เธอก้มศีรษะให้ลูกค้าที่นั่งดื่มในห้องวีไอพีตามลำพัง ยอบตัวลงจัดวางอาหารว่างที่เขาสั่งลงบนโต๊ะโดยที่ไม่กล้าสบตา จากนั้นจัดการชงเหล้าตามที่รุ่นพี่สอนมา
“มาใหม่เหรอ ผมไม่เคยเห็นหน้าคุณเลย” ปกติแล้วทางร้านจะคัดเด็กมาทำงานในโซนวีไอพี ซึ่งส่วนมากเป็นคนที่มีประสบการณ์ ทำงานคล่องรู้จักการวางตัวซึ่งก็มักจะเป็นพนักงานหน้าเดิมๆ
“ค่ะ เพิ่งมาทำงานที่นี่สามวันค่ะท่าน”
“เรียกคุณปกติเถอะ ไม่ต้องเรียกท่านนี่มันสมัยไหนแล้ว” อังกูรแย้งทำให้เด็กสาวพยักหน้า
หลังจากที่ทักทายถามชื่อกันแล้วชายหนุ่มก็ดื่มเงียบๆ โดยที่ไม่พยายามชวนคุยอีก ณิชชาเองก็คอยดูแลเขาตามหน้าที่ จนกระทั่งเวลาผ่านไปจนถึงใกล้เวลาร้านปิด
“รับงานพิเศษไหม คืนนี้ไปด้วยกัน อยากได้เท่าไหร่ก็ว่ามา” จู่ๆ อังกูรก็เอ่ยออกมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย
ณิชชานิ่งอึ้ง หากเป็นเมื่อก่อนเธอคงโกรธว่าเขาดูถูก แต่ชีวิตที่พลิกผันอย่างรวดเร็วทำให้เธอมองโลกเปลี่ยนไป หากไม่มีเงินเธอจะเอาที่ไหนส่งตัวเองเรียน การทำงานเสิร์ฟเพียงไม่กี่วันหากไม่หลอกตัวเองก็ย่อมรู้ว่ามันไม่เพียงพอ จะไปหยิบยืมใครมองไปรอบตัวทุกคนก็ลำบากเหมือนกัน เธอกัดริมฝีปากชั่งใจคิดอย่างหนักพลางมองไปที่ลูกค้าวีไอพีที่ตนเองดูแลมาค่อนคืน
“คุณจะให้หนูเท่าไหร่คะ” อย่างน้อยผู้ชายคนนี้ก็สุภาพ หน้าตาดี พูดจาดี ให้เกียรติกันในระดับหนึ่ง หากว่าเป็นครั้งแรกของเธอก็คงไม่แย่มากนัก และถ้าทำครั้งเดียวแล้วพอเธอก็คิดว่ามันน่าจะคุ้ม
“คุณต้องการเท่าไหร่ว่ามาเลย” อังกูรไม่ชินกับการเสนอราคาให้ใคร ที่ผ่านมาเขาแค่พิจารณาตัวเลขที่อีกฝ่ายขอ ถ้ามองว่าไม่มากไปเขาก็โอเคหรือถ้าน้อยไปและถ้าอีกฝ่ายบริการดีเขาก็อาจจะมีทิปให้เมื่องานจบ
“อีกสามวันหนูต้องจ่ายค่าเทอมค่ะ ประมาณ....” ณิชชาบอกมาเป็นตัวเลขคร่าวๆ ไม่หวังว่าเขาจะให้ทั้งหมด แต่ก็ใจมาเมื่อเขาตอบออกมาง่ายๆ
“ผมให้สองเท่า ถ้าโอเคก็ไปกันเลยค่าใช้จ่ายที่ออกก่อนเวลาที่นี่เดี๋ยวผมจัดการเอง”
และนั่นก็คือจุดเริ่มต้นของเขาและเธอ
“คุณอังกูรพาลูกชายมาเหรอเธอ” เสียงซุบซิบของพนักงานดังขึ้นในยามที่ณิชชาออกมาดูสินค้าที่ชั้นวางตามที่ได้รับคำร้องเรียนมา
“ใช่ นั่นไงแต่เหมือนว่าบอสจะเข้าประชุมนะ คุณเลขาเลยพาคุณหนูออกมาดูอะไรในห้าง” คำพูดนั้นทำให้หญิงสาวมองตามมือของพนักงานคนดังกล่าว
