เสียงกริ่งหน้าบ้านทำให้ณิชชาชะงักมือจากการเตรียมทำอาหาร วันนี้เป็นวันหยุดทั้งเธอและลูกสาวต่างก็ตื่นสายกว่าทุกวันเป็นเรื่องปกติ และเธอเองก็ไม่ได้มีแพลนจะพาลูกไปไหนในวันนี้ด้วยจึงตั้งใจจะทำอะไรกินกันง่ายๆ ที่บ้านสองแม่ลูก
“หนูไปดูเองค่ะแม่”
เด็กหญิงรติชาหรือน้องหวานหวานวัยแปดขวบลงจากเก้าอี้แล้ววิ่งออกไปดูยังหน้าบ้าน
“คุณพ่อ...” นาทีต่อมาเสียงของหวานหวานดังขึ้นลั่นบ้านทำให้ณิชชาขมวดคิ้ว อังกูรมาหรือ? แล้วเหตุใดไม่เห็นเขาบอกล่วงหน้าว่าจะมา
อังกูรจอดรถที่หน้าบ้านชายหนุ่มลงจากรถพอดีกับที่หวานหวานเดินไปถึงหน้าบ้านเพื่อเปิดประตูรั้วให้
“คุณพ่อสวัสดีค่ะ มาคนเดียวเหรอคะ” เด็กหญิงมองไปทางด้านหลังของเขา เผื่อว่าจะเห็นคู่แฝดของตัวเองมาด้วย
“วินไปเรียนพิเศษน่ะลูก พ่อไปส่งเขามาแล้วเลยมาหาลูกที่บ้าน หนูกับแม่กินอะไรหรือยังคะ” ชายหนุ่มลูบศีรษะเด็กหญิงอย่างเอ็นดูพลางถามถึงมารดาของแก
“แม่ทำกับข้าวอยู่ค่ะ”
หวานหวานเข้าไปในครัวบอกมารดาว่าคุณพ่อมา เด็กหญิงรินน้ำใส่แก้วจะยกให้ไปคุณพ่อแต่อังกูรตามเข้ามาพอดี
“ไม่ต้องยกไปให้พ่อหรอกลูก เดี๋ยวพ่อช่วยแม่ทำกับข้าวดีกว่า หนูออกไปดูทีวีข้างนอกก่อนไหม”
หวานหวานพยักหน้า “ได้ค่ะ งั้นหนูไปดูการ์ตูนก่อนนะคะ”
หลังจากที่ลูกออกไปแล้วณิชชาหันมามองคนที่บอกว่าจะช่วยเธอทำกับข้าวแล้วถามเขาตรงๆ “คุณมีธุระอะไรหรือเปล่าคะ หรือแค่มาหาลูกเฉยๆ อย่างเดียว”
“ผมมีธุระกับณิชด้วย จะชวนณิชกับลูกไปดูบ้านใหม่”
หญิงสาววัยยี่สิบเจ็ดชะงักทันที “ดูบ้าน คุณจะซื้อบ้านให้ลูกเหรอคะ” เธอทำสีหน้าครุ่นคิดคิ้วขมวดเหมือนจะไม่เห็นด้วย
“ซื้อให้ณิชนั่นล่ะ บ้านนี้ก็บ้านเช่าไม่ใช่เหรอ”
เขามองไปรอบๆ บริเวณที่พักของสองแม่ลูกซึ่งมีลักษณะเป็นบ้านแฝดชั้นเดียว มีพื้นที่ไม่ถึงสามสิบตารางวา มันอาจจะเหมาะหากเธออยู่ตามลำพังกับหวานหวานสองคน ซึ่งก็ดูไม่ได้แคบจนเกินไปแต่หากว่าเขาพาน้องวินมาค้างที่นี่ตามที่ตกลงกันไว้ มันก็คงไม่เหมาะสมอีกแล้ว
“ค่ะ แต่ณิชกำลังจะทำเรื่องซื้อกับเจ้าของ”
หญิงสาวกัดริมฝีปากเมื่อพูดเรื่องนี้ เข้าใจว่าเขาอาจจะคิดว่าบ้านหลังนี้มันเล็กเกินไป
