“ณิช นั่นณิชใช่ไหม”
ณิชชาชะงักเท้าเธอหันไปมองต้นเสียง พบว่าเป็นหญิงสาวคนหนึ่งในชุดฟอร์มพนักงาน
“พี่เมล... พี่เมลจริงๆ ด้วย พี่ทำงานที่นี่เหรอคะ” ณิชชาดูเวลาที่ข้อมือ เห็นว่ายังพอมีเวลาก่อนเข้างานอีกราวยี่สิบนาที จึงเปลี่ยนทิศที่จะเดินหันมาหาเพื่อนรุ่นพี่ก่อน
“ดีใจจังที่ได้เจอณิช เป็นยังไงบ้างหายไปเลยพี่เป็นห่วง” เมลินดาถามรัวเร็ว หญิงสาวอายุมากกว่าณิชชาสามปีเป็นรุ่นพี่ที่โรงเรียนเดียวกันสมัยมัธยม
“ณิชดีใจเหมือนกันค่ะ พี่เมลสบายดีไหมคะ”
“พี่สบายดี เคยไปหาเราที่บ้านก็ไม่เจอ ยายสองแม่ลูกนั่นบอกว่าตั้งแต่ณิชหนีออกจากบ้านไปก็ไม่เคยกลับไปอีก” ยายนั่นที่เมลินดาพูดถึงคือมารดาเลี้ยงและลูกสาวของนาง
“ณิชไม่ได้หนีออกจากบ้านค่ะ แต่น้าแววไล่ณิชออกจากบ้าน” เนื่องจากบิดาของเธอแต่งงานกับแวววรรณเมื่อสิบกว่าปีก่อน ต่างฝ่ายต่างมีลูกติดมาฝ่ายละหนึ่งคนคือณิชชาและวรรณเรศ สองสาวอายุรุ่นราวคราวเดียวกันและแน่นอนว่าไม่กินเส้นกันด้วย
เมื่อบิดาของณิชชาเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ นางแวววรรณถือโอกาสยึดบ้านสามีและไล่ลูกเลี้ยงออกจากบ้าน ณิชชาในตอนนั้นเป็นเพียงเด็กสาวอายุสิบแปด ไร้ญาติคนอื่นๆ ที่จะช่วยเป็นคนกลางให้เธอจึงไม่มีทางจะสู้รบปรบมือกับแม่เลี้ยงและลูกของหล่อนได้
“พี่ก็ว่าละมันต้องมีอะไรแน่ๆ ” เมลินดาท่าทางโมโห หญิงสาวเปลี่ยนเรื่อง “แล้วณิชทำงานแผนกไหน ทำที่นี่มานานยัง”
“ณิชอยู่แผนกซีเอสค่ะ พี่เมลล่ะคะ”
“พี่เป็นผู้ช่วยเลขาท่านรองประธานคุณอังกูรน่ะ เดี๋ยวพี่ต้องขึ้นไปเตรียมงานแล้ว ขอเบอร์ณิชหน่อยสิเอาไว้โทรคุยกัน”
“พี่เมลเป็นผู้ช่วยเลขาคุณอังกูรจริงๆ เหรอคะ” ณิชชาตาโตเมื่อได้ยินเช่นนั้น ถ้าแบบนี้เมลินดาอาจจะพอช่วยให้เธอได้เจอลูกชายได้
“ใช่จ้ะ” เมลินดามองสาวรุ่นน้องอย่างพิจารณา “ความจริงสิ้นเดือนนี้คนในแผนกพี่จะออกคนนึง ณิชอยากทำไหมเดี๋ยวพี่ช่วยถามคุณย้งให้ เราเรียนจบอะไรมา”
“มะ ไม่เป็นไรค่ะพี่เมล ณิชชอบงานที่ทำอยู่ นี่ไลน์ณิชนะคะ” ณิชชารีบเปิดคิวอาร์โคดให้สาวรุ่นพี่สแกน ขืนเธอไปทำงานกับเมลินดาความลับอาจจะแตกสักวัน อย่างไรก็ไม่ได้เด็ดขาด
เมลินดาไม่ได้สงสัยอะไร อาจจะเพราะกำลังรีบเธอจึงสแกนคิวอาร์โคดแอดไลน์ของอีกฝ่าย และบอกลาปลีกตัวไปอย่างรวดเร็วท่ามกลางความโล่งใจของณิชชา เธอไม่ได้อยากมีเรื่องปิดบังเมลินดาแต่คิดว่าเรื่องที่จะขอความช่วยเหลือต้องมีเวลาที่สะดวกคุยกว่านี้