ณิชชาหันไปเห็นเด็กชายวัยหกขวบ ใบหน้าดูละม้ายประพิมพ์ประพายคล้ายกับน้องหวานหวาน เด็กชายผิวขาวดูผ่องใสเกลี้ยงเกลาตามแบบฉบับของเด็กที่ได้รับการดูแลอย่างดี เสียงหัวเราะของเขาตรึงขาณิชชาให้อยู่กับที่จนก้าวไปไหนไม่ได้ เธอน้ำตาคลอเมื่อได้พบตัวจริงของลูกชายเป็นครั้งแรก
“ลูกแม่ น่ารักเหลือเกินลูก” เธอพึมพำกับตัวเอง
“เอาแค่นี้พอใช่ไหมคะน้องวิน”
“พอครับ พ่อให้กินขนมวันละอย่าง”
เสียงเล็กๆ ที่เจรจาโต้ตอบกับหญิงสาวผู้เป็นเลขานุการของอังกูร ทำให้ณิชชาแอบปาดน้ำตาเพราะอยากเป็นคนที่ได้ยืนตรงนั้นบ้าง หญิงสาวได้แต่มองตามสุพรรษาพาน้องวินเดินผ่านหน้าตนเองเพื่อไปจ่ายค่าสินค้าโดยที่พูดอะไรไม่ได้เลย ได้แต่บอกตัวเองซ้ำๆ
“แค่นี้ก็ยังดีนะณิช แค่ได้เห็นลูกไกลๆ ก็ดีแล้ว”
ณิชชาทำงานที่ห้างเอ็มจีมาเรื่อยๆ โดยที่อังกูรยุ่งกับเรื่องการก่อสร้างสาขาใหม่ที่จีนและการเตรียมย้ายพนักงานในสำนักงานใหญ่ส่วนหนึ่งไปประจำที่นั่น จนเขาไม่มีเวลามาใส่ใจตามหาคำตอบที่ให้ยงธนัทไปสืบเรื่องของหญิงสาวเท่าใดนัก
จนเวลาผ่านไปสองปี อังกูรได้ขึ้นเป็นประธานบริหารส่วนหญิงสาวเองก็ได้ขึ้นเป็นหัวหน้าแผนกลูกค้าสัมพันธ์ฝ่ายต่างประเทศ เธอเติบโตในสายงานตามความสามารถของตนเองและโชคดีว่าแม้จะเป็นหัวหน้าแผนก แต่ก็ยังถือว่าเป็นพนักงานระดับปฏิบัติงานอยู่ เธอจึงไม่มีหน้าที่ที่ต้องพบผู้บริหารระดับสูงแบบอังกูรให้ลำบากใจ
ระหว่างนั้นณิชชาได้พบน้องวินโดยที่ได้เห็นกันไกลๆ เฉลี่ยเดือนละครั้งหรือสองเดือนครั้ง แต่นั่นก็เป็นกำลังใจที่ดีที่ทำให้หญิงสาวมีแรงมาทำงานและดูแลลูกอีกคนที่อยู่กับตนเองได้อย่างดีที่สุดเท่าที่ตนจะทำได้
“แม่ขา วันนี้คุณครูบอกว่าฝากเอกสารให้คุณแม่เซ็นด้วย” เด็กหญิงรติชาในวัยแปดขวบส่งกระดาษขนาดเอสี่ที่ถูกพับสามทบมาให้ หญิงสาวรับมาเปิดอ่านว่าเป็นเรื่องอะไร
“ไปทัศนศึกษาเหรอลูก” หญิงสาวไล่สายตาพบว่าทางโรงเรียนจะพาเด็กๆ ไปทัศนศึกษาที่ห้างสรรพสินค้า และห้างที่ว่าก็คือห้างเอ็มจีสาขาสำนักงานใหญ่ที่เธอทำงานอยู่
“น้องหวานหวานอยากไปไหมคะลูก”
เด็กหญิงพยักหน้าทันที “อยากไปค่ะแม่ เพื่อนๆ ไปกันทุกคนเลย”
ณิชชายิ้มให้เอ็นดูกับความกระตือรือร้นของลูกสาว เธอหยิบปากกามาเซ็นชื่ออนุญาตให้เข้าร่วมกิจกรรม และแจ้งครูว่าวันนั้นเมื่อเสร็จสิ้นการทัศนศึกษาเธอจะรับลูกกลับเอง เธอพับจดหมายคืนใส่กระเป๋าให้ลูกนำส่งครูประจำชั้นในวันรุ่งขึ้น