“ถ้าณิชอยากซื้อก็ซื้อผมไม่ได้ห้ามอะไร ซื้อแล้วปล่อยเช่าก็ได้บ้านนี้มันก็น่ารักดี ส่วนบ้านใหม่ผมว่ามันเหมาะกับเด็กๆ มากกว่า น้องวินเองปกติก็มีห้องส่วนตัว เวลาแกมาค้างกับแม่กับน้องถ้าเป็นบ้านนี้ณิชจะมีห้องให้ลูกรึเปล่า”
หญิงสาวนิ่งไม่ตอบ อังกูรจึงเปลี่ยนเรื่อง “ณิชจะทำอะไร ให้ผมช่วยก็ได้”
“ไม่เป็นไรค่ะ ณิชทำเองน่าจะดีกว่าคุณออกไปนั่งกับลูกข้างนอกเถอะ” เธอไม่คิดว่าผู้บริหารระดับสูงอย่างเขาจะทำงานครัวเป็น เอาแค่ว่าการที่เขาเข้ามาในถึงในครัวก็เกินความคาดหมายของเธอแล้ว
“ผมก็ทำอาหารเป็นเหมือนกัน บอกมาเถอะว่าต้องทำอะไรบ้าง”
ชายหนุ่มพับแขนเสื้อขึ้นให้ดูทะมัดทะแมงพลางสบตาณิชชาที่มองแบบไม่อยากเชื่อ
“เอ้า... ทำไมมองแบบนั้น สมัยไปเรียนต่อผมก็ทำอะไรเองหมดล่ะ เมืองนอกไม่ได้หาแม่บ้านง่ายเหมือนที่ไทยเมื่อไหร่”
“อ๋อ.. ค่ะ” ณิชชาพยักหน้าเมื่อคิดตามแล้วก็เห็นจริง “กะว่าวันนี้จะทำไข่ตุ๋นให้ลูกค่ะ กับผัดผักรวมหมูกรอบเมื่อวานณิชทำหมูกรอบไว้แล้ว คุณจะทานด้วยไหมคะ”
“ก็ดีครับ หิวแล้วเหมือนกัน งั้นให้ผมช่วยอะไรบ้างล่ะ”
“งั้นคุณช่วยหั่นผักก็ได้ค่ะ เดี๋ยวณิชจะทำไข่ตุ๋นก่อน”
หญิงสาวชี้ไปที่ผักหลายชนิดที่วางบนโต๊ะเตรียมอาหาร ส่วนตนเองหยิบหอมแขกมาสองสามหัว ปอกเปลือกออกล้างน้ำผึ่งให้สะเด็ดแล้วนำมาหั่นเป็นแฉกๆ แบบไม่ให้ขาดจากกัน เมื่อวางเรียงลงไปในถ้วยแก้วก็บานออกคล้ายดอกบัว ณิชชาทำแบบเดียวกันกับหอมทั้งหมด จากนั้นนำไข่ไก่มาตอกใส่ถ้วยผสม ใส่นมสดลงไปกะปริมาณให้พอดีตามความเคยชิน เติมเครื่องปรุงรสอย่างน้ำปลาและซอสถั่วเหลืองแล้วใช้ส้อมตีให้เข้ากัน จากนั้นโรยหอมเจียวหั่นฝอยลงไปแล้วเทไข่ที่ปรุงแล้วลงไปในถ้วยแก้วสำหรับนึ่ง
อังกูรมองท่าทางของเธอที่ทำงานในครัวอย่างคล่องแคล่ว เขาเชื่อสนิทใจว่าณิชชาเลี้ยงลูกมาเองตามลำพังที่เมืองนอกได้จริง โดยฝากเดย์แคร์เฉพาะในช่วงที่เธอไปเรียน
“ณิชพาลูกขึ้นเครื่องไปได้ยังไง ในเมื่อผมไม่เคยเซ็นยินยอมตอนหวานหวานทำพาสปอร์ต” จู่ๆ เขาก็โพล่งเรื่องที่คาใจมานานแม้ว่าจะพอเดาคำตอบที่แท้จริงได้อยู่แล้ว แต่ก็อยากฟังให้ชัดเจนจากเธอเอง
“เอ่อ...” ณิชชาอ้ำอึ้ง เธอคิดว่าหากอังกูรรู้เรื่องหวานหวานประเด็นนี้น่าจะเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่เขาต้องไม่พอใจ
“คือว่าในใบเกิดของหวานหวาน ณิชให้ระบุว่าไม่ใส่ชื่อบิดาน่ะค่ะ” เธอตอบเสียงอ่อย แต่ในขณะนั้นมันจำเป็นมากเพราะถ้าให้อังกูรรับรองบุตรมีชื่อบิดาในใบเกิด เธอเกรงว่าอาจจะไม่สามารถเดินเรื่องทำพาสปอร์ตให้ลูกได้โดยที่เขาไม่ต้องมารับรู้
อังกูรพยักหน้า เรื่องนี้เขาเดาไว้แล้วว่ามันจะต้องเป็นแบบนี้ ชายหนุ่มเลื่อนตะกร้าผักที่หั่นแล้วส่งคืนให้ณิชชา
“งั้นผมจะให้ทนายจัดการเรื่องนี้ คุณไม่มีปัญหาใช่ไหมณิช”
“เรื่องอะไรนะคะ ใบเกิดลูกเหรอ”
“ใช่ ผมคงต้องขอพาหวานหวานไปตรวจดีเอ็นเอเพื่อใช้ยื่นต่อศาลใส่ชื่อพ่อในใบเกิดลูก แล้วไปรับรองบุตรอีกที”
“อ๋อ ค่ะจะไปวันไหนก็บอกนะคะจะได้ลาโรงเรียนให้ลูก”
ณิชชาหันไปสนใจหน้าเตาต่อ อังกูรเก็บขยะที่เป็นเศษผักและอื่นๆ ใส่ถุงเพราะไม่รู้จะทำอะไร จนชายหนุ่มนึกเรื่องสำคัญขึ้นมาได้
“เรื่องโรงเรียนลูก ผมว่าณิชให้หวานหวานย้ายมาเรียนที่เดียวกับวินได้ไหม ผมไม่อยากให้ลูกรู้สึกแตกต่างกันมากเกินไป”
เรื่องนี้หญิงสาวก็เห็นด้วย แต่ว่าน้องวินเรียนที่โรงเรียนนานาชาติค่าเทอมแพงหูฉี่ ณิชชาคิดว่าตนเองอาจจะไม่ไหว
“โรงเรียนน้องวินก็ดีค่ะ แต่ณิชส่งลูกเรียนไม่ไหว” เธอบอกตามตรง ไหนไหนก็มาถึงจุดนี้แล้ว
“ผมส่งลูกเรียนได้ ทำไมณิชถึงคิดว่าผมจะไม่ส่งเสียล่ะ” แม่ของลูกเขาก็ส่งเรียนมาจนจบโทมาแล้ว ทำไมเธอจึงคิดว่าค่าเทอมลูกเขาจะเกี่ยงให้เธอจ่าย
“ไม่ใช่ค่ะ ณิชไม่ได้ว่าแบบนั้น แต่ว่าเรื่องหวานหวานเป็นหน้าที่ของณิชที่ต้องเลี้ยงดูลูกเอง”
“เรื่องหวานหวานณิชเองก็ใช้เงินของผมดูแลลูกมาตลอดไม่ใช่เหรอ ไม่ใช่ว่าณิชหาเองได้เมื่อไหร่ อย่าลืมสิ”
ชายหนุ่มหลุดปากพูดไปแล้วและคนฟังถึงกับอึ้ง เธอรู้สึกเหมือนถูกตบจนชาไปทั้งหน้า ความเงียบเข้ามาแทนที่บทสนทนาอยู่พักใหญ่กว่าที่ณิชชาจะหาเสียงเจอ
“ขอโทษค่ะ ณิชลืมตัวไปว่าพึ่งพาคุณมาตลอด ขอโทษนะคะ” จากนั้นหญิงสาวยกจานกับข้าวออกไปจัดโต๊ะอาหารด้านนอกเงียบๆ อังกูรจึงเพิ่งรู้สึกตัวว่าตนเองพูดในสิ่งที่ไม่สมควรแต่จะให้ขอโทษเขาเองก็ปากหนักจนทำไม่ได้เช่นกัน
‘ทำเฉยๆ เปลี่ยนเรื่องคุยคงไม่เป็นไรมั้ง เดี๋ยวณิชก็หายโกรธไปเอง’ เขาคิดในใจก่อนจะเดินตามเธอออกไปสมทบกับสองแม่ลูก