“ห้องยายไจ๋มันมีความลับอะไรถึงให้น้องไปทำงานในห้องนั้นไม่ได้ พี่ชักสงสัยแล้วนะ”
ต่อมาปรียาภรณ์พูดอย่างหงุดหงิดในห้องทำงานส่วนตัวของนางเอง มีวรรณิกาน้องคนที่สามของบ้านตามมาด้วย
“ใช่ค่ะ ก็สงสัยเหมือนกันว่ามีความลับอะไรนักหนา หรือว่าไม่อยากให้น้องๆ ไปเห็นว่าตัวเองไม่ได้ทำงานทำการ คงจะอายหรือกลัวน้องๆ จับได้”
วรรณิกาพูดในสิ่งที่ตนเองคิดมาตลอด จะว่าริษยาหลานสาวก็ได้ที่เธอเห็นว่าจารวีเข้าที่ทำงานแบบมาบ้างไม่มาบ้าง บางวันมาเก้าโมงสิบโมงกลับก็บ่อย
“มันจะเอาเวลาไหนไปทำงาน เห็นอยู่แต่งานสังคมกับเที่ยวผับเที่ยวบาร์ สักวันเถอะถ้ามีข่าวว่ามันไปซื้อพวกบาร์โฮสต์มากินพี่เจตน์จะต้องเอาปี๊บคลุมหัว” ปรียาภรณ์พูดอย่างเผ็ดร้อน
“เอ๊ะ... แต่น้องคิดอีกแบบนะคะ หรือว่ายายไจ๋แอบมีอะไรกับลูกน้องตัวเอง”
“มีอะไรที่ว่าเธอหมายถึงอะไรฮะ” นางปรียาภรณ์ย้อนถาม
“ก็แหม... ผู้หญิงผู้ชายสนิทกัน บ้านอยู่รั้วเดียวกันน้องว่ามันก็น่าจะเป็นไปได้ที่จะมีเรื่องชู้สาวนะคะ ไม่งั้นไอ้ลูกหลานแม่ครัวจะมีตำแหน่งใหญ่โตแบบนี้ได้เหรอ” เรื่องหน้าที่การงานของเมธัสเองก็เป็นสิ่งที่นางสองคนค้านมาตลอด เพราะพวกน้องสาวของเจตน์เชื่อว่าตำแหน่งผู้ช่วยรองประธานควรเป็นของลูกหลานตัวเองมากกว่าให้ลูกแม่ครัวได้ไป
“นั่นสิ พี่ก็ตะขิดตะขวงใจมาตลอดเลยนะ ที่ต้องเห็นไอ้หมอนั่นเดินไปมาในบริษัทแล้วมีแต่พวกพนักงานเกรงใจมัน กำพืดมันก็แค่ขี้ข้าชัดๆ แล้วแบบนี้เราจะจัดการเรื่องพวกนี้ให้ถูกต้องได้เมื่อไหร่กัน” นางปรียาภรณ์เออออ
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะพี่ ช้างตายทั้งตัวเอาใบบัวปิดไม่มิด ต่อให้พี่เจตน์จะช่วยให้ลูกสาวมีผลงานทุกปีจนพวกกรรมการบริหารไม่กล้ามีปากมีเสียง แต่เราต้องหาทางเอายายไจ๋ลงจากตำแหน่งได้สักวัน”
“อะไรนะ คุณไจ๋บอกว่าจะให้คุณอ้ายมานั่งทำงานในห้องผมเหรอ” เมธัสชี้มือเข้าหาตนเองด้วยสีหน้าตกใจอย่างปิดไม่มิด ดูเหมือนว่าเจ้านายจะเห็นว่าชีวิตเขายุ่งไม่พอหรืออย่างไร
“ใช่ ตกใจอะไร ฉันจะให้อ้ายเป็นผู้ช่วยเธอนะ ส่วนยายแป๋มส่งไปนั่งหน้าห้องเธอให้เป็นผู้ช่วยเลขาฉันตำแหน่งนี้ว่างอยู่” จารวีพูดด้วยสีหน้ารื่นรมย์
“ตำแหน่งเลขาของคุณไจ๋ก็ว่างนะครับ” เมธัสสวนทันควัน จารวีคิดอย่างไรโยนเผือกร้อนให้เขา ขืนเป็นแบบนี้คนที่ต้องปวดหัวรายวันน่าจะเป็นเขาแน่นอน