หนึ่งสัปดาห์ต่อมาเป็นวันที่เด็กหญิงรติชาจะมาทัศนศึกษากับทางโรงเรียนที่ห้างเอ็มจี ณิชชาตัดสินใจลางานล่วงหน้าในช่วงบ่ายในวันนั้น เพื่อมาสังเกตการณ์และมองลูกอยู่ห่างๆ และรอรับลูกสาวกลับบ้านพร้อมกัน
เมื่อถึงเวลาคณะครูและนักเรียนมาถึงห้างสรรพสินค้าเอ็มจีในตอนเก้านาฬิกา หลังจากที่เข้าร่วมกิจกรรมของทางห้างแล้วก็ถึงเวลาพักรับประทานอาหารกลางวัน ซึ่งอังกูรได้เป็นผู้กล่าวต้อนรับคณะครูและนักเรียนด้วยตนเองและแจ้งว่าทางห้างจะเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารให้กับคณะทัศนศึกษาในวันนี้ด้วย
ในระหว่างมื้ออาหาร ในห้องจัดเลี้ยงอังกูรที่ร่วมกิจกรรมด้วยเขาเดินดูเด็กๆ เพื่อสำรวจความเรียบร้อยของงาน ชายหนุ่มเดินมาถึงแถวที่เด็กหญิงรติชานั่งอยู่ เขาสะดุดตาวงหน้าเล็กๆ ที่คุ้นอย่างประหลาด
เด็กหญิงยิ้มให้ตามประสาเด็ก เธอจำได้ว่าคุณลุงคนนี้เมื่อสักครู่พูดอยู่บนเวที จึงยกมือขึ้นไหว้และกล่าวคำสวัสดี
“สวัสดีค่ะคุณลุง”
อังกูรยิ้มรับ ชายหนุ่มย่อตัวนั่งบนส้นเท้าเพื่อคุยกับเด็กหญิง “สวัสดีค่ะ อร่อยไหมคะ”
สายตาเขามองไปที่ชื่อนามสกุลของเธอที่ปักบนอกเสื้อแล้วก็ต้องสะดุดเหมือนคนกำลังวิ่งมาแล้วมีใครมาขวางจนเบรกแทบไม่ทัน
‘เด็กหญิงรติชา (หวานหวาน) โอบเอื้อกรุณ’
“อร่อยมากค่ะ”
เสียงใสๆ เจื้อยแจ้ว ในขณะที่ชายหนุ่มมือชา หน้าชาด้วยความรู้สึกหลากหลายจนตั้งรับไม่ทัน ทำไมเขาจะจำไม่ได้ว่านี่คือนามสกุลของณิชชา ในเมื่อมันยังปรากฏหราบนใบเกิดของลูกจนทุกวันนี้
“วันนี้หนูมากับคุณครูแล้วมีใครมาด้วยอีกไหมคะ” ไม่รู้ว่าอะไรดลใจเขาให้ถามไปเช่นนั้น แต่คำตอบที่ได้มามันเกินคาดจนเขาคิดไม่ถึง
“หนูมากับคุณครูค่ะ แต่ตอนเย็นจะกลับกับคุณแม่”
“เดี๋ยวคุณแม่มารับเหรอคะ” เขาถามต่อ ใจนึกดีใจที่จะได้อยู่รอดูหน้าแม่ของเด็กหญิงคนนี้
“คุณแม่ทำงานที่นี่ค่ะ โน่นไงคะแม่มาแล้ว แม่บอกว่าวันนี้จะลางานครึ่งวัน” เด็กหญิงชี้มือไปทางประตูห้องเมื่อเห็นมารดาเข้ามาพอดี อังกูรลุกขึ้นยืนหันหลังช้าๆ มองตามมือที่เธอชี้
“ณิช” เขาเอ่ยเสียงเหมือนครางในลำคอ
“ใช่ค่ะ แม่หนูชื่อณิชคุณลุงรู้ได้ยังไงคะ”
ชายหนุ่มกำมือแน่น เขามองไปที่อกเสื้อของเด็กหญิงอีกครั้ง ระบุว่าเธอเรียนเกรดสองซึ่งเป็นชั้นปีเดียวกันกับลูกชาย ไม่มีอะไรที่จะคิดเป็นอื่นนอกเหนือจากนี้ได้เลยว่าเขายังมีลูกอีกคนนอกจากเด็กชายรติวัชร์