“ตอนนี้คุณไจ๋อยู่ที่ชั้นล่างครับคุณภามที่โซนวีไอพี น่าจะเมาแล้วด้วย” มาริศรายงานเจ้านายหนุ่มที่มาสังสรรค์กับหุ้นส่วนทางธุรกิจที่สถานบันเทิงใจกลางเมืองแห่งหนึ่ง
ภารัณถอนใจอย่างเหนื่อยหน่ายกับเจ้าของชื่อนั้น ถึงจะไม่ได้มาด้วยกันแต่เมื่อลูกน้องมารายงานเขาก็ต้องไปดูเธอสักนิด บอกตัวเองว่าทำตามหน้าที่
นั่นคือหน้าที่คู่หมั้นที่คาราคาซังกันมาหลายปี และไม่มีทีท่าจะมีงานมงคลเกิดขึ้นตามที่ผู้ใหญ่คาดหวังแต่อย่างใด ชายหนุ่มกล่าวขอตัวเพราะเขาคุยงานจบพอดี จากนั้นจึงก้าวยาวๆ ลงมายังโซนวีไอพีตามที่มาริศรายงานโดยที่ไม่ต้องถามทาง เขารู้จักที่นี่ดีเพราะมันเป็นร้านของเพื่อนเขาเอง
ร่างสูงใหญ่ในเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีขาวที่ถูกพับแขนขึ้นถึงข้อศอกและกางเกงสแล็กส์สีเดียวกันที่จู่ๆ มาโผล่ที่โต๊ะของจารวีและเพื่อนๆ ทำให้บรรดาสาวๆ ในโต๊ะนั้นพากันตกใจ เพราะพวกเธอรู้จักชายหนุ่มตรงหน้าว่าเป็นคู่หมั้นของเพื่อนสาวดี
“สวัสดีค่ะคุณภาม” เนื้อนวลเพื่อนคนหนึ่งเป็นหน่วยกล้าตายอาสาทักทายคู่หมั้นเพื่อนพลางสะกิดจารวีที่กำลังเอนร่างพิงซบไหล่เพื่อน
“สวัสดีครับ ไจ๋เมาแล้วใช่ไหม” เขาถามแต่สิ่งที่คิดในใจคือ
'นอกจากเป็นคู่หมั้นแล้วยังเป็นภาระด้วยอีกหนึ่ง'
เนื้อนวลยิ้มเจื่อน เธอเคยได้ยินมาว่าภารัณค่อนข้างดุ วันนี้เธอเชื่อสนิทใจ เริ่มเข้าใจเพื่อนแล้วว่าทำไมถึงบอกว่าไม่เคยแฮปปี้กับการมีผู้ชายคนนี้เป็นคู่หมั้น
“นิดหน่อยค่ะ พอดีว่าพวกเรามาฉลองที่ยายแทมมี่เพื่อนอีกคนน่ะค่ะ จะสละโสดแต่งงานไปอยู่เมืองนอกไจ๋คงดีใจไปหน่อยนึง”
ภารัณไม่ว่าอะไร เขาทำสีหน้าไม่บ่งบอกว่ากำลังอยู่ในอารมณ์ไหน ชายหนุ่มขยับตัวมาใกล้หญิงสาวที่กำลังทำตัวอ่อนเป็นน้ำบนโซฟาของร้าน
“งั้นผมรับเขาไปส่งเลยแล้วกันนะครับ จะได้ไม่ต้องรบกวนพวกคุณดูแลไจ๋” เขาก้มลงช้อนร่างบางของคู่หมั้นสาวขึ้นมาไว้ในวงแขนอย่างง่ายดาย
“เดี๋ยวค่ะนี่กระเป๋าไจ๋”
เพื่อนอีกคนรีบส่งกระเป๋าถือใบเล็กที่สนนราคาค่าตัวไม่เล็กให้กับภารัณ คราวนี้มาริศรีบรับอย่างรู้งาน
คู่หมั้นเจ้านายชายหนุ่มไม่กล้าเสนอตัวออกแรงอุ้ม แต่กระเป๋าคิดว่าภารัณคงไม่ว่าอะไร
ภารัณพาจารวีออกทางหลังร้าน ชายหนุ่มวางร่างเธอลงบนเบาะหลังแล้วก้าวตามขึ้นไปนั่งคู่ ส่วนมาริศรีบประจำตำแหน่งคนขับทันทีโดยไม่ต้องให้สั่ง
“ไปส่งคุณไจ๋ที่บ้านไหมครับคุณภาม”
“ไม่ต้อง ตอนนี้บ้านไจ๋ไม่มีคนอยู่ไปส่งก็ไม่มีใครดูแล กลับบ้านฉันได้เลย”
เขาสั่งให้ลูกน้องตรงไปส่งตนเองและหญิงสาวที่บ้านเขาเพราะรู้ดีว่าคุณเจตน์บิดาของเธอไปเมืองนอกไม่อยู่บ้าน และแม่บ้านที่มีคนเดียวก็ลาคลอด ส่วนแม่ครัวของจารวีที่เป็นคนเก่าแก่ก็อายุมากเกินกว่าที่เขาจะรบกวนปลุกให้ลุกมาดูแลคนเมาได้
"ว่าที่ผัวไอ้ไจ๋หล่อมาก แต่ทำไมฉันรู้สึกถึงรังสีพิฆาตก็ไม่รู้" เนื้อนวลทำท่าขนลุกหลังจากที่ภารัณพาเพื่อนออกไปแล้ว
"แกว่าเราปล่อยยายไจ๋ไปกับเขาจะดีเหรอ" วงศกรผู้ชายคนเดียวในกลุ่มถามขึ้นมาอย่างไม่แน่ใจ
"แล้วแกทำไมไม่ห้ามเขาละตะกี้น่ะ" เนื้อนวลค้อน
"เขาคู่หมั้นกันคงไม่เป็นไรมั้ง หมั้นกันตั้งหลายปีแล้วก็คงสนิทสนมกันแหละ" วิทิตาเพื่อนสาวที่เป็นต้นเรื่องปาร์ตี้ในคืนนี้พูดขึ้นบ้าง
"แต่แหม... จะว่าไปคุณภามเขาก็กร้าวใจจังนะเธอ หน้าตาดีรูปร่างก็ดี ตะกี้พับแขนเสื้อขึ้นไปแล้วโคตรเซ็กซี่จนน่าจะไปเป็นนายแบบมากกว่านักธุรกิจ"
วงศกรพูดถึงคู่หมั้นเพื่อนด้วยสายตาพราวแพรวเมื่อคลายความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของจารวี ถึงอย่างไรคนที่มารับไปก็คู่หมั้นกันไม่ใช่คนอื่น
"ให้มันน้อยหน่อยหล่อน นั่นว่าที่ผัวเพื่อน" เนื้อนวลขัดคอ
ในตอนนั้นเป็นเวลาเที่ยงคืนและไม่ใช่วันหยุดบนท้องถนนจึงค่อนข้างโล่ง ทำให้ภารัณมาถึงบ้านภายในสิบห้านาทีชายหนุ่มปลุกเธอเบาๆ ให้ลงจากรถ
“ตื่นได้แล้ว ไจ๋”
เขาเรียกพลางตบแก้มอิ่มเบาๆ หญิงสาวลืมตาขึ้นมาอย่างงุนงง
“ถึงบ้านแล้วเหรอนวล”
เธอพูดพลางยกมือขึ้นหาว ไม่ได้มองว่าบ้านที่ว่านั้นคือบ้านไหนแน่
“ถึงแล้ว เดินไหวไหมจะได้ขึ้นไปนอน”
ชายหนุ่มก้าวลงไปเปิดประตูรถอีกฝั่งซึ่งเป็นด้านที่เธอนั่งส่งมือให้เธอเกาะ มืออีกข้างรับกระเป๋าของหญิงสาวจากมาริศมาถือไว้
จารวีจับมือใหญ่แล้วลุกลงจากรถตามแรงดึงนั้น เธอเดินช้าๆ สติยังมีไม่เต็มร้อย
“ทำไมวันนี้มือใหญ่จังเลยเพื่อน” เธอพูดพลางหัวเราะคิกคักก่อนจะพูดต่อ
“แข็งด้วย โอ้โหทำไมแกเมาแล้วแข็งเหรอ” คนเมาพูดไปเรื่อยแต่คนฟังนั้นคิดไปไกลแล้ว
“เมาแล้วอย่ารั่ว ขึ้นบ้านเร็ว” เขาเอ็ดก่อนจะหันมาอุ้มคนเมาที่ยังหัวเราะไม่หยุด
กว่าที่ภารัณจะพาแม่สาวขี้เมาเข้ามาในห้องนอนแขกได้ถึงกับหอบ เพราะเธอขยับตัวดิ้นยุกยิกตลอดเวลาขณะที่เขากำลังพาเธอขึ้นบันได
“ไจ๋เดี๋ยวเราตกทั้งคู่ อย่าดิ้น” เขาเอ็ดขณะที่ก้าวพ้นบันไดขั้นสุดท้ายมาถึงชั้นสองโดยสวัสดิภาพ
“ไอ้ชั่วอย่ามาจับนะ นายไม่ใช่เพื่อนฉันนี่” จู่ๆ เธอก็แหกปากร้องกรี๊ดขึ้นมาจนหูเขาแทบดับ
“ก็ไม่ใช่น่ะสิ ใครจะอยากเป็นเพื่อนเธอ”
เขาตอบห้วน ๆ เพิ่งรู้สึกว่าไม่ควรไปยุ่งกับจารวีในตอนเมาเลย แต่นั่นละเธอเมาแอ๋ขนาดนั้นเขาจะปล่อยผ่านก็ใช่ที่
'ทำทานกับเพื่อนมนุษย์ โปรดสัตว์ละกัน' ชายหนุ่มคิดในใจทั้งที่ปกติเขาไม่ได้นับถือศาสนาใดด้วยซ้ำ พลันเขาสะดุ้งเมื่อเธอสอดมือเข้าใต้เสื้อเชิ้ตที่ภารัณปลดกระดุมลงมาสองเม็ดแล้วลากเล็บยาวลงกับผิวหน้าอกเขาเต็มแรง
จากโปรดสัตว์แล้วดูน่าจะเป็นการโปรดสัตว์ได้บาปชัดๆ เขาสบถในใจพลางปล่อยเธอลงกับเตียงนอน แต่กลับพบว่ามันยากกว่าที่คิดเมื่อคนเมาเกาะเขาแน่นเป็นลูกชะนี
“ไจ๋ปล่อยผมเดี๋ยวนี้ คุณต้องนอนแล้ว”
“ไม่ปล่อย เจ้าชายอุ้มไจ๋มาแล้วก็ต้องจุมพิตด้วยสิค้า” เธอพูดเสียงยานคาง
เมื่อครู่เรียกเขาไอ้ชั่ว ตอนนี้เป็นเจ้าชายไปแล้วเขาคิดอย่างระอาพลางดึงสองแขนที่ตอนนี้กอดคอเขาแน่น แล้วก็ต้องเสียหลักเมื่อเธอเหนี่ยวคอเขาให้ลงไปนอนด้วยกัน