“ฉันอยากรู้เรื่องของณิชชา นายไปสืบมาทีว่าเขาอยู่ที่ไหน” เวลาเดียวกันอังกูรสั่งงานผ่านยงธนัทที่ทำหน้าไม่เข้าใจ ว่าอีกฝ่ายจะให้สืบทำไมในเมื่อณิชชาก็พยายามติดต่อหาอังกูรมาตลอด
“อย่าหาว่าผมอย่างงั้นอย่างงี้เลยนะเฮีย ก็คุณณิชเขาไลน์หาเฮียออกจะบ่อยๆ ทำไมเฮียไม่ตอบเขาแล้วถามเองล่ะฮะ”
หลายปีที่ผ่านมา ณิชชาไม่เคยขาดการติดต่อกับพ่อของลูกเลย มีแต่อังกูรเองที่ไม่อนุญาตให้เธอได้คุยกับเขาไม่ว่าในช่องทางใด
“ฉันว่าจะให้น้องวินเจอแม่แต่ก็อยากรู้พฤติกรรมแม่ของเขาก่อนว่าเป็นยังไง ถามตรงๆ อาจจะไม่ได้คำตอบที่เป็นเรื่องจริง นายไปตามสืบมาแล้วกัน”
อังกูรไม่ใช่ไม่รู้สึกเรื่องที่น้องวินต้องเป็นเด็กขาดแม่ เขาเองก็อยากให้ลูกได้พบหน้าแม่ที่ให้กำเนิด แต่ยอมรับว่าตนเองกับณิชชารู้จักกันน้อยเกินไปที่จะสามารถแน่ใจได้ว่าแท้จริงแล้วเธอมีนิสัยและพฤติกรรมที่ดีพอจะเป็นแม่ให้น้องวินได้จริงหรือไม่
“ไม่ได้นะคะคุณย้ง คุณต้นยังรู้ไม่ได้ค่ะว่าณิชทำงานที่นี่”
ยงธนัทมาบอกณิชชาในเย็นวันนั้น เขามาพบเธอที่บ้านเพราะว่าตั้งใจมาหาน้องหวานหวานด้วย หากแต่คำตอบของณิชชาทำให้เขาแปลกใจพอสมควร ตอนแรกเขาคิดว่าเธอน่าจะดีใจเสียอีก
“ทำไมละครับ คุณณิชจะได้ไม่ต้องหลบๆ ซ่อนๆ ได้เจอลูกแบบเปิดเผยไม่ดีตรงไหนครับ”
“แล้วถ้าเขาไม่ให้เจอล่ะคะ ถ้าเขารู้ว่าณิชทำงานที่นี่ ถ้าเขารู้ว่ามีหวานหวานอีกคน ณิชกลัวว่ามันจะไม่เป็นแบบที่คุณย้งคิด”
“แล้วคุณณิชคิดว่าจะปิดบังเฮียเขาไปได้นานแค่ไหน เฮียเขาไม่ได้โง่นะครับ ยิ่งเดี๋ยวนี้ทุกอย่างมันตรวจสอบย้อนหลังได้ทั้งนั้น” ดีไม่ดีเขาเองก็จะถูกอังกูรหมายหัวไปอีกคนที่ให้ความร่วมมือช่วยเหลือณิชชาในหลายๆ เรื่อง แต่ตอนนั้นเขาก็สงสารเธอ สงสารเด็กสาวที่ต้องเป็นแม่คนก่อนเวลา
ณิชชานิ่งงัน เธอรู้แล้วว่าเมื่อโกหกครั้งที่หนึ่ง มันย่อมมีครั้งต่อไป แต่เมื่อมองอีกมุมว่าอังกูรเองก็เป็นคนที่บังคับให้เธอทำแบบนี้ เธอไม่ได้ต้องการอะไรนอกจากได้พบลูกอีกคน ได้เห็นด้วยตาตัวเองว่าเด็กชายรติวัชร์นั้นเติบโตมาอย่างดีก็พอ ไม่เคยคิดจะแสดงตัวหรือทำอะไรให้ล้ำเส้นอังกูรมากกว่านั้น
เจ็ดปีก่อน
ณิชชาที่เพิ่งถูกไล่ออกจากบ้านหลังบิดาเสียชีวิต เด็กสาวพอมีเงินเก็บเหลือพอสำหรับเช่าอพาร์ตเมนท์เล็กๆ และใช้จ่ายส่วนตัวนิดหน่อย แต่ไม่พอสำหรับเข้าเรียนต่อมหาวิทยาลัยที่กำลังจะต้องไปจ่ายค่าหน่วยกิตและรายงานตัวในอีกไม่กี่วันที่จะมาถึง ซึ่งเท่ากับณิชชามีเวลาน้อยมากในการหาเงิน
เพื่อนที่สนิทกันก็ล้วนแล้วแต่มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน ทำให้เธอไม่กล้าจะไปหยิบยืมหรือเอ่ยปากกับเพื่อนร่วมชั้นเรียน และอีกอย่างเธอเองก็ไม่สะดวกใจที่จะทำเช่นนั้นด้วย
จะกู้กยศ. เธอก็แน่ใจว่าอดีตมารดาเลี้ยงไม่มาเซ็นชื่อเป็นผู้ปกครองให้แน่ๆ หรือจะไปปรึกษาคนที่มหาวิทยาลัยเด็กสาวก็ไม่รู้จักใครเลย นั่นทำให้ณิชชาเลือกที่จะหางานพิเศษทำเองมากกว่า
‘ยังไงก็ต้องทำงานไปด้วย เรียนไปด้วยอยู่ดี ไม่งั้นคงไม่มีเงินไปเรียน ก็ทำมันตั้งแต่ตอนนี้ ว่าแต่เราจะไปทำอะไรดี’ เธอคิดไม่ตก อายุเพิ่งพ้นสิบแปดมาไม่กี่วัน และความรู้ที่มีก็แค่วุฒิมัธยมปลาย
“เอ๊ะ...” เด็กสาวเปิดเว็บไซต์สมัครงานและเจอสถานประกอบการหนึ่งเป็นร้านอาหารและผับ รับสมัครพนักงานเสิร์ฟหลายอัตรา และสิ่งที่ทำให้สนใจมากคือคำว่าทิปดีนั่นเอง
ณิชชาดูรายละเอียดทั้งหมด เธอตัดสินใจไปสมัครงานที่นี่หลังจากที่โทรสอบถามแล้ว พบว่าร้านดังกล่าวอยู่ค่อนข้างใกล้กับที่พักและมหาวิทยาลัย รวมถึงค่าตอบแทนก็อยู่ในเกณฑ์ดีจึงค่อนข้างอยากได้งานที่นี่
“ณิชไปเสิร์ฟที่ห้องวีไอพีนะ ลูกค้าคนนี้มาคนเดียว ปกติคุณเขาไม่ชอบคนพูดมาก ไม่ชอบคนพูดจาเรื่อยเจื้อย”
หัวหน้างานของณิชชาซึ่งเป็นหญิงสาววัยยี่สิบแปดกล่าว เธอตัดสินใจให้ณิชชาซึ่งมาทำงานได้เป็นวันที่สามเข้าไปเสิร์ฟและดูแลแขกในห้องวีไอพี ชายหนุ่มคนนั้นเป็นนักธุรกิจซึ่งมักจะมาดื่มคนเดียว บางครั้งเขาจะเรียกเด็กไปดูแลแต่บางครั้งก็ชอบนั่งเงียบๆ
“ค่ะพี่เนตร” เธอไม่สามารถปฏิเสธได้ ในระหว่างที่เธอรอของที่พนักงานจัดเตรียมให้ก็มีเพื่อนพนักงานมาคุยด้วย
“ณิช พี่เนตรให้ไปเสิร์ฟที่ห้องวีไอพีเหรอโชคดีจัง”
“ฮื่อ ทำไมเหรอ” ณิชชาหันไปถาม
“ก็ลูกค้าคนนี้ทิปหนัก สุภาพแต่เสียอย่างเดียวพูดน้อยมาก” คำพูดของเพื่อนร่วมงานทำให้ณิชชาใจชื้นขึ้น อย่างน้อยเธอก็ไม่เกร็งมาก เรื่องเขาไม่พูดมากหรือไม่ชอบคนพูดเยอะๆ นี่เธอสบายมาก ให้เงียบทั้งวันก็ทำได้
ห้านาทีต่อมาณิชชาประคองถาดเครื่องดื่มและอาหารว่างเข้าไปในห้องวีไอพี ด้วยความหวังว่าอาจจะได้ทิปหนักจริงตามที่เพื่อนบอก ไม่เช่นนั้นค่าหน่วยกิตที่จะต้องไปจ่ายในอีกสามวันข้างหน้าเธอเองก็มืดแปดด้าน