เก้าโมงครึ่ง ลลินาเข้าไปในห้องพอภัทรเพื่ออัปเดตงานในวันนี้
“วันนี้คุณพอภัทรมีประชุมกับฝ่ายผลิตสิบโมงนะคะ เอกสารที่ต้องใช้ในส่วนของยอดออเดอร์จากต่างประเทศ ลิลทำสรุปทั้งหมดใส่โฟลเดอร์นี้ให้แล้วค่ะ”
เธอวางแฟ้มลงบนโต๊ะ ทำท่าจะถอยออก แต่เจ้านายหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองทันที
“ช่วงนี้ดูเหนื่อย ๆ นะครับคุณลิล ไม่สบายหรือเปล่า”
“ไม่ค่ะ” เธอรีบยิ้มกลบเกลื่อน “คงเพราะนอนดึกไปหน่อย ช่วงนี้คงดูซีรีส์เยอะไปค่ะ” หญิงสาวยกเหตุผลปกติของคนในยุคนี้ที่ใครๆ ก็เข้าใจ พอภัทรจึงพยักหน้าเข้าใจ
“ถ้ามีงานอะไรที่คุณลิลแบ่งให้เด็กในทีมช่วยได้ก็แบ่งนะครับ ไม่ต้องแบกคนเดียว” เขาพูดจริงจัง “ผมยังต้องพึ่งคุณอีกเยอะเลยตอนนี้”
คำพูดเรียบง่ายแต่น้ำเสียงจริงใจของเขาทำให้เธอรู้สึกผิดหน่อย ๆ ที่คิดจะลางานยาว ๆ โดยยังไม่ได้บอกเขา
“ค่ะบอส ขอบคุณมากนะคะ”
พอภัทรยิ้มบาง ๆ ก่อนจะก้มลงดูแฟ้ม “โอเค งั้นเดี๋ยวผมเตรียมตรงนี้ต่อ คุณไปพักสายตาสักนิดก็ได้ วันนี้นอกจากประชุมก็คงไม่มีอะไรใช่ไหมครับ”
“ใช่ค่ะ”
เธอออกจากห้องมาเงียบ ๆ เสียงรองเท้าคัทชูแตะลงบนพื้นพรมเบากว่ารองเท้าส้นสูงสี่นิ้วที่เคยใส่จนเป็นเสียงประจำตัว
ลลินาเหลือบมองประตูกระจกฝั่งห้องประชุมใหญ่ เห็นร่างสูงของมาวัชร์นั่งอยู่ด้านในแล้ว พนักงานฝ่ายผลิตสองสามคนกำลังเซ็ตโปรเจกเตอร์ หญิงสาวมองแผ่นหลังที่เขานั่งหันหลังให้แล้วถอนหายใจเมื่อเขาไม่เห็นว่าเธอยืนอยู่ตรงนี้
‘ก็ดีแล้ว… ยังไม่พร้อมจะเจอเหมือนกัน’ เธอพูดกับตัวเองในใจ
การประชุมใช้เวลานานกว่าที่คิด เสียงคนเริ่มกลับเข้าออฟฟิศอีกครั้งตอนเกือบเที่ยง ลลินาออกไปรับโทรศัพท์ลูกค้าต่างประเทศที่มุมเงียบ ๆ ไม่เห็นว่าประตูห้องประชุมเปิด และมาวัชร์เดินออกมาพอดี
เขาเห็นเธอก่อน เธอถือโทรศัพท์แนบหู อยู่หน้าหน้าต่างกระจกบานใหญ่ มองลงไปยังถนนด้านล่าง สีหน้าซีเรียสแต่สงบ มืออีกข้างถือสมุดที่เต็มไปด้วยตัวเลขและโน้ตภาษาอังกฤษ
“yes, we will review the terms again and get back to you by tomorrow…”
น้ำเสียงมืออาชีพของเธอทำให้เขาเผลอยิ้มมุมปากนิด ๆ
ไม่ว่าเรื่องส่วนตัวจะเป็นยังไงจะมีปัญหาแค่ไหน เธอก็ยังเป็น “เลขาคนเก่ง” ของเขาอยู่ดี ชายหนุ่มรู้ว่าลลินาแยกแยะเรื่องส่วนตัวและงานได้ดีมาตลอด ดีจนเขาเคยอยากเป็นมืออาชีพให้ได้ครึ่งแบบที่เธอเป็น
มาวัชร์ตั้งใจจะรอให้เธอคุยโทรศัพท์เสร็จแล้วจะเข้าไปหา แต่เสียงเรียกจากด้านหลังก็ดังขึ้นเสียก่อน
“คุณรุจครับ เดี๋ยวตอนบ่ายรบกวนดูไลน์การผลิตใหม่กับฝ่ายผมหน่อยนะครับ พอดี QC เจออะไรแปลก ๆ ที่เครื่องผสม”
คนเรียกเป็นหัวหน้าฝ่ายควบคุมคุณภาพที่เดินตามออกมาจากห้องประชุมพร้อมเอกสารในมือ
มาวัชร์ลังเลเสี้ยววินาที ก่อนจะหันกลับไปทางเขา
“ได้ครับ เดี๋ยวผมลงไป”
เขาหันกลับมาทางเดิมอีกครั้ง แต่ลลินาวางสายพอดีเธอถูกเรียกจากฝ่ายบัญชีให้เซ็นเอกสาร จึงเดินเลี่ยงไปอีกทางโดยไม่ได้เห็นว่าเขายืนมองอยู่
โอกาสที่จะได้คุยกัน… หายไปอีกครั้ง
เย็นวันนั้น ลลินากลับถึงคอนโดเร็วผิดปกติ เธอรู้สึกหมดแรงอย่างประหลาด ทั้งที่วันนี้ไม่มีงานประชุมหนักเหมือนบางวันด้วยซ้ำ
เธอทิ้งตัวลงบนโซฟา ถอดรองเท้าคัทชูออก เหยียดขาแล้วลูบหน้าท้องแผ่ว ๆ
“เก่งมากนะ ที่อยู่กับแม่ทั้งที่แม่ก็ยังงงอยู่แบบนี้” เธอพึมพำกับตัวเอง
ในหัวมีคำถามค้างคาเต็มไปหมด
“ถ้าเขาบอกว่าไม่พร้อมล่ะ”
“ถ้าเขาบอกว่าให้จัดการเองล่ะ”
“ถ้าเขาบอกว่า… ไม่อยากมีเราในรูปครอบครัวที่มีลูกอยู่ในนั้นเลยล่ะ”
ยิ่งคิด เธอยิ่งพยายามตัดใจและบอกตัวเองว่าเราบอกเขาแล้ว เราให้สิทธิ์เขาเลือกแล้ว ต่อไปนี้เป็นหน้าที่เรา
โทรศัพท์วางอยู่บนโต๊ะเตี้ยสั่นเบา ๆ เมื่อมีข้อความเข้า หัวใจเธอสะดุดวูบ คิดว่าอาจจะเป็นมาวัชร์ แต่พอหยิบมาดูก็เป็นแจ้งเตือนจากแอปธนาคารว่าเงินเดือนเข้าแล้ว
ลลินาหัวเราะเบา ๆ กับตัวเอง เสียงหัวเราะที่ปนขม แปลกที่ยอดเงินครึ่งแสนที่ถูกโอนเข้ามาทำให้เธอรู้สึกเฉยๆ ได้ขนาดนี้
“ไม่เป็นไร อย่างน้อยเราก็เลี้ยงลูกได้ด้วยเงินตัวเอง”
ลลินาเริ่มสำรวจทรัพย์สินของตัวเอง เงินสดที่เธอได้เป็นมรดกจากพ่อแม่เมื่อหลายปีก่อนมันยังอยู่ดีในจำนวนเจ็ดหลัก เธอแบ่งจำนวนหนึ่งไปซื้อกองทุนไว้ทำกำไรระยะยาวเนื่องจากเป็นเงินเย็น ดอกเบี้ยถึงวันนี้ได้ไม่มาก ประมาณ 4-5 เปอร์เซ็นแต่ก็ดีกว่าดอกเบี้ยเงินฝาก
นอกจากนั้นก็เป็นเงินรายได้ของตัวเอง ที่เธอแบ่งส่วนหนึ่งไปลงทุนในตลาดหุ้นและทองคำ ด้วยวิธีการลงทุนที่ไม่เสี่ยงเกินไปทำให้ตัวเลขของมันยังเขียวอยู่เกือบทุกรายการ และนั่นก็ทำให้เธอพอใจในระดับหนึ่ง
ขณะที่อีกฟากหนึ่งของเมือง มาวัชร์นั่งอยู่ในห้องนอนตัวเองที่บ้านโชติภิวรรธ มือถืออยู่ในมือ หน้าจอเปิดหน้าแชตของ “ลิล” ค้างไว้
ข้อความสุดท้ายที่เธอส่งมาคือ “พักผ่อนด้วยนะคะ เหนื่อยทั้งเรื่องงานทั้งเรื่องคุณแม่”
เขาพิมพ์ประโยคสั้น ๆ ลงไป
“เราคุยกันได้ไหม” แล้วก็ลบและพิมพ์ใหม่
“พรุ่งนี้เย็นคุณว่างไหม ผมอยากเจอ”
“ลิลเป็นไงบ้าง แพ้ท้องไหม”
“ไปหาหมอหรือยัง ผมพาไปไหม”
พิมพ์ใหม่แล้วก็ลบอีกวนเวียนซ้ำไปซ้ำมาหลายครั้ง จนสุดท้ายเขากดล็อกหน้าจอ วางโทรศัพท์ลงบนโต๊ะหัวเตียงเพราะรู้สึกว่านั่นยังไม่ใช่คำพูดที่ดีพอ
“เดี๋ยวพรุ่งนี้ก่อนค่อยไปหาลิล” เขาหาข้ออ้างให้ตัวเองอีกครั้ง ย้อนคิดถึงครั้งสุดท้ายที่เจอกัน
หลังจากที่เขาไปดูมารดา พบว่าท่านขาแพลงเท่านั้น และยังบ่นว่าคนที่บ้านโทรมาบอกเขาทำไม มันไม่ใช่เรื่องใหญ่ ตอนนั้นชายหนุ่มทำเพียงอยู่เป็นเพื่อนมารดาจนกลับถึงบ้านเรียบร้อย จากนั้นก็อยู่บ้านมาตลอดไม่ได้ไปแม้แต่ที่คอนโดของตัวเอง
สองสัปดาห์แห่งความเงียบ ไม่มีใครด่ากัน ไม่มีใครทะเลาะกัน ไม่มีคำพูดทำร้ายกัน มีแค่ความคิดมากมายที่ไม่ได้พูดออกมา และช่องว่างเล็ก ๆ ระหว่าง “เรา” ที่เริ่มขยายตัวช้า ๆ อย่างที่ทั้งคู่ไม่ทันรู้ตัวเลย…