดแย้งในตัวเองของคำพูดที่อีกฝ่ายพรั่งพรูออกมาเมื่อครู่ “...เจ้าบอกว่าเจ้าความจำเสื่อมมิใช่หรือ? แล้วเหตุใดจึงจำได้ว่าตัวเองล้มศีรษะกระแทกพื้นเล่า?” ร่างบางที่กำลังชื่นชมตัวเองในใจถึงกับชะงักค้างกับไม่เนียนของตน ก่อนที่ฉีเหวินจะทำราวกับตนไม่ได้ยินประโยคทักนั่น ชายหนุ่มที่เห็นดังนั้นก็ได้แต่พรูลมหายใจออกมาหนัก ๆ ก่อนจะหมุนตัวกลับหลังหัน เตรียมจะเดินออกจากเรือนอีกฝ่ายในท้ายที่สุด “เอาเป็นว่า เดี๋ยวข้าจะไปเรียกหมอมาดูอาการให้เจ้าก็แล้วกัน... เจ้าก็ลุกขึ้นมาจัดการตัวเองให้เรียบร้อยและรอท่านหมอมาตรวจอาการเถิด ส่วนเรื่องที่เจ้าเกิดอุบัติเหตุ ข้าจะรีบส่งข่าวไปบอกหวงหลงให้” เพราะหากเรื่องที่ว่านางสูญเสียความทรงจำไปนั้นเป็นเรื่องจริงแล้วละก็ คงนับว่าเป็นเรื่องน่าเป็นห่วงพอดู กระทั่งหางตาของเขาเหลือบไปเห็นความสงสัยบนใบหน้าเสมือนเพิ่งตื่นของคนบนเตียง เฟยหลงก็อดไม่ได้จริง ๆ ที่จะช่วยพูดขยายความให้นางได้เข้าใจ “หวงหลงเป็นพี่ชายบุญธรรมของเจ้า ...รวมถึงเป็นพี่ชายต่างมารดาของข้าด้วย” เฟยหลงเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน ว่าเหตุใดเขาจึงเลือกที่จะบอกอีกฝ่ายถึงสถานะของตนทางอ้อมเช่นนี้ อาจเป็นเพราะท่าทีที่เปลี่ยนไปของนาง ทำให้เขารู้สึกสนใจไม่น้อยก็เป็นได้ ครึ่งมังกรหนุ่มตัดสินใจจะเลิกคิดหาสาเหตุของสิ่งที่ตนพูดออกไปเมื่อครู่อย่างง่ายดาย ก่อนจะก้าวขาเตรียมออกไปจากห้อง เพื่อจัดการธุระมากมายที่ต้องทำหลังจากนี้ในทันที พรึ่บ! ความรู้สึกหนัก ๆ ที่แขนเสื้อ ทำให้เฟยหลงต้องหยุดชะงักและหันมองที่มาของ ‘บางอย่าง’ ที่ฉุดรั้งตนไว้ ก่อนจะต้องแปลกใจ เมื่อคนที่ปกติแทบจะไม่มองหน้าเขาด้วยซ้ำกำลังเอื้อมมือมาจับแขนเสื้อตนไว้เสียแน่น “เรื่องหมอ เอาไว้ท่านค่อยเรียกมาให้ข้าทีหลังก็ได้เจ้าค่ะ...” ฉีเหวินพูดกับคนที่นางรั้งตัวเอาไว้ด้วยสายตาพราวระยับ ถึงยังไงหลังจากนี้นางก็คงต้องใช้ชีวิตในร่างนี้ไปอีกสักพักจนกว่าจะหาทางกลับร่างตัวเองได้ เพราะงั้นหากจะออกไปสำรวจข้างนอกเสียหน่อย ก็คงจะไม่เสียหาย... “ข้าขอตามท่านออกไปด้วยได้หรือไม่? ...ข้าอยากจะออกไปสูดอากาศข้างนอกเสียหน่อย แต่ก็จำทางไม่ได้ ท่านพี่เฟยหลงจะช่วยนำทางให้ข้าทีได้หรือไม่?” รอยยิ้มออดอ้อนและแววตาสดใสดั่งลมฤดูใบไม้ผลินั่น ทำเอา เฟยหลงถึงกับหลงลืมสิ่งที่ตนคิดจะทำไปจนหมด เขาจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าตนตอบกลับอีกฝ่ายไปว่าอย่างไรสำหรับคำขอนั้น แต่กว่าจะรู้ตัวอีกที เขาก็เดินออกมาตามทางเคียงข้างกับน้องสาวบุญธรรมของตนเสียแล้ว ตาคมจับจ้องไปยังคนที่เดินนำไปด้วยท่าทางระริกระรี้อย่างไม่คิดปกปิดความสงสัยในใจ เพราะทั้งท่าทางการเดินที่ไม่สงวนกิริยา รอยยิ้มที่เปล่งประกายบนใบหน้า รวมถึงสายตาที่จ้องมองทุกอย่างด้วยความตื่นเต้น ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่เฟยหลงรู้สึกไม่คุ้นเคยทั้งสิ้น... ถึงแม้นเขาจะอยู่ร่วมกับฉีเหวินมาเป็นเวลานาน แต่เราก็ไม่ได้ใกล้ชิดหรือสนิทสนมกันเท่าไหร่นัก ลำพังการที่นางเป็นฝ่ายพูดคุยกับเขาก่อนนั้น ก็ต้องนับว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยากมากแล้ว ชายหนุ่มได้แต่เก็บความสงสัยของตัวเองเอาไว้ในใจ ขณะที่จ้องมองความเปลี่ยนไปของสตรีตรงหน้าเอาไว้ไม่ให้คลาดสายตา ชายหนุ่มจะไม่เข้าใจเลยสักนิดว่าเกิดอะไรขึ้นกับนาง แต่สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนที่สุดสำหรับเฟยหลงระหว่างออกเดินไปตามทางคือเรื่องที่ว่า ‘การละสายตาจากนาง ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่ทำได้ยากเย็นเหลือเกิน...’
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD