วันนั้นมาวัชร์กลับบ้านโชติภิวรรธหลังอาหารเช้า ซึ่งลลินาดูเป็นปกติแล้วและเธอบอกว่าไม่อยากออกไปไหน
“วันนี้พักนะลิล ไม่ต้องทำงานแล้ว มีอะไรด่วนก็ให้ไอ้พอร์ชมันทำเอง” ชายหนุ่มกำชับ หญิงสาวพยักหน้ารับด้วยสีหน้ากลั้นยิ้ม เธอชินแล้วกับท่าทางไม่ลงรอยของทั้งสองคน
“ค่ะ ลิลจะปิดโน้ตบุ๊คทั้งวันเลยค่ะวันนี้”
หลังจากที่มาวัชร์กลับไปแล้ว ลลินาใช้เวลาทำงานบ้านจากนั้นก็นอนพักช่วงบ่าย เธอเริ่มสังเกตตัวเองเหมือนกันว่าระยะหลังง่วงนอนบ่อยมากผิดปกติ แต่ก็เดาไปว่าเธออาจจะทำงานหนักเกินไป
‘คงต้องหาเวลาลาพักร้อนแล้วมั้งเรา’ เธอคิดในใจ พลางหาข้อมูลว่าที่เที่ยวที่ไหนน่าสนใจ อยากไปทะเลสักสองสามวัน
หญิงสาวไม่คิดจะชวนมาวัชร์ เพราะปกติเธอกับเขาเจอกันแค่ช่วงสุดสัปดาห์ ในที่ทำงานมีเจอกันบ้างแต่ก็ทักทายปกติ แม้ว่าความสัมพันธ์จะไม่ได้ปิดบังกับใครว่ามีการคบหากัน แต่ก็ไม่ได้เปิดตัวชัดเจนเช่นกันและที่สำคัญเราไม่เคยนิยามสถานะต่อกัน
‘แล้วเราเป็นอะไรกัน’ จู่ๆ เธอก็มีคำถามกับตัวเอง แต่ก็ปัดมันออกไปจากใจ ในเมื่อวันนี้เธอยังมีความสุขกับพื้นที่ตรงนี้ สิ่งที่เรามีร่วมกันจะมีชื่อเรียกว่าอะไรก็ช่างมันเถอะ
คืนนั้นลลินาเข้านอนแต่หัวค่ำเพื่อเตรียมตัวไปสู้รบกับวันทำงานใหม่ของเช้าวันจันทร์ เธอตื่นเช้าด้วยความรู้สึกสดชื่นเช็คอีเมลดูงานที่จะต้องทำในวันนั้นตามปกติ ทว่าในตอนที่เช็คตารางงานของพอภัทร มือเธอก็ปัดไปโดนตารางปฏิทินส่วนตัว แล้วก็ต้องนิ่งไปเมื่อคิดอะไรขึ้นมาได้
‘ประจำเดือน’ เธอใจหายวาบเมื่อรู้สึกว่าตนเองไม่มีประจำเดือนมานานพอสมควร เธอเปิดดูบันทึกที่จดไว้พบว่ามันไม่มาเป็นเดือนที่สอง
ลลินาช็อก จากนั้นก็ตั้งสติว่าประจำเดือนก็คลาดเคลื่อนได้ในช่วงที่มีความเครียดเป็นธรรมดา
‘คงไม่มีอะไรหรอก เดี๋ยวคงมา’ เธอปลอบใจตัวเอง อีกอย่างทั้งเธอและเขาก็คุมกำเนิดอยู่ไม่มีอะไรต้องกังวล
แต่ไม่ว่าอย่างไร เธอก็ทนสู้กับความไม่แน่ใจไม่ไหว เย็นนั้นลลินาตัดสินใจซื้อที่ตรวจครรภ์มาตรวจ และสองขีดที่ปรากฏชัดเจนบนที่ตรวจทั้งสองอันทำให้เธอพูดไม่ออก
ลลินายกมือขึ้นลูบหน้าเธอเซไปนั่งบนโซฟาอย่างเหม่อลอย ลูบหน้าท้องอย่างทนุถนอม ใจย้อนคิดไปถึงชีวิตที่ผ่านมาในอดีต
เธอเป็นลูกคนเดียวของพ่อแม่ที่มีฐานะปานกลาง ท่านทั้งสองเองก็เป็นลูกคนเดียวของปู่ย่าตายายเช่นกัน ซึ่งพวกท่านต่างก็เสียชีวิตไปหมดแล้วตั้งแต่บิดามารดาของเธอแต่งงานกันใหม่ๆ
ลลินาเติบโตมาอย่างสมบูรณ์ เป็นหญิงสาวที่มีครอบครัวที่อบอุ่น มีมาตรฐานการใช้ชีวิตที่ดีและมีคุณภาพ เธอเรียนโรงเรียนเอกชนชื่อดังในตอนประถมและสอบเข้ารร.มัธยมได้ในห้องกิฟต์ จากนั้นเธอก็เรียนต่อในมหาวิทยาลัยที่ได้ชื่อว่าอันดับหนึ่งของประเทศ ในคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี ภาคอินเตอร์ในสาขาธุรกิจระหว่างประเทศ จากนั้นเธอบินไปเรียนต่อปริญญาโทที่สิงคโปร์ในสาขาเดียวกัน และจบปริญญาโทได้ในอายุเพียงยี่สิบสามปี
หลังจากนั้นบิดามารดาเธอเสียชีวิตพร้อมกันด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์ ทิ้งให้ลลินาใช้ชีวิตตามลำพังพร้อมกับทรัพย์สินที่ท่านหาไว้ให้ ไม่ว่าจะเป็นบ้าน รถ เงินสดในธนาคารหรือทองคำแท่ง และต่อมาเธอก็เข้าทำงานในบริษัทโชติภิวรรธ อาหารสัตว์และอุปกรณ์สัตว์เลี้ยง
ด้วยคุณสมบัติส่วนตัวที่ดีเลิศ และวุฒิภาวะที่มีทำให้หญิงสาวเข้าทำงานในตำแหน่งเลขานุการ CEO – S&OP (Sales & Operations Planning) ซึ่งเจ้านายคนแรกของเธอซีอีโอคนก่อนที่เกษียณไป และพอภัทรเพิ่งเข้ามารับหน้าที่ในปีนี้ เธอจึงเป็นทั้งเลขานุการและพี่เลี้ยงของเขาในอีกตำแหน่งหนึ่ง
ส่วนมาวัชร์นั้น ความคิดเธอสะดุดเมื่อคิดถึงพ่อของลูกในท้อง เธอรู้จักเขาตั้งแต่มาทำงานที่นี่แรกๆ ได้พบกันในห้องประชุมบ่อย จนกระทั่งวันหนึ่ง เขาชวนเธอไปดินเนอร์หลังเลิกงานและต่อมาความสัมพันธ์ของเราก็งอกเงยมาเรื่อยๆ จนเกือบจะครบปีในอีกไม่กี่วันที่จะถึงนี้
เธอยอมรับว่าเขาเป็นคนมีเสน่ห์ ใส่ใจและมักจะรู้ว่าผู้หญิงชอบอะไร นอกเหนือจากนั้นเขาไม่เคยมองว่าการที่เธอทำงานเยอะเป็นคนน่าเบื่อ เพราะตัวเขาเองก็ทำงานหนักเช่นกัน แต่ท่ามกลางกระแสความสุขที่ไหลเวียนผ่านความสัมพันธ์ของเรา ลลิลาไม่เคยลืมว่าเขาและเธอต่างกันมาก จึงไม่เคยคาดหวังว่าเราสองคนจะเดินไปด้วยกันจนถึงจุดที่เรียกว่าครอบครัวได้จริงในอนาคต
แต่ถึงจะอย่างไร เธอก็ต้องบอกให้เขารับรู้เรื่องนี้ ลลินาหยิบโทรศัพท์มาโทรออกหามาวัชร์ เขาไม่รับสายเธอจึงฝากข้อความไว้ว่าอยากเจอ มีเรื่องอยากคุยด้วย
คืนนั้นมาวัชร์เปิดประตูห้องด้วยคีย์การ์ดที่เธอให้ไว้ ชายหนุ่มปิดประตูอย่างเบามือ แปลกใจที่ห้องเงียบผิดปกติ
“ทำไมนอนเร็วเหรอลิล” ปกติเธอจะนอนประมาณห้าทุ่มเสมอ ทำไมวันนี้เพิ่งสี่ทุ่มลลินาก็เข้านอนแล้ว
ชายหนุ่มเดินเข้าไปในห้องนอน ลลินางัวเงียรู้สึกตัวตื่นพอดี
“ลิลหลับแล้วเหรอ นอนต่อก็ได้ ผมไปอาบน้ำก่อน”
ลลินาจะเรียกแต่ไม่ทัน เขาเดินเข้าห้องน้ำไปแล้ว หญิงสาวลุกจากเตียงหยิบที่ตรวจครรภ์มาดูอีกครั้ง ผลของมันยังคงเหมือนเดิมบ่งบอกว่านี่คือเรื่องจริง ไม่ใช่ความฝัน
“มีอะไรจะคุยกับผมเหรอลิล ตอนโทรไปผมอยู่กับเพื่อนพอดีที่ร้านอาหารน่ะ เลยไม่ได้ยินเสียง” เขาพูดหลังจากออกจากห้องน้ำและเปิดตู้เสื้อผ้าหยิบเสื้อนอนมาใส่
“คุณรุจคะ ลิลท้อง”
ทันทีที่ลลินาพูดจบก็เหมือนเกิดเดดแอร์ชั่วขณะ มาวัชร์ที่กำลังแต่งตัวชะงักมือเขามองเธออย่างไม่อยากเชื่อ
“อะไรนะลิล คุณพูดเล่นหรือเปล่า” ชายหนุ่มหัวเราะแต่แล้วก็ต้องเงียบเมื่อเห็นสิ่งในมือเธอ
มันคือที่ตรวจครรภ์ด้วยตัวเอง และสองขีดแดงนั่นก็ชัดยิ่งกว่าคำพูดใดใด ชายหนุ่มนิ่งไป ครู่หนึ่งเขายกมือขึ้นลูบหน้าก่อนจะหาเสียงตัวเองเจอ
“ไปตรวจกันอีกทีไหม พรุ่งนี้ไปโรงพยาบาลกันเดี๋ยวผมพาไป”
“ไม่เป็นไรค่ะ ลิลไปเองได้ว่าแต่คุณ... คิดว่ายังไงคะ” ถามไปแล้วลลินาก็ต้องกัดริมฝีปากเมื่อเห็นเขาชะงักและไม่รู้จะตอบเธออย่างไร
เสียงโทรศัพท์เป็นสายเรียกเข้าดังขึ้นขัดจังหวะ มาวัชร์รีบกดรับสายทันทีเหมือนกลัวมันจะเงียบไป จากนั้นเขาก็พูดรัวเร็ว
“ครับพ่อเดี๋ยวผมไปตอนนี้เลย”
“ลิล” เขาหันมามองเธอ ท่าทางลำบากใจ “แม่ผมตกบันได้ตอนนี้อยู่โรงพยาบาล ผมต้องไปดูแม่ก่อน ส่วนเรื่องของเราเดี๋ยวเรากลับมาตกลงกันนะ”
มาวัชร์เปลี่ยนเสื้อเป็นชุดลำลอง แล้วก็ออกไปอย่างร้อนรน ลลินามองตามด้วยความรู้สึกเหมือนถูกผลักออกจากโลกของเขาเป็นครั้งแรก เธอน้ำตาไหลเงียบๆ โดยไม่ทันได้พูดอะไรเลย