“ไม่ ฉันไม่ชอบให้ใครมาวุ่นวายกับเรื่องส่วนตัวของฉัน ให้เป็นแบบนี้ดีแล้วเธอจะได้มีอำนาจหน้าที่ดูแลและควบคุมสองคนนั่นโดยตรง” จารวียิ้ม
“โอ๊ย... คุณไจ๋ก็เลยโยนความวุ่นวายมาให้ผม ผมลาออกทันไหมเนี่ย” เมธัสทำท่าปวดใจ
“หลงมาเป็นลูกไล่ของฉันแล้วก็ต้องเป็นไปตลอดชีวิตน่ะล่ะนายเมษ เสียใจด้วยนะน้องรักนายถอนตัวไม่ทันแล้ว” พูดจบหญิงสาวหัวเราะอย่างอารมณ์ดี ก่อนจะสำทับว่า
“เข้าใจใช่ไหมว่าฉันให้นายดูแลสองสาวอย่างใกล้ชิด”
“ครับ ผมจะดูแลให้ดี จะสอดส่องว่าพวกเธอทำอะไรคุยอะไรบ้างแล้วมารายงานไม่ให้ขาดตกบกพร่องเลยสักอย่าง”
ความจริงอีกอย่างที่คนนอกครอบครัวไม่รู้หรืออาจจะเรียกได้ว่าไม่ใส่ใจ นั่นคือนางละเอียดอดีตพี่เลี้ยงของจารวีเป็นน้าของจรรยา มารดาของหญิงสาว นางละเอียดและเมธัสจึงมีศักดิ์เป็นญาติของจารวีด้วย เป็นสาเหตุหนึ่งทำให้เธอและเจตน์ยกย่องสองคนนี้จนญาติคนอื่นไม่พอใจ
“ขาพ่อ” จารวีรับสายบิดาที่โทรมาจากต่างประเทศ
“พ่อได้ยินว่าอาสองคนมาก่อเรื่องอะไรให้ลูก เดี๋ยวกลับไปพ่อจัดการให้นะไจ๋”
เจตน์พูดทันทีอย่างห่วงใย เปล่าหรอกไม่ได้ห่วงคนเป็นลูกสาวแต่ห่วงว่าจารวีจะไปทำอะไรอาๆ ให้น้องสาวของเขาทั้งสองคนนั่นพาลมากขึ้น
“ไม่เป็นไรค่ะพ่อ ไจ๋จัดการแล้วเรียบร้อย”
เธอหัวเราะ จากน้ำเสียงนั้นดูอารมณ์ดีไม่มีทีท่าไม่พอใจอะไรจนเจตน์โล่งใจ
“ไจ๋โอเคแล้วใช่ไหมลูก เรื่องน้องๆ” เจตน์ถามต่อ
“โอเคมากค่ะ เรื่องนี้ไจ๋ออกความคิดเองนี่นาพ่อไม่ต้องห่วงนะคะ”
“อีกเรื่อง วันก่อนลูกไปค้างบ้านตาภามมันยังไงกัน” เจตน์คาดหวังจะได้ยินลูกสาวพูดว่า มันไม่มีอะไรเกิดขึ้น แค่ไปค้างแต่ไม่มีอะไรเกินเลยทว่า....
“อ๋อ หนูเมาค่ะคุณภามเลยรับหนูกลับไปด้วย พ่อต้องจัดการเรื่องนี้ให้หนูนะคะ เพราะเขาไม่ป้องกัน ไม่เซฟเซ็กซ์แถมยังไม่รู้สึกผิดอีก”
เธอพูดรัวเร็วก่อนจะยกมือขึ้นปิดปากเมื่อนึกได้ว่าปลายสายคือบิดา
“พ่อคะเมื่อคืนไม่มีอะไรค่ะ หนูคงเมาค้างอยู่เลยพูดอะไรเลอะเทอะ งั้นแค่นี้ก่อนนะคะตอนนี้หนูหิวมากเลย”
'นังไจ๋แกคิดอะไรอยู่ถึงตอบพ่อแบบนั้น' เธอบริภาษตัวเองหลังจากที่กดวางสายจากบิดา หญิงสาวมองเวลาเห็นว่าใกล้สิบเจ็ดนาฬิกาแล้วจึงเตรียมตัวกลับบ้าน
“เมษวันนี้นายไปส่งฉันที่บ้านก่อนนะ ไม่ได้เอารถมา” หญิงสาวยกโทรศัพท์ภายในสั่งงานเมธัส
“คุณภามบอกว่าจะลงมารับคุณไจ๋ฮะ แกบอกให้ผมกลับได้เลย” เมธัสตอบ
“นี่ใครเป็นเจ้านายเธอกันแน่” จารวีถาม
“คุณไจ๋เป็นเจ้านายคนเดียวของเมษ แต่คุณภามเป็นผัวเจ้านายที่เมษมองข้ามไม่ได้ แค่นี้ก่อนครับผมจะตรวจเอกสารคุณไจ๋อย่าเพิ่งกลับนะ รอเซ็นก่อนแป๊บเดียว”
เมธัสชิงวางสายไปก่อนที่จารวีจะโต้กลับเธอได้แต่มองโทรศัพท์อย่างเข่นเขี้ยว แต่ยังไม่ทันที่เธอจะทำอะไรประตูห้องถูกเคาะสามครั้งแล้วผลักเข้ามาทันที หญิงสาวอ้าปากค้างเมื่อเห็นคนที่เข้ามา
“คุณมาทำไม”
“มารับคุณ คืนนี้เราต้องไปงานเลี้ยงงานเดียวกัน”
ภารัณนั่งบนเก้าอี้หน้าโต๊ะทำงานโดยไม่รอให้เจ้าของห้องเชิญ ชายหนุ่มหันไปมองเมธัสที่เปิดประตูเข้ามาพร้อมกับแฟ้มเอกสารเป็นตั้ง
“วันนี้ยังไม่มีงบการเงินให้คุณไจ๋เซ็นนะครับ เพราะผมตีกลับไปให้ฝ่ายการเงินทำขึ้นมาใหม่” ชายหนุ่มพูดด้วยท่าทางคล่องแคล่วพลางวางแฟ้มเรียงและจัดหมวดหมู่ให้เธออ่านง่าย
“ทำไมถึงตีกลับละ” จารวีถาม
เมธัสทำท่าหยุดคิดก่อนจะตอบตามตรง
“เป็นเอกสารที่ฝ่ายจัดซื้อทำเบิกจ่ายมาครับ ผมเห็นว่าเอกสารแนบไม่ชัดเจนเลยขอให้ทำเรื่องขึ้นมาใหม่”
จารวีขมวดคิ้ว ฝ่ายจัดซื้อที่ว่าถูกดูแลโดยปรียาภรณ์ที่ตอนนี้นั่งตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ ส่งเอกสารมาขอทำเรื่องขอเบิกจ่ายค่าอุปกรณ์ในการทำกิจกรรมเพื่อสังคมขององค์กร (CSR) ซึ่งปกติเป็นงานที่อยู่ในแผนประจำปีอยู่แล้ว เหตุใดเมธัสจึงว่าเอกสารแนบไม่สมบูรณ์
“ยังไงนะ โครงการเลี้ยงอาหารกลางวันเด็กกำพร้าน่ะเหรอ ที่ว่าเอกสารไม่ครบ”
“ใช่ครับ มีการขอเบิกจ่ายหลายรายการที่ไม่ได้อยู่ในลิสต์ทีแรก ผมเลยให้เอากลับไปทำใหม่”
เมธัสเปิดโทรศัพท์ส่งไฟล์ภาพที่ถ่ายรูปหน้าเอกสารดังกล่าวไว้ให้จารวีทางอีเมล
หญิงสาวเปิดดูโดยที่มีภารัณเดินอ้อมข้ามโต๊ะไปดูด้วย ชายหนุ่มเลิกคิ้วเมื่อเห็นรายการสั่งซื้อสินค้าแบรนด์เนมจำพวกนาฬิกาและกระเป๋าหลายรายการ
“แค่โครงการเลี้ยงอาหารกลางวันเด็กกำพร้าบริษัทคุณใช้งบหลายล้านในแต่ละรอบเลยเหรอ”
ภารัณถามตรงๆ หลังจากที่เขาเห็นตัวเลขในเอกสารดังกล่าว
“นั่นสิฮะ ผมก็ว่าแปลกเลยตีกลับไปให้ทางนั้นทำมาใหม่” เมธัสเสริม
จารวีพยักหน้ารับรู้ เธอเองรู้ความนัยดีพอกับเมธัสแต่ยังไม่อยากว่าอะไรใครโดยไม่มีหลักฐาน
“ก็รอดูเอกสารตัวใหม่ที่เขาจะส่งมาแล้วกัน งั้นพวกนี้ฉันจะเซ็นไว้ก่อนไปงานเลี้ยง”
เธอเริ่มหยิบแฟ้มเอกสารมาดู ขณะที่หูได้ยินภารัณพูดกับเมธัสแว่วๆ
“นายกลับไปได้เลย ฉันจะรับคุณไจ๋ไปแต่งหน้าทำผมไปงานคืนนี้”
“โอเคครับ งั้นเจอกันในงานเลยนะครับคุณภาม”