ตอนที่ 7 คำถามที่ต้องตอบคนเดียว

1300 Words
เช้าวันรุ่งขึ้น พอภัทรยังไม่มาถึงออฟฟิศ ลลินาจึงลางานครึ่งวันบ่าย เธอกรอกเหตุผลเพียงว่า “ธุระส่วนตัว” เท่านั้น ครึ่งเช้าที่เหลือเธอทำงานเต็มที่เหมือนปกติ ไม่ว่าจะเป็นการตอบอีเมลต่างประเทศ เคลียร์สรุปเงื่อนไขที่ลูกค้าแจ้งขอมา รวมถึงทำข้อมูลเสริมต่างๆ ประกอบการพิจารณาสำหรับรอให้เจ้านายอ่าน และเมื่อเข็มนาฬิกาบอกเวลาเที่ยงตรง ลลินาเก็บแฟ้ม ปิดคอม เธอออกจากที่ทำงานทันทีโดยไม่ได้รับประทานมื้อกลางวันที่นี่เช่นปกติทุกวัน จุดหมายของเธอคือโรงพยาบาลเอกชน ซึ่งเป็นที่เดียวกับที่เธอเคยมาตรวจสุขภาพประจำปี เสียงต้อนรับเจ้าหน้าที่หน้าเคาน์เตอร์ทำให้เธอรู้สึกปลอดภัยอย่างประหลาด “คุณผู้หญิงมีอาการอะไรมาคะวันนี้” “ดิฉันต้องการขอพบสเปเชียลลิสต์ค่ะ แผนกสูติฯ” พนักงานสาวคีย์ข้อมูลเข้าระบบรัวเร็ว “ต้องการพบคุณหมอสูติวันนี้นะคะ คุณผู้หญิงจะเจาะจงไหมคะว่าต้องการคอนซัลท์กับอาจารย์ท่านไหน” “ไม่ค่ะ” น้ำเสียงของเธอนุ่มแต่มั่นคง “รบกวนคุณผู้หญิงนั่งรอที่โซฟาสักครู่ค่ะ” พนักงานผายมือไปทางชุดรับแขก เธอรอไม่นาน เจ้าหน้าที่ถือแฟ้มและเดินนำเชิญเธอไปที่แผนกสูตินรีเวช เมื่อไปถึงเธอถูกพาไปชั่งน้ำหนัก วัดความดันและตอบคำถามเก็บข้อมูลเบื้องต้นตามปกติรอเข้าพบแพทย์ จนกระทั่งเจ้าหน้าที่เรียกชื่อ เธอลุกขึ้นและเดินเข้าไปในห้องตรวจอย่างช้า ๆ คุณหมอสูติเป็นผู้หญิงวัยกลางคน น้ำเสียงนุ่มและใจเย็นเหมือนคนที่เจอเรื่องพวกนี้มาแล้วเป็นร้อยครั้ง “ตั้งครรภ์ประมาณกี่สัปดาห์แล้วคะ มีผลอัลตราซาวด์เก่ามั้ย” “ยังไม่ได้ตรวจที่โรงพยาบาลค่ะหมอ แต่ว่าตรวจด้วยตัวเองซ้ำแล้วสองครั้ง” คุณหมอพยักหน้า “งั้นเดี๋ยวเราตรวจยืนยันให้อีกครั้งนะคะ” พยาบาลประจำวอร์ดเข้ามาเก็บตัวอย่างเลือด จากนั้นคุณหมอก็ให้เธอนอนที่เก้าอี้อัลตราซาวด์ ไม่นานนัก ภาพบนหน้าจออัลตราซาวด์ก็ปรากฏ เสียงหัวใจเต้นตุบ ๆ เบา ๆ ดังออกมาจากลำโพงเครื่อง ครั้งแรกที่เห็นลลินาแทบกลั้นลมหายใจ ต่อมาเธอเริ่มน้ำตาคลอโดยไม่ตั้งใจ นั่นคือการยืนยันว่าในร่างกายเธอ เด็กคนนี้มีตัวตนแม้ว่าจะยังเป็นการเริ่มสร้างตัวอ่อนก็ตาม คุณหมอปรับหน้าจอเล็กน้อยก่อนพูดด้วยน้ำเสียงกลาง ๆ “ใช่ค่ะ จากขนาดตัวอ่อนตั้งครรภ์ประมาณ 12 สัปดาห์จริงตามที่เคยให้ประวัติไว้นะคะ แข็งแรงดี ไม่มีอะไรผิดปกติ” ลลินาพยักหน้ารับ ใช้หลังมือเช็ดหางตาอย่างเงียบๆ คุณหมอเหมือนจะเข้าใจทันทีก่อนถามอย่างอ่อนโยน “คนไข้มีอะไรอยากปรึกษาหมอไหมคะ” หญิงสาวนิ่งไปเกือบสิบวินาที ก่อนตอบไม่เต็มเสียง “คือว่าดิฉันยังไม่แน่ใจค่ะ ว่าพร้อมจะเก็บเด็กไว้ไหม” คุณหมอไม่แสดงสีหน้าใด ๆ นอกจากรับฟังอย่างตั้งใจ “อืม… เข้าใจค่ะ เดี๋ยวหมออธิบายให้ฟังทุกมุมเลยนะ” “การยุติการตั้งครรภ์ตอน 12 สัปดาห์ยังเป็นสิ่งที่ทำได้ค่ะ แต่ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ แต่หมออยากให้คุณคิดให้รอบคอบจริง ๆ ก่อน” เธอฟังเงียบ ๆ มือกำชายกระโปรงแน่นขึ้น หมอพูดต่ออย่างใจเย็นและตรงไปตรงมา “ความพร้อมในการมีลูกไม่ใช่เรื่องของเงินอย่างเดียวค่ะ แม้เงินจะสำคัญมาก แต่สิ่งที่สำคัญพอ ๆ กันคือความพร้อมในใจ และความสามารถในการแบกรับความรับผิดชอบยาวนานอย่างน้อยอีกยี่สิบปี” คำว่ายาวนานอย่างน้อยยี่สิบปีมันหนักกว่าคำไหนทั้งหมด “คนไข้ต้องถามตัวเองให้ชัดว่า เราไหวไหม ไม่ใช่ว่าคนอื่นคิดว่าไหวหรือไม่ไหวนะคะ แต่เป็นตัวเราจริง ๆ” ลลินาก้มหน้ามองมือของตัวเอง “ดิฉันคิดมาแล้วค่ะ หลายคืนมาก แต่คำตอบมันยังไม่ชัดเลยค่ะคุณหมอ” “แบบนั้นไม่เป็นไรเลยค่ะ” หมอปลอบ “มันปกติมาก การที่ต้องตัดสินใจเรื่องใหญ่ ๆ แบบนี้ ส่วนใหญ่ไม่มีใคร ‘มั่นใจ’ ในความคิดหรือการตัดสินครั้งแรกครั้งเดียวหรอกค่ะ” คุณหมอยิ้มบาง ๆ ดูอบอุ่นและให้กำลังใจ “หมอไม่ได้ชี้นำค่ะ ไม่ว่าคนไข้จะเลือกทางไหน หมอแค่อยากย้ำนี่คือชีวิตของเราและของเด็กค่ะ คนไข้ต้องเลือกในแบบที่ ‘เรารับไว้ได้’ ในระยะยาวจริง ๆ” ลลินาพยักหน้า น้ำตาเม็ดเล็กไหลลงข้างแก้มโดยที่เธอเพิ่งรู้ตัว เธอรีบปาดมันออกอย่างเงียบ ๆ หมอไม่ถามอะไรเพิ่ม ไม่กดดัน มีเพียงคำเดียวที่หมอฝากไว้ก่อนออกจากห้อง “กลับบ้านไปคิดนะคะ ไม่มีใครคิดแทนคนไข้ได้ค่ะ ไม่ว่าคนรัก เพื่อน หรือญาติ… สุดท้ายมันต้องเป็นคำตอบของเราเองเท่านั้น” ลลินาเดินออกจากห้องตรวจเหมือนคนที่เหนื่อยอย่างหนัก ค่ารถ ค่าแพ็กเกจตรวจ ค่าอัลตราซาวด์ ไม่ใช่ปัญหา แต่คำว่าเราจะทำอย่างไรกับเรื่องนี้ต่อไปดี มันคือคำถามที่ยากจะตอบได้ แต่ถึงจะยังไม่ได้คำตอบ แต่เธอก็นั่งรอยาบำรุงที่หน้าห้องการเงินและห้องยา ด้วยความคิดที่ว่ามีเผื่อต้องใช้ดีกว่าจะไม่มีอะไรเลย เพราะว่าจุดนี้ใช้เวลานานเป็นพิเศษ ลลินาเพิ่งนึกได้ว่าเธอยังไม่ได้กินมื้อเที่ยง ทันใดนั้นเธอยกมือลูบท้องทันที ‘แม่ขอโทษนะลูก หนูหิวใช่ไหม’ หญิงสาวนึกขอโทษลูกในใจ ก่อนจะลุกไปยังร้านค้าใกล้ๆ ที่มีอาหารว่างรองท้องให้เลือกอยู่พอสมควร ลลินาหยิบแซนวิชมินิทูน่าและแฮมชีสมาอย่างละกล่อง นมหนึ่งกล่องพร้อมน้ำเปล่าหนึ่งขวด พอจ่ายเงินและกลับมานั่งที่เดิมเธอดูของที่ซื้อมาแล้วนึกขำในใจว่าถ้าเป็นปกติเธอคงซื้อแค่กล่องเดียว ปกติอาจจะกินไม่หมดกล่องด้วยซ้ำ ‘ซื้อตอนหิวสินะ’ หญิงสาวคิดพลางเปิดกล่องแซนวิชและหยิบเข้าปาก มองไปรอบๆ คนไข้หลายคนก็ทำเช่นเดียวกันอาจจะเพราะว่าเดี๋ยวนี้แม้จะเป็นโรงพยาบาลเอกชน แต่ตอนรอจ่ายเงินและรับยาก็นานขึ้นเช่นกัน เผลอแปบเดียวแซนวิชก็หมดสองกล่องแบบไม่รู้ตัว ลลินามองกล่องแซนวิชเปล่าและกล่องนมที่ไม่มีนมเหลืออยู่แล้วอย่างไม่อยากเชื่อ ว่าเธอกินมันหมดได้จริงๆ ‘เจ้าตัวเล็กของแม่ กินเก่งเหมือนกันสินะเรา’ ตอนนั้นเองที่เธอนึกอยากเห็นหน้าเจ้าตัวเล็กกินจุ หากคลอดออกมาจะน่ารักขนาดไหนนะเมื่อคิดถึงตรงนี้ เสียงหัวใจเด็กในเครื่องอัลตราซาวด์ยังดังก้องในหู ตุบ…ตุบ…ตุบ… เธอเปิดโทรศัพท์ขึ้นมา ไม่มีข้อความจากมาวัชร์และรวมถึงไม่มีสายที่ไม่ได้รับจากเขา “ไม่เป็นไร…” เธอพึมพำ “แม่เลี้ยงหนูได้” เสียงเรียกชื่อเธอดังขึ้น ลลินาปาดน้ำตาแล้วลุกขึ้นด้วยท่าทางที่เข้มแข็งขึ้น เธอตรงไปยังการเงินและยื่นบัตรเครดิตให้ จากนั้นรอรับใบเสร็จและตรงไปรับยาที่ช่องข้างๆ เธอฟังเภสัชกรแนะนำการใช้ยาแต่ละตัวอย่างตั้งใจ “ขอบคุณมากค่ะ” เธอกลับถึงบ้าน หามื้อเย็นกินโดยสั่งขึ้นมาจากรูมเซอร์วิสและเข้านอน โดยไม่รู้เลยว่าคืนนี้มาวัชร์นั่งจ้องแชตของเธอทั้งคืน เหมือนคนที่อยากพูด อยากเริ่มต้นบทสนทนา แต่เขาไม่รู้ว่าควรจะเริ่มตรงไหน
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD