หลังจากที่ณิชชากลับลงไปทำงานแล้ว บรรดาทีมผู้ช่วยเลขาของอังกูรก็เกิดเสียงซุบซิบว่าอังกูรเรียกหญิงสาวขึ้นมาทำไมเป็นนานสองนาน
“ทำงานกันได้แล้วจ้ะพวกเธอ ถ้าคุณย้งหรือบอสมาเจอระวังจะเป็นเรื่อง”
สุพรรษาเดินมาปรามเมื่อมองมายังเห็นสาวๆ สามสี่คนจับกลุ่มคุยกันไม่เริ่มทำงานสักที
“คุณสุคะ เมื่อกี้ณิชขึ้นมาทำอะไรเหรอคะ”
เมลินดาเป็นตัวแทนหมู่บ้านถามเรื่องที่อยากรู้ สรรพนามที่หล่อนใช้เรียกณิชชาทำให้สุพรรษาชะงักมองหน้าเจ้าตัว
“ทำไมเรียกคุณณิชชาเขาสั้นๆ แบบนั้น รู้จักกันเหรอจ๊ะ”
“ใช่ค่ะ เมลกับณิชเคยเรียนโรงเรียนเดียวกัน ก็คนที่ตอนนั้นเมลบอกคุณสุว่ามีเพื่อนทำงานอยู่ที่ออฟฟิศข้างล่างไงคะ ที่ว่าจะชวนมาสมัครงานข้างบนแต่ว่าณิชเขาบอกว่าไม่ถนัด”
“อ้อ คุณณิชเองหรอกเหรอที่เราบอกพี่ตอนนั้น”
“ค่ะคนนี้ล่ะ เมลเลยไม่เซ้าซี้เพราะว่าณิชอาจจะมีวุฒิไม่ถึงก็ได้ เจ้าตัวเขาคงรู้เลยบอกว่าไม่ถนัด” เมลินดาพูดต่อ
สุพรรษาขมวดคิ้ว “คุณณิชเนี่ยนะ วุฒิไม่ถึง”
เท่าที่เธอรู้มาข้อมูลคือณิชชาจบการศึกษาระดับปริญญาโทด้านบริหารองค์กรจากต่างประเทศด้วยซ้ำแล้วจะเอาอะไรมาบอกว่าวุฒิไม่ถึง เธอคิดว่าตำแหน่งปัจจุบันที่ณิชชาทำอยู่ตอนนี้ต่างหากที่ไม่เหมาะสมวุฒิ
“คุณณิชจบโทบริหารจากเมืองนอก เร็วๆ นี้น่าจะได้ย้ายมาทำตำแหน่งผู้บริหารอีกคนบนชั้นนี้ด้วยซ้ำ นี่เธอเป็นเพื่อนกับคุณณิชจริงรึเปล่าทำไมไม่รู้ล่ะ”
เที่ยงวันนั้นณิชชาแจ้งลางานครึ่งวันบ่ายเรียบร้อยแล้ว จึงออกมาจากแผนกตรงไปยังลานจอดรถผู้บริหารด้านหลังอาคาร หญิงสาวนัดอังกูรไว้ว่าจะไปเจอกันที่นั่น โดยไม่ให้เขามารับที่แผนกให้เป็นที่เอิกเกริกและถูกจับตามอง
“ทำไมต้องรีบล่ะคะ” หญิงสาวหงุดหงิดเล็กน้อย เพราะว่าวันนี้เป็นวันจันทร์ที่แน่นอนว่างานกองสุมเต็มโต๊ะ
“อีกไม่กี่วันผมต้องไปจีน ถ้าเรื่องบ้านเรียบร้อยภายในหนึ่งอาทิตย์ก็คิดว่าช่วงนั้นจะให้น้องวินมาอยู่กับณิช ถ้าณิชดูแลลูกสองคนไหวเพราะว่าไปนานหลายวันไม่อยากทิ้งน้องวินไว้กับที่บ้าน” เหตุเพราะช่วงที่เขาจะไปจีน เสี่ยกวงและคุณนายอิสรีย์ผู้เป็นบิดามารดาหรือปู่ย่าของเด็กๆ ก็มีแพลนต้องเดินทางไปสิงคโปร์เช่นกัน ชายหนุ่มคิดว่าหากเป็นดังนั้นการให้น้องวินมาอยู่กับณิชชาก็เป็นการเปิดโอกาสให้เธอได้ใช้เวลากับลูกได้สมใจ
ณิชชาเปลี่ยนท่าทีฉับพลันเมื่อได้ยินประโยคที่ว่า การได้อยู่กับลูกทั้งสองคนตามลำพังโดยไม่มีอังกูรอยู่ด้วย เธอย่อมสบายใจมากกว่าจึงรีบตอบรับ
“ได้เลยค่ะ ณิชดูแลเด็กๆ ได้ไม่ต้องห่วงนะคะ”
ทั้งสองแวะรับประทานอาหารกลางวันที่ร้านประจำของอังกูรซึ่งอยู่ไกลจากห้างพอสมควร เพราะเขารู้ว่าหญิงสาