“มาได้แล้วเหรอ นี่พวกฉันนั่งรอแกจนรากจะงอกแล้วเนี่ย”
อินทิรา ทายาทเจ้าของโรงแรมชื่อดังและเป็นเจ้าของบริษัททัวร์ที่กำลังเป็นที่นิยมที่สุดในตอนนี้บ่นอุบเมื่อพริ้มพราวทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ข้างกันในห้องอาหารหรูหราแห่งประจำ
“ก็บอกให้สั่งกินกันก่อน ไม่ต้องรอก็ไม่เชื่อ”
พูดพลางคว้าเล่มเมนูมาเปิดเลือกรายการอาหารที่อาจดับความร้อนรุ่มในจิตใจได้ ก่อนจิ้มส่ง ๆ ด้วยความหงุดหงิด
ท่าทีแปลกไปของพริ้มพราวทำให้อาชวินและชิดชนกซึ่งนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามสังเกตเห็น จึงเอ่ยถามออกไป
“เป็นอะไรหรือเปล่า วันนี้ท่าทางดูแปลก ๆ นะ” อาชวินถามด้วยความเป็นห่วง ทั้งน้ำเสียงและสายตาแสดงออกมาอย่างไม่คิดปิดบัง
“แปลกเหรอ” เจ้าตัวถามย้ำ ชิดชนกจึงพยักหน้ารับแล้วถามต่อ
“แปลก หงุดหงิดอะไรมา รถติดเหรอ”
“หรือวันนั้นของเดือน ถ้าไม่สบายตัวก็น่าจะบอก เลื่อนนัดก็ได้”
อินทิราพูดพลางยกมืออังหน้าผากเพื่อน เพราะปกติพริ้มพราวมักจะปวดท้อง ปวดหัว บางทีก็เป็นไข้ต่ำ ๆ
“รถไม่ได้ติดแล้วก็ไม่ได้เป็นวันนั้นของเดือน แต่มันร้ายแรงกว่านั้นมาก”
เพื่อนรักทั้งสามคนเลิกคิ้วถาม เจ้าตัวถอนใจพรืดแล้วเริ่มเล่าเรื่องทุกอย่างให้เพื่อนฟังทันที
“ฮะ อะไรนะ นี่แกถูกจับคลุมถุงชนเหรอ นี่มันสมัยไหนแล้ว”
อินทิราสาวแซ่บโวยวายทันทีที่พริ้มพราวเล่าจบ ไม่อยากจะเชื่อเลยว่า พ.ศ.นี้แล้วยังมีการบังคับจับลูกหลานแต่งงานกันตามคำสัญญาของผู้ใหญ่อยู่อีก
แต่คนที่ตกใจกว่าใครจนหน้าซีดเผือดเห็นจะเป็นอาชวินที่แอบรักพริ้มพราวมานานหลายปี แต่ก็ไม่สามารถข้ามเส้นเพื่อนสนิทไปได้แม้จะมั่นใจว่าตัวเองแสดงท่าทีชัดเจนมากแล้ว
“แล้วทำไมแกถึงยอมล่ะ ปกติแกไม่ใช่คนแบบนี้นะ” ชิดชนกเองก็แปลกใจที่คนซึ่งไม่เคยยอมให้ใครบงการได้กลับยอมหมั้นหมายและแต่งงานกับชายที่เพิ่งรู้จัก
“ฉันเองก็ไม่ได้อยากยอม ไม่อยากจะเชื่อด้วยซ้ำว่าพ่อจะไปหลุดปากรับคำของลุงแอรอนตั้งแต่ฉันยังแบเบาะ แต่ในเมื่อพ่อรับปากเขาไปแล้ว จะบิดพลิ้วก็คงไม่ได้ ฉันเองก็ต้องทำหน้าที่ของทายาทคลาร์ก คำสัญญามันสำคัญมากพวกแกก็รู้ แต่กะว่าถ้าหมั้นไปแล้วค่อยหาทางถอนหมั้นอีกที ฉันจะไม่ยอมแต่งงานกับนายมาเฟียหน้านิ่งนั่นเด็ดขาด คนบ้าอะไรไม่รู้อย่างกับหุ่นยนต์ ถ้าไม่ทำหน้านิ่งสายตาเย็นชา ก็ยิ้มมุมปากกวนประสาท ฉันไม่มีวันยอมเป็นเมียหมอนั่นแน่”
คำพูดจริงจังและท่าทีขึงขังของพริ้มพราวทำให้อาชวินเบาใจขึ้นมานิดหน่อย ตรงที่อย่างน้อยคนอย่างพริ้มพราวถ้าลองตั้งใจจะทำอะไรก็จะทำให้ได้อย่างที่ปากพูด
บางทีมาเฟียคนนั้นเองก็อาจไม่ได้เต็มใจหมั้นหมาย แต่ที่ทำไปเป็นเพราะหน้าที่ซึ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้เหมือนกันกับพริ้มพราวก็ได้
“แล้วจะทำยังไงต่อไปเหรอพราว” แม้จะเบาใจแต่อาชวินก็ยังอดกังวลไม่ได้
“ฉันคิดว่าแรก ๆ ก็คงไม่ต้องทำอะไรหรอก ต่างคนต่างอยู่ ไม่ได้ชอบขี้หน้ากันอยู่แล้ว แต่ถ้าหมอนั่นไม่ยอมหาเรื่องถอนหมั้นฉันสักทีก็คงต้องตามสืบแล้วเอาพฤติกรรมเน่า ๆ มาแฉ จะได้เป็นข้ออ้างชิ่ง”
พูดไปก็พยักหน้าหงึกหงักกับแผนการที่ตัวเองคิดว่าวางเอาไว้อย่างรัดกุม รายละเอียดปลีกย่อยยังไม่จำเป็นต้องเอามาพูดตอนนี้
“แล้วแกแน่ใจเหรอพราวว่าผู้ชายคนนั้นจะยอมถอนหมั้นกับแก บางทีแค่เขาเห็นหน้าแกวันนี้ เขาอาจจะชอบแกแล้วก็ได้”
อินทิราให้ความเห็นไปตามที่คิด เพราะเพื่อนรักของเธอสวยงามไม่มีที่ติ ชาติตระกูลก็ดี ฐานะก็ยิ่งดีเลิศเข้าไปอีก คงมีแต่คนโง่เท่านั้นแหละที่จะไม่อยากได้พริ้มพราวเป็นภรรยา
และคำพูดของอินทิราก็มาสะกิดรอยแผลของอาชวินเข้าพอดี เขาเองก็คิดแบบนั้น แต่ก็พยายามสะกดจิตและคิดเข้าข้างตัวเองว่าผู้ชายคนนั้นไม่ได้เต็มใจหมั้น
“ไม่มีทาง พวกแกเคยเห็นหุ่นยนต์ไหม หน้านิ่ง สายตาเฉยชาเหมือนคนไม่มีชีวิต คนแบบนี้เหรอจะชอบใครเป็น แต่ถ้าเลี้ยงอีหนูไว้เต็มบ้านเต็มเมืองก็ว่าไปอย่าง พวกแกก็รู้นี่ว่าพ่อของเขามีสองบ้าน”
ทุกคนพยักหน้ารับรู้ เพราะแอรอนเป็นนักธุรกิจที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในวงสังคม และเขาไม่ได้ปิดบังว่าลูกชายทั้งสองเกิดกับภรรยาคนละคน
“แบบนี้ก็เจ้าชู้ตัวพ่อสิ เขาคงไม่สนใจหรอกว่าจะต้องแต่งงานกับใคร ขอแค่เหมาะสม เชิดหน้าชูตาได้ แล้วค่อยไปหาเศษหาเลยนอกบ้านเอาทีหลัง”
อินทิราโพล่งออกมาโดยไม่ทันยั้งคิดแล้วก็อยากตบปากตัวเองตามอายุ เพราะเพื่อนทั้งกลุ่มหันขวับมองมายังเธอตาเขม็งด้วยความรู้สึกเดียวกัน
“ยัยอิน...” ชิดชนกปรามเพื่อน แต่ก็ไม่ทันเสียแล้ว เพราะคำพูดนั้นทำทุกคนจินตนาการภาพที่อาจจะเกิดขึ้น
“ซวยแล้ว แล้วฉันจะทำยังไงดี”
พริ้มพราวเบิกตาตกใจ ลนลานคว้าแก้วน้ำมาดื่มบรรเทาอาการคอแห้งผาก
“ใจเย็นก่อนพราว บางทีมันอาจจะไม่เป็นแบบนั้นก็ได้”
ชายหนุ่มคนเดียวในกลุ่มให้สติ ทั้งยังยื่นมือมาแตะหลังมือเล็กเย็นเยียบอีกต่างหาก
“ฉันจะไม่มีวันยอมให้เป็นแบบนั้นเด็ดขาด ยังไงฉันก็จะต้องหาทางถอนหมั้นให้ได้” ไม่ใช่แค่บอกเพื่อน แต่ให้กำลังใจตัวเองด้วย
“อืม พวกฉันก็จะช่วยแกอีกทาง เขาชื่ออะไรนะ ฉันจะหาประวัติเขา” อินทิรายกโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเตรียมพร้อม
“ไม่ต้องหรอกอิน ประวัติในโซเชียลมันเชื่อถือไม่ได้หรอกนะ เขาจะสร้างภาพลักษณ์สวยหรูแค่ไหนก็ได้ แค่มีเงินก็ปิดเรื่องคาว ๆ มิดแล้ว” พูดพลางกดโทรศัพท์เพื่อนลงบนโต๊ะตามเดิม
“แหม ก็อยากรู้นี่ว่าผู้ชายคนนั้นหน้าตาเป็นไง เราเพิ่งเรียนจบมาทำงาน ไม่ทันได้รู้จักคนในแวดวงนักธุรกิจเท่าไหร่ รู้แค่ว่าแอรอน ราล์ฟ มีลูกชายสองคน”
“เอเดน เขาชื่อเอเดน เป็นลูกชายคนโต หน้าตาก็ฝรั่ง ๆ คล้ายพ่อ แต่ก็มีส่วนคล้ายแม่ แม่เขาตอนสาว ๆ คงสวยมาก ทั้งใจดี ทั้งน่ารัก ผิดกับลูกชายราวฟ้ากับเหว” พูดไปเบะปากไป
“แกนี่ท่าทางจะไม่ชอบเขาเอามาก ๆ เลยนะ” ชิดชนกเอ่ยแซว
“ก็ใช่น่ะสิ เป็นใครมาจากไหนก็ไม่รู้ อยู่ ๆ ก็ต้องมาหมั้นกัน ฉันไม่เคยสนใจเรื่องนี้ สู้อุตส่าห์เก็บความโสดไว้รอคนที่จะทำให้ฉันตกหลุมรักได้พวกแกก็รู้”
คำพูดนั้นทำชายหนุ่มคนเดียวในกลุ่มเศร้าลงฉับพลัน เพราะที่เขาแอบรักพริ้มพราวใช่ว่าเธอจะไม่รู้ แต่เธอไม่มีใจให้ จึงขีดเส้นให้เขาเป็นได้แค่เพื่อนเสมอมา
“อืม รู้ จะช่วยเต็มที่ ไม่ต้องห่วงหรอก ฉันเองล่ะเกลียดจริง ๆ ผู้ชายแบบนี้ คิดจะเก็บเพื่อนฉันไว้เป็นเมียขึ้นหิ้งแล้วไปมีเมียน้อยทั่วบ้านทั่วเมืองเหรอ ฝันไปเถอะ” อินทิราใส่อารมณ์ ทุกคำที่พูดก็เบิกตาโตจนแทบถลน
“เมื่อเช้าผู้ใหญ่มาสู่ขอแก แล้วแบบนี้มีกำหนดจัดงานหมั้นหรือยัง หรือว่าให้ดูใจกันไปก่อน แกก็ใช้โอกาสนี้หาข้อบกพร่องของเขา อาจจะทันก่อนวันหมั้นนะ”
“ไม่ทันแล้ว สิ้นเดือนหน้าก็ต้องหมั้นกับเขาแล้ว เซ็งชะมัด ลุงแอรอนบอกว่านี่เป็นฤกษ์ที่ดีที่สุด ให้มาสองวัน กลางเดือนกับสิ้นเดือน พวกแกดูสิ เหมือนเขากำลังมัดมือชกฉันยังไงก็ไม่รู้”
“ฮะ สิ้นเดือนหน้า แล้วแกจะเตรียมตัวทันเหรอ” ชิดชนกตกใจ ไม่ต่างจากเพื่อนคนอื่น โดยเฉพาะอาชวินที่ใบหน้าซีดเผือดกว่าครั้งไหน
“ไม่เตรียมอะไรทั้งนั้น อยากหมั้นนักก็จัดการกันเอาเอง ฉันจะแค่อดทนตื่นเช้ามานั่งแต่งหน้า แล้วอดทนร่วมพิธีเพื่อรักษาเกียรติให้ครอบครัวฉันเท่านั้น”
“โห ยากเลยว่ะ ยังไงก็คงต้องหมั้นกันไปก่อนอย่างที่แกบอกจริง ๆ” ชิดชนกถอนหายใจ
“เอาเถอะ ฉันสู้ พวกแกไม่ต้องห่วง คนอย่างฉันไม่ยอมแพ้อะไรง่าย ๆ หรอก ในเมื่อตั้งธงไว้ว่าจะชิ่ง ยังไงก็ต้องชิ่งให้ได้ พวกแกก็รู้จักนิสัยฉันนี่” คนที่กำลังจะหมดอิสรภาพเชิดหน้าสู้ ทำให้เพื่อนทุกคนสูดหายใจลงลึกแล้วพ่นออกมาแรง ๆ พร้อมกัน
“เอาวะ สู้เพื่อทวงอิสรภาพให้คุณหนูพริ้มพราว” อินทิราพยักหน้าหงึก เพื่อนทุกคนจึงพยักหน้ารับบ้างแม้แต่อาชวินที่สีหน้าไม่สู้ดีนักจนเพื่อนสงสาร
“วิน ทำหน้าให้มันดี ๆ หน่อย เพื่อนไปหมั้น ไม่ได้ไปตาย” อินทิราอดที่จะจิกกัดคู่ปรับไม่ได้ แม้จะเคยพยายามช่วยเชียร์มาหลายครั้งแต่พริ้มพราวก็ไม่มีท่าทีตอบ จึงล้มเลิกไปในที่สุด
“เออ รู้แล้วน่า ฉันทำหน้าได้ดีสุดแค่นี้แหละ” เขาเองก็ยอมรับ อยากจะสู้จนถึงที่สุด แต่เหมือนฟ้าไม่ให้โอกาส
“อย่ามัวเถียงกันเลย ยังไงงานหมั้นก็ต้องเกิดแน่ เราควรเตรียมตัวและเตรียมรับมือกันนะ” ชิดชนกให้สติ ทุกคนจึงพยักหน้าเห็นด้วย
“อืม ก็จริง งั้นอย่างแรกพวกแกเตรียมตัดชุดกันได้เลย อยากใส่สีอะไรก็ใส่มา ง่าย ๆ ไม่ต้องมากพิธี” พูดราวไม่แคร์ ทั้งที่ปกติตนชอบธีมงานหรูหราอลังการที่สุด
“อย่ามาเว่อร์ หล่อนไม่สนใจแล้วพ่อแม่ญาติพี่น้องหล่อนล่ะยะ ได้ธีมสีแล้วบอกด้วย จะได้รีบเตรียมตัว” อินทิรากระแนะกระแหนเล็กน้อย
“ก็ได้...” ลากเสียงยานคางด้วยความเบื่อหน่าย ก็พอดีกับที่อาหารมาเสิร์ฟ จึงลงมือกินมื้อพิเศษที่แทบไม่รับรู้รสชาติเหมือนเดิม ก่อนชิดชนกจะทำลายความเงียบขึ้น
“งานหมั้นแกฉันขอเอาพี่ฉัตรไปด้วยนะ”
พูดถึงแฟนหนุ่มด้วยท่าทีกล้า ๆ กลัว ๆ เพราะเพื่อนในกลุ่มไม่มีใครยอมรับแฟนเธอสักคน แม้แต่อาชวินที่มีเหตุผลที่สุดยังคัดค้าน
“ยังไม่ตาสว่างอีกเหรอ” อินทิราโพล่งความในใจออกมา ทำเจ้าตัวหน้าสลด
“พี่ฉัตรเขาเป็นคนดีนะ ทำไมพวกแกถึงรังเกียจเขาขนาดนี้ ฉันคบกับเขามาตั้งนานแล้ว ฉันรู้ดีที่สุดว่าเขาเป็นคนยังไง เขาทั้งเป็นสุภาพบุรุษและให้เกียรติ ไม่เคยทำฉันเสียใจสักครั้ง”
“หางยังไม่โผล่น่ะสิ ไม่แกก็โดนของ ขนาดไอ้วินไปเห็นหมอนั่นลากสาวออกจากผับแกยังไม่เชื่อเพื่อนเลย แต่เชื่อผัว ทั้งที่คำพูดดูมีพิรุธเต็มไปหมด”
อินทิราโวยวายหัวเสีย ชิดชนกฉลาด ใจเย็น และดูเป็นผู้เป็นคนที่สุดในบรรดาเพื่อนผู้หญิงทั้งสามคนที่คบกัน แต่กลับไม่มีสติเมื่อความรักห่วย ๆ เข้าตา
“เขายังไม่ได้เป็นผัวฉัน...” ค้านเพื่อนเสียงอ่อย เพราะเธอเองก็รู้สึกผิดไม่น้อยที่ทำใจเชื่อเพื่อนตายทั้งสามคนมากกว่าคนรักไม่ได้
“อืม นี่เป็นข้อดีข้อเดียวที่หมอนั่นมี”
อาชวินปิดจบบทสนทนาแล้วตักอาหารเข้าปาก ทุกคนจึงพยักหน้าเห็นด้วย ไม่มีใครพูดเรื่องนี้ออกมาอีก เพราะต่อให้พูดจนปากจะฉีกถึงรูหูก็ยังคงมีผลลัพธ์เช่นเดิม