ต้องพิสูจน์

1759 Words
“เฮ้ย” ชายหนุ่มร้องลั่นเซลงไปนอนเค้เก้ข้างคนเมา หมั้นกันมาหลายปีตั้งแต่เธอเรียนจบหนนี้นับว่าเป็นการใกล้ชิดกันมากที่สุดแล้ว “นี่แน่ะ จับตัวได้แล้ว” จารวีพลิกตัวปีนขึ้นมานั่งบนตัวเจ้าของบ้านที่ยังนอนนิ่งเพราะตกใจ "โอ๋... ไม่เป็นไรน้า เดี๋ยวไจ๋รับผิดชอบเอง” เธอหัวเราะคิกจับสองมือเขาขึงพืดกับที่นอน เธอเลื่อนตัวมานั่งบนท้องที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อแข็งแรงของภารัณ ในท่วงท่านั้นชุดเดรสของเธอถลกขึ้นมาจนถึงต้นขาและเมื่อเขามองต่ำลงไปกว่านั้น 'ให้ตายสิ เธอไม่ได้ใส่ถุงน่อง' ภารัณเอ็ดอึงในใจ อะไรที่เคยสงบมาได้เสมอเหมือนถูกปลุกขึ้นมา จารวีปลดกระดุมเขาลงมาทีละเม็ดแล้วเอียงคอมองแผงอกล่ำอย่างพิจารณาจนเขานึกสงสัยว่าเธอคิดอะไร “ทำไมเหรอไจ๋มองอะไร” หญิงสาววางมือกรีดนิ้วไปมาพลางนิ่วหน้าเมื่อเห็นรอยเล็บของเธอเองบนหน้าอกเขา “นี่ไปทำอะไรมา” เธอจิ้มลงบนรอยเล็บนั้น แม้จะเจ็บแต่ภารัณก็ปล่อยเธอ “ไอ้คู่หมั้นเฮงซวย ไปมีอะไรกับใครมาแน่ๆ เลยใช่ไหม” เธอยังคงเข่นเขี้ยว 'ให้มันได้แบบนี้ จำได้ว่าเขาเป็นใครแต่จำไม่ได้ว่าตัวเองเป็นคนฝากรอยนั้นไว้เองเมื่อครู่ ยังไม่ถึงสิบนาทีเลยมั้ง' เขาคิดในใจ “ผมไม่เคยไปมีอะไรกับใคร” รวมถึงคุณด้วย เขาต่อในใจ จารวีทำหน้าบิดเบี้ยวก่อนจะทำสีหน้าครุ่นคิด “ไม่เชื่อ ต้องพิสูจน์” “พิสูจน์ยังไงล่ะ รู้เหรอ” เขานึกสนุก เวลาเธอเมาก็น่าจะคุยสนุกกว่าตอนปกติเป็นไหนๆ หญิงสาวส่ายหน้าจนผมกระจาย “ไม่รู้ นั่นสิทำยังไง เดี๋ยวนะต้องหาตัวช่วย” หัวสมองคนเมาคิดถึงตัวช่วย เธอทำท่าจะลุกขึ้นจากร่างสูงแต่ภารัณดึงไว้ทัน “จะไปไหน” “จะไปโทรถามพี่กิจว่าพิสูจน์ยังไง” สีหน้าเขาเปลี่ยนเมื่อได้ยินชื่อนั้น ไอ้หมอนั่นเป็นเพื่อนรุ่นพี่ของจารวีที่ไม่เคยถูกกับเขา และเขาได้ยินมาว่ามันพยายามยุให้จารวีขอถอนหมั้นกับเขาหลายครั้งแล้ว “ไม่ต้องหรอก ผมบอกให้ก็ได้” ชายหนุ่มพูดเสียงนุ่ม เอ๋ บอกได้แล้วทำไมไม่บอกมาล่ะ จารวีคิดก่อนจะหรี่ตามอง “ทำยังไง” ภารัณขยับตัว เธอรีบผลักเขาลงนอนตามเดิม “อย่าลุกนะ” ชายหนุ่มหัวเราะ เขาลุกขึ้นนั่งมือหนึ่งกอดเอวเล็กไว้แล้วเลื่อนตัวถอยหลังไปนั่งพิงหัวเตียง ก่อนจะปล่อยเธอเป็นอิสระเมื่อได้ท่าทางที่ต้องการแล้ว “นี่ไง ถ้าผมไปมีอะไรกับใครมาไอ้นี่ก็ต้องมีรอย ถ้ากล้าก็เปิดดูเลย” เขาชี้ไปที่เป้ากางเกงที่เธอนั่งทับอยู่ หญิงสาวก้มลงมองตามมือเขาแล้วทำหน้าเห็นด้วย “จริงสิ ให้ดูจริงๆ เหรอ” เธอถามเหมือนกลัวว่าไม่ได้ดู ชายหนุ่มพยักหน้า “ฮื่อ ถอดเข็มขัดเลยผมจะนั่งเฉยๆ อย่างเดียว” “แน่นะ นั่งเฉยๆ ห้ามกระดุกกระดิก โอเค้...ได้เลย” เธอถามก่อนจะมองหัวเข็มขัดอย่างหมายมั่นและจัดการแกะกระชากมันออกเป็นด่านแรก จารวีทำเสียงหงุดหงิดเพราะดึงเข็มขัดไม่ออกสักที ภารัณต้องจับมือเธอไว้ก่อนที่เธอจะประทุษร้ายร่างกายเขามากกว่านั้น “ไจ๋ ผมถอดเองอย่าเพิ่งโมโห” จากนั้นไม่นานชายหนุ่มก็ดึงเข็มขัดออกพลางปลดกระดุมกางเกงจนมันหลุดจากตัวไปในเวลาไม่ถึงนาที จารวีนั่งนิ่งเธอมองร่างกายครึ่งล่างของคู่หมั้นที่ยังมีชั้นในชายสวมอีกชั้น แล้วมองหน้าเขา “นี่ล่ะ ถอดด้วยสิ” เธอชี้ไปที่เป้าตุงๆ นั่น “ไม่ ถ้าคุณอยากดูก็ถอดเอง” จารวีทำหน้าบึ้ง 'คนไม่มีน้ำใจ...ก็เห็นอยู่เมื่อกี้ว่าเขาถอดเองเร็วกว่าเธอเป็นไหนๆ อ้อ... หรือว่าไม่อยากให้ดู' “จะไม่ให้ดู อ่องกเหรอ” “คุณต่างหากที่งก ผมถอดจะหมดตัวแล้ว” 'รู้ละ จะให้ถอดเป็นเพื่อนก็ไม่บอก' หญิงสาวนึกออกทันที เธอพยักหน้าหงึกหงัก “อ๋อ... คุณจะให้ฉันถอดด้วย ได้เลย” เดี๋ยวจะว่าไม่แน่จริง จารวีดึงชุดเดรสสั้นผ้านิ่มออกไปทางศีรษะอย่างรวดเร็วปาไปกองที่พื้นข้างเตียงแบบไม่ลังเล เธอกำลังเอี้ยวตัวหันไปจะแกะตะขอบราออกแต่ต้องชะงักเมื่อถูกจับมือไว้ ภารัณเริ่มรู้สึกตัวว่าเธอกับเขามาไกลเกินไปกว่าที่ตอนแรกจะหยอกเธอเล่นแล้ว “ไม่ต้องแล้วไจ๋ คุณนอนเถอะ” เขาลุกจากที่นอนตั้งใจว่าจะปล่อยให้เธอนอนในห้องนอนแขกและเขาควรกลับห้องตัวเองเสียที “ไม่ได้นะอย่าขี้โกง จะไปไหนยังไม่ได้ดูเลย” จารวีจับตัวเขาทันก่อนที่ขายาวๆ จะลุกจากเตียง เธอกอดเขาไว้จากด้านหลังแน่น หน้าอกครัดเคร่งเบียดกับแผ่นหลังของภารัณแนบแน่น “ปล่อยผมไจ๋ อย่าหาว่าผมไม่เตือนนะ” ชายหนุ่มเตือนอีกครั้ง เขาก็ยังเป็นคนธรรมดามีหญิงสาวรูปร่างหน้าตาดีที่มีเพียงชุดชั้นในสองชิ้นติดกายเขาจะทนไหวเหรอ 'ก็ไม่เห็นเป็นไร ยังไงก็เป็นคู่หมั้นจะแต่งงานกันอยู่แล้ว' อีกใจค้านขึ้นมาว่าหากจะเกิดอะไรเกินเลยในคืนนี้มันก็ไม่ผิด “ไม่ปล่อย นี่ฉันถอดหมดแล้ว คุณต้องให้ดูด้วยไม่งั้นจะไปฟ้องพ่อ” เธอดึงไหล่เขาให้หันหน้ากลับไปหาและคราวนี้ภารัณได้เห็นเต็มตาว่าชั้นในเมื่อครู่ที่อยู่บนร่างเธอ ตอนนี้ชิ้นบนหายไปแล้ว ชายหนุ่มกลืนน้ำลายลงคออย่างลำบาก ในระหว่างนั้นจึงถูกจารวีโถมตัวเข้าใส่จนหงายหลังไปกับที่นอนอีกครั้ง ร่างบางแต่อวบอิ่มทรวงอกเปลือยคร่อมอยู่เหนือร่างเขาจากนั้นกางเกงชั้นในของเขาถูกเธอกระชากลงจากสะโพกอย่างรวดเร็ว คนเมาจ้องตัวตนของชายหนุ่มที่กำลังตื่นตัวเต็มที่อย่างสนใจ “คุณ ทำไมมันตั้งแบบนี้ล่ะ” เธอทำท่าจะแตะแต่เขารีบห้าม “อย่าจับ” “อย่ามาห้ามซะให้ยาก” หญิงสาวตวัดตามองอย่างขุ่นเคือง คำห้ามกลายเป็นคำยุไปในทันที มือเธอคว้าหมับเข้าที่ท่อนเนื้อสีชมพูเพราะภารัณเป็นคนผิวขาวมาก ทันทีที่มือเธอแตะมันภารัณก็สะดุ้งทันทีหญิงสาวช้อนตามองหน้าเขาอย่างสงสัย “เจ็บเหรอขอดูนิดเดียวเอง อย่าหวงไปเลย” ภารัณกัดฟัน เขาไม่นึกว่าในโลกนี้จะมีคนเมาแล้วเป็นแบบเธอ สัญญาว่าจารวีจะไม่ได้แตะแอลกอฮอล์อีกเลยหากเธอแต่งงานกับเขาแล้วในอนาคต “ไม่ได้เจ็บ แต่ใช้มือจับมันจะเจ็บ” “อ้าว ไม่ใช้มือแล้วจะให้ใช้อะไร” เธอถาม “แค่นี้มันไม่รู้อะไรหรอก คุณมานี่ดีกว่า” เขาลุกขึ้นนั่งตบที่นอนข้างๆ จับตัวเธอให้เป็นฝ่ายนอนลงแทน “อยู่นิ่งๆ นะแล้วก็อย่าเพิ่งถาม” ประโยคนั้นทำให้คำถามของจารวีเงียบไป เธอตาพร่าในยามที่เขาก้มหน้ามาหาแนบเรียวปากลงบนริมฝีปากนุ่มของตัวเอง สติที่มีน้อยนิดของเธอถูกดึงให้หายไปกับจูบนั้น หญิงสาวตัวสั่นในเวลาที่เขาถอนจูบเลื่อนปากร้อนๆ ลงไปตามซอกคอ ความร้อนวูบวาบจากสัมผัสของเขาแต่กลับทำให้เธอสะท้านที่กึ่งกลางตัวไปด้วยในเวลาเดียวกัน ฝ่ามือใหญ่ของเขาโลมลูบทรวงอกแผ่วเบาในตอนแรก ใช้ท้องนิ้วบดบี้กับยอดอกจนมันชูชันตอบสนองทันที “คุณ...” เธอคราง ร่างงามสะดุ้งในตอนที่เขาทาบฝ่ามือลงบนจุดกลางกายที่ยังมีกางเกงชั้นในตัวจิ๋วติดกายอยู่ เขากดน้ำหนักมือลงหนักๆ จนรู้สึกถึงความฉ่ำชื้นที่เปียกติดมือ “ถอดนะ” เสียงห้าวกระซิบถาม จารวีพยักหน้าแบบคนไม่มีสติเหลืออีกแล้ว อะไรก็ได้หากจะทำให้เธอผ่อนคลายกว่านี้เพราะตอนนี้อึดอัดทั้งตัวเหมือนอะไรจะระเบิดอยู่รอมร่อ ทันทีที่แพนตี้ตัวน้อยพ้นเรียวขา ภารัณเลื่อนตัวขึ้นจูบเธออีกครั้งพร้อมกับที่เขากดนิ้วไปตามรอยแยกของกลีบกุหลาบแล้วกดมันจมหายไปช้าๆ สะโพกผายนั้นยกขึ้นรับด้วยความทรมานอยากได้อะไรที่มากกว่านั้น จารวีเลื่อนมือเปะปะไปตามร่างกายเขาจนถูกจับมือไปวางลงบนความแข็งขึงที่เธอจับเมื่อครู่ ธรรมชาติของร่างกายสอนให้เธอขยับมือรูดขึ้นลงจนได้ยินเสียงห้าวครางออกมา ภารัณทนไม่ไหวอีกต่อไปเขาเลื่อนตัวขึ้นทาบทับมือเล็กยังคงจับที่ตัวตนเขาแน่น “จับมันให้ตรงสิ” เขากระซิบริมใบหูบาง จัดท่าทางให้เข้าที่กดตัวเองเข้าไปในความคับแน่นช้าๆ ริมฝีปากเขาแนบลงกับซอกคอหอมละมุนจนแน่ใจว่าตอนเช้ามันต้องหลงเหลือร่องรอยแน่แต่จะระวังตอนนี้ก็คงไม่ทันแล้ว ชายหนุ่มนิ่วหน้าในยามที่เขาถูกบีบรัดด้วยความคับแน่นของเธอจนต้องตัดใจเดินหน้าพรวดเดียว สองมือเขากอดร่างเธอแน่นสองหูได้ยินเสียงเธอหวีดร้อง ภารัณจูบปิดปากกอดร่างบางแน่นจนแทบจะดูว่าตัวเธอจมไปกับฟูกทั้งตัว เขารอจนกระทั่งเธอเริ่มขยับตัวตอบรับ “ดีขึ้นไหม” เธอพยักหน้า ดูว่าตอนนี้จารวีรู้สึกตัวจากอาการเมาขึ้นบ้างแล้วเธอหลบตา สองมือจิกเล็บลงกับตัวเขาเพราะไม่รู้ว่าจะเอามือวางตรงไหน “งั้นผมขยับเลยนะ” เธอพยักหน้าเร็วๆ เม้มปากแน่นหลับตาลง จะไปนรกหรือสวรรค์ก็ไปเถอะ แล้วค่อยว่ากัน
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD