ตอนที่ 12 ปะทะคารม

2069 Words
อากาศเย็นเริ่มโรยตัวลงต่ำพร้อมกับเสียงจิ้งหรีดเรไรที่เริ่มกรีดปีกบรรเลงเพลงแห่งธรรมชาติ พราวเดินลงมาจากอาคารสำนักงานด้วยฝีเท้าที่เบาสบายกว่าทุกวัน รอยยิ้มบาง ๆ แต้มอยู่ที่มุมปากอิ่มสวยเมื่อนึกถึงเหตุการณ์เมื่อช่วงบ่าย ที่ได้นั่งทำงานอยู่บนตักสิงหราชนานนับชั่วโมง ความอบอุ่นและกลิ่นกายหอมกรุ่นของเขายังคงติดตรึงอยู่ในความทรงจำและปลายจมูก “กลับห้องไปมาสก์หน้าเตรียมตัวสวย ๆ ดีกว่า พรุ่งนี้ต้องรุกต่อ” หญิงสาวพึมพำอย่างอารมณ์ดี พลางกระชับกระเป๋าสะพายข้าง เตรียมจะเดินลัดเลาะสวนหย่อมเพื่อกลับไปยังเรือนพักรับรอง หมับ! แรงกระชากอย่างรุนแรงที่ต้นแขนซ้ายทำให้ร่างบางเซถลาเกือบจะล้มลงไปกองกับพื้น โชคดีที่เธอทรงตัวทัน แต่ความเจ็บปวดที่แล่นปราดขึ้นมาทำให้ต้องนิ่วหน้า “จะรีบไปไหนครับพราว!” เสียงทุ้มที่คุ้นเคยแต่บัดนี้เจือไปด้วยโทสะและความเกรี้ยวกราดดังขึ้นที่ข้างหู พราวสะบัดหน้ากลับไปมองทันที พบกับใบหน้าหล่อเหลาของไทม์ ที่บิดเบี้ยวด้วยความโกรธจัด ดวงตาแดงก่ำจ้องมองเธอราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ “ปล่อยนะไทม์ พราวเจ็บ!” ตวาดกลับพยายามบิดแขนออกจากการเกาะกุม แต่ไทม์กลับยิ่งบีบแน่นขึ้นจนเธอรู้สึกเหมือนกระดูกจะร้าว “เจ็บสิดี! จะได้รู้ตัวสักทีว่ามีตัวตน!” ไทม์ตะคอกใส่หน้า กลิ่นแอลกอฮอล์จาง ๆ ลอยออกมาจากลมหายใจของเขา บ่งบอกว่าคงไปดื่มย้อมใจมาหลังจากที่ถูกเธอเมินใส่ตลอดทั้งวัน “เมาแล้วนะไทม์ ปล่อยพราวเดี๋ยวนี้” พราวเสียงแข็งขึ้น แววตาที่เคยมองเขาด้วยความรักในอดีต เวลานี้เหลือเพียงความเย็นชาและรังเกียจ “อย่ามาทำตัวอันธพาลแถวนี้นะ” “อันธพาลเหรอ? เดี๋ยวนี้กล้าด่าว่าอันธพาลเหรอวะ!” ไทม์กระชากร่างเธอเข้ามาประชิดตัว เขย่าตัวอย่างแรงด้วยความโมโห “เป็นบ้าอะไรไปฮะพราว! โทรไปก็ไม่รับ ไลน์ไปก็ไม่อ่าน ชวนไปไหนก็ไม่ไป ทำตัวเหินห่างเหมือนคนไม่รู้จักกัน ถามจริง ๆ เถอะ มีคนอื่นใช่ไหม” พราวแสยะยิ้มมุมปาก เป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความสมเพชเวทนา “คนอื่นงั้นเหรอ?” ทวนคำเสียงเรียบ จ้องตาไทม์กลับอย่างไม่ลดละ “ถามตัวเองดีกว่าไหมไทม์ ว่าใครกันแน่ที่มีคนอื่น ใครกันแน่ที่ทำตัวน่ารังเกียจก่อน” “อย่ามาเปลี่ยนเรื่อง” ตะโกนลั่น “ไอ้ท่าทีหยิ่งยโสแบบนี้ ไปจำมาจากไหน หรือคิดว่าตัวเองเป็นเด็กปั้นพ่อฉันแล้วจะทำอะไรก็ได้งั้นสิ!” “ใช่... พราวเป็นเด็กปั้นของคุณอาสิงห์” พราวเชิดหน้าขึ้น ยอมรับหน้าตาเฉย “แล้วมันเกี่ยวอะไรกับนาย? เป็นลูกชายเจ้าของไร่ ก็อยู่ส่วนไทม์สิ มายุ่งกับเด็กฝึกงานอย่างพราวทำไม” “ก็พราวเป็นแฟนไทม์!” ประกาศก้อง ด้วยความเกรี้ยวกราดจนควบคุมตัวเองไม่อยู่ “พราวยังไม่เคยรับปากว่าจะเป็นแฟนกัน แค่บอกว่าลองคบกันดูเท่านั้นนะ” พราวแก้คำให้ทันควัน น้ำเสียงเชือดเฉือน “แล้วจะพูดว่าเป็นแฟนได้ไง ใช่! ที่ผ่านมาพราวอาจจะไม่ชัดเจนพอ แต่ตอนนี้ พราวขอบอกตอนนี้เลย เราไปกันไม่ได้หรอกไทม์ เราหยุดทุกอย่างไว้แค่นี้ดีกว่า” “โว้ย! เลิกพูดเรื่องบ้า ๆ นี้นะพราว แค่คุยกันก็ถือว่าเป็นแฟนแล้วหรือเปล่า” ไทม์ตัดบทอย่างคนพาล เขาไม่อยากยอมรับว่าตัวเองไม่เป็นที่ต้องการสำหรับเธอ “จะเล่นตัวอะไรนักหนา... คิดว่าตัวเองวิเศษวิโสมาจากไหนฮะพราว ถึงได้กล้าเมินคนอย่างไทม์” พราวมองผู้ชายตรงหน้าด้วยสายตานิ่งสนิท ความรักความผูกพันที่เคยมีมลายหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความรำคาญใจ เธอสูดลมหายใจเข้าลึก รวบรวมสติและความกล้า แล้วเอ่ยประโยคที่ทำเอาไทม์สะอึกจนหน้าชา “ไทม์... ฟังพราวให้ชัดๆ นะ” น้ำเสียงของพราวราบเรียบ ทว่าก้องกังวานและหนักแน่นดุจหินผา “คิดว่าโลกหมุนรอบตัวนายเหรอ? คิดว่าแค่ดีดนิ้ว ทุกคนต้องวิ่งเข้าหานาย ยอมสยบแทบเท้านายงั้นเหรอ?” พราวแค่นยิ้มหยัน ขยับเข้าไปใกล้เขาอีกนิด เพื่อให้เห็นแววตาดูแคลนของเธอชัด ๆ “ตื่นค่ะคุณหนู... นายไม่ใช่ศูนย์กลางของจักรวาล” “...” ไทม์อ้าปากค้าง เหมือนโดนตบหน้าฉาดใหญ่ “พราวมีชีวิตของพราว มีงาน มีความฝัน และมีความรู้สึก พราวไม่ใช่ตุ๊กตาที่จะวางทิ้งไว้ตอนเบื่อ แล้วกลับมาหยิบเล่นตอนเหงา” พราวพูดต่อด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก “และที่สำคัญ ผู้ชายที่คิดว่าตัวเองสำคัญที่สุดในโลกแบบไทม์ มันไม่น่าสนใจเลยสักนิด น่ารำคาญด้วยซ้ำ” “พราว!” ไทม์คำรามลั่นด้วยความโกรธถึงขีดสุด ศักดิ์ศรีลูกผู้ชาย ถูกเหยียบย่ำจนป่นปี้ เขาเงื้อมือขึ้นสูง หมายจะสั่งสอนผู้หญิงปากดีตรงหน้าให้รู้สำนึก “กล้าปากดีนักนะ เดี๋ยวพ่อจะตบให้เลือดกบปาก!” พราวหลับตาปี๋ เตรียมรับแรงกระแทก ใจเต้นระรัวด้วยความกลัว แต่เธอก็ไม่คิดจะหนี หมับ! ฝ่ามือหนาที่กำลังจะฟาดลงมา ถูกมือปริศนาที่แข็งแกร่งดุจคีมเหล็กคว้าจับข้อมือเอาไว้กลางอากาศอย่างแม่นยำและรุนแรง “โอ๊ย!” ไทม์ร้องลั่นเมื่อรู้สึกถึงแรงบีบมหาศาลที่ข้อมือ จนกระดูกแทบแตก “ทำบ้าอะไรของแก... เจ้าไทม์!” เสียงทุ้มต่ำที่เปี่ยมไปด้วยอำนาจบารมีและความดุดันถึงขีดสุด ดังขึ้นจากด้านหลังพราว ราวกับเสียงมัจจุราชที่โผล่ขึ้นมาจากขุมนรก พราวลืมตาโพลง หันขวับไปมอง ก็พบกับร่างสูงใหญ่ของ สิงหราช ยืนตระหง่านอยู่ด้านหลัง ใบหน้าคมเข้มที่ปกติจะนิ่งขรึม เวลานี้ทมึงถึงด้วยโทสะที่พลุ่งพล่าน ดวงตาสีน้ำตาลเข้มลุกโชนไปด้วยไฟแห่งความโกรธจ้องเขม็งไปที่ลูกชายหัวแก้วหัวแหวน “พะ... พ่อ!” ไทม์หน้าซีดเผือด ความเมามายหายไปเป็นปลิดทิ้งเมื่อเจอรังสีอำมหิตของผู้เป็นพ่อ สิงหราชสะบัดข้อมือลูกชายออกอย่างแรงจนไทม์เซถลาไปด้านหลังเกือบล้ม “แกคิดจะทำอะไร?” สิงหราชถามลูกชายเสียงเย็นเฉียบ ก้าวเข้ามาบังร่างของพราวไว้จนมิด ปกป้องเธอด้วยแผ่นหลังกว้างของตนเอง “แกกำลังจะตบผู้หญิง ซึ่งแกเคยให้ความสำคัญ ต่อหน้าฉันงั้นเหรอ?” “พ่อครับ... ฟังไทม์ก่อน คือพราวเธอ” ไทม์พยายามจะแก้ตัวละล่ำละลัก “หุบปาก!” สิงหราชตะคอกเสียงดังจนลูกน้องที่เดินผ่านมาแถวนั้นสะดุ้งโหยง “ฉันเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด! ฉันยืนดูแกฉุดกระชากลากถูพราวมาตั้งนานแล้ว นึกว่าแกจะแค่คุย แต่ไม่นึกเลยว่าลูกชายฉันมันจะหน้าตัวเมียขนาดนี้!” คำด่าว่า ‘หน้าตัวเมีย’ จากปากพ่อบังเกิดเกล้า ทำเอาไทม์หน้าชาดิก พูดไม่ออก “แกไม่อายบ้างหรือไงไทม์?” สิงหราชย่างสามขุมเข้าไปหาลูกชายทีละก้าว ไทม์ถอยหลังกรูดด้วยความกลัว “เป็นผู้ชาย อกสามศอก แต่ใช้กำลังกับผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ที่ไม่มีทางสู้ นี่เหรอสิ่งที่ฉันสอนแกมา? นี่เหรอทายาทไร่ภักดีบดินทร์?” “ก็พราวด่าไทม์ก่อน บอกว่าไทม์น่ารำคาญ” ไทม์เถียงข้าง ๆ คู ๆ เหมือนเด็กไม่รู้จักโต “เธอก็พูดถูกแล้วนี่” ผู้เป็นพ่อสวนกลับทันควัน “แกมันน่ารำคาญจริง ๆ เอาแต่ใจ ไม่รู้จักโต คิดว่าตัวเองเป็นใครถึงไปบังคับจิตใจคนอื่นเขาได้” สิงหราชหันกลับมามองพราวที่ยืนตัวสั่นอยู่ด้านหลัง แววตาที่มองลูกชายแข็งกร้าวเปลี่ยนเป็นอ่อนโยนวูบหนึ่งด้วยความเป็นห่วง ก่อนจะหันกลับไปจ้องหน้าไทม์อีกครั้ง “พราวพูดถูก แกไม่ใช่ศูนย์กลางจักรวาล” เสียงเข้มย้ำคำพูดนั้น “คนอื่นมีงานมีการต้องทำ ไม่ได้ว่างมานั่งรองรับอารมณ์แกที่วัน ๆ ไม่ทำอะไร” “พ่อเข้าข้างเธอเหรอ?” ไทม์ถามเสียงสั่น น้อยใจที่พ่อเห็นคนอื่นดีกว่าลูก “พ่อเห็นพราวดีกว่าลูกชายตัวเองงั้นเหรอ?” “ฉันไม่ได้เข้าข้างใคร ฉันเข้าข้างความถูกต้อง” สิงหราชประกาศกร้าว “พราวเป็นพนักงานของฉัน เป็นคนในความดูแลของฉัน ตราบใดที่เธออยู่ในไร่นี้ ห้ามใครหน้าไหนมาแตะต้องแม้แต่ปลายเล็บ รวมถึงแกด้วย!” ไทม์กำหมัดแน่น น้ำตาคลอเบ้าด้วยความเจ็บใจและความอับอาย เขามองพ่อสลับกับพราวที่ยืนหลบอยู่หลังพ่อด้วยสายตาโกรธจัด “ก็ได้ครับ ในเมื่อพ่อปกป้องเธอขนาดนี้ ไทม์จะไป! เชิญพ่อเอาใจเด็กปั้นของพ่อไปเถอะ! อีกหน่อยก็คงหลอกพ่อจนหมดตัว!” “ไอ้ไทม์ หยุดเดี๋ยวนี้นะ” สิงหราชชี้หน้าด่า ลูกชายตัวเองที่คงเสียสติจนพูดไม่คิดออกมา แต่ไทม์ไม่ฟังแล้ว เขาหันหลังวิ่งหนีไปที่ลานจอดรถด้วยความโมโห ขับรถสปอร์ตคันหรูบึ่งออกไปจากบริเวณนั้นเสียงดังสนั่นหวั่นไหว ทิ้งไว้เพียงฝุ่นควันและความเงียบงันที่น่าอึดอัด สิงหราชยืนหายใจหอบถี่ พยายามระงับอารมณ์โกรธที่ยังคุกรุ่น หลับตาลงชั่วครู่ แล้วค่อยผ่อนลมหายใจออกยาว ๆ ก่อนจะหันกลับมาหาหญิงสาวที่ยืนนิ่งอยู่ด้านหลัง “พราว” สิงหราชเรียกชื่อเธอเสียงทุ้ม แตกต่างจากน้ำเสียงตะคอกเมื่อครู่ราวฟ้ากับเหว พราวเงยหน้าขึ้นสบตา ดวงตากลมโตเอ่อคลอไปด้วยน้ำตาแห่งความหวาดกลัว เธอไม่ได้แกล้งร้องไห้ แต่เหตุการณ์เมื่อครู่มันน่ากลัวจริง ๆ ถ้าสิงหราชมาช้ากว่านี้ เธอคงเจ็บตัวแน่ “คุณอาสิงห์” พราวเสียงสั่นเครือ “ขอบคุณนะคะ ฮึก... ขอบคุณที่ช่วยพราวไว้” หนุ่มใหญ่มองดูรอยแดงช้ำเป็นปื้นที่ต้นแขนขาวเนียน แล้วรู้สึกปวดหนึบในใจ เอื้อมมือไปแตะที่รอยนั้นเบา ๆ อย่างทะนุถนอม “เจ็บมากไหม?” ถามเสียงอ่อนโยน สายตาเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด “ผมขอโทษแทนเจ้าไทม์มันด้วย ผมสั่งสอนลูกไม่ดีเอง” “ไม่ค่ะ ไม่ใช่ความผิดคุณอาสิงห์เลย” พราวส่ายหน้า น้ำตาเม็ดโตไหลเผาะลงมาอาบแก้ม เธอฉวยโอกาสนี้ขยับตัวเข้าไปใกล้เขา แล้วโผเข้ากอดเอวสอบไว้แน่น ก่อนซุกหน้าลงกับอกกว้าง “พราวกลัว... นึกว่าจะโดนตีซะแล้ว” สิงหราชยืนนิ่งไปชั่วขณะ ก่อนจะยกวงแขนแกร่งขึ้นโอบกอดตอบ ลูบแผ่นหลังบางเบา ๆ เพื่อปลอบขวัญ ความรู้สึกหวงแหนพวยพุ่งขึ้นมาเต็มอก “ไม่ต้องกลัว ตราบใดที่ผมอยู่ตรงนี้ ไม่มีใครทำอะไรคุณได้” สิงหราชเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่นดุจคำสัญญา “ต่อให้เป็นลูกชายผม ผมก็ไม่ยอม” พราวซุกหน้ากับอกเขาแน่นขึ้น สูดดมกลิ่นกายที่ทำให้เธอรู้สึกปลอดภัย วันนี้เธอไม่เพียงแต่กำจัดความรำคาญจากไทม์ไปได้ แต่ยังทำให้สิงหราชประกาศตัวเป็น ‘ผู้ปกครอง’ ของเธอ และที่สำคัญ เขาเลือกที่จะปกป้องเธอมากกว่าลูกชายตัวเอง “พราวเชื่อใจคุณอาสิงห์ค่ะ” ใบหน้าสวยเงยหน้าขึ้นมองสบตาคนตัวสูง ทั้งน้ำตา “คุณอาเป็นเหมือนฮีโร่ของพราวเลย” สิงหราชมองใบหน้าหวานที่เปรอะเปื้อนคราบน้ำตา หัวใจเขาเต้นแรงไม่เป็นจังหวะ ใช้นิ้วหัวแม่มือเช็ดน้ำตาให้เธออย่างอ่อนโยน “ฮีโร่อะไรกัน ก็แค่คนแก่ขี้โมโห” เขายิ้มจาง ๆ พยายามกลบเกลื่อนความเขิน “ไปเถอะ เดี๋ยวผมเดินไปส่งที่ห้องพัก คืนนี้ล็อกห้องดี ๆ ล่ะ อย่าให้ใครเข้ามา” “ค่ะ แต่ถ้าคุณอาสิงห์จะเข้ามาตรวจความเรียบร้อย” พราวเว้นจังหวะ ส่งสายตาหวานเชื่อม “พราวอาจจะไม่ล็อก... ก็ได้นะคะ” สิงหราชชะงัก ดีดหน้าผากเธอเบา ๆ หนึ่งที “แก่แดด! เดี๋ยวเถอะ รีบไปได้แล้ว ก่อนที่ผมจะเปลี่ยนใจไม่ไปส่ง” เขาแกล้งทำเสียงดุ แต่ก็ยอมเดินเคียงข้างเธอไปส่งถึงเรือนพักรับรอง ท่ามกลางแสงจันทร์ที่เริ่มสาดส่องลงมา ราวกับเป็นพยานรักให้กับความสัมพันธ์ที่กำลังเบ่งบานท่ามกลางมรสุมลูกใหญ่ที่เพิ่งพัดผ่านไป
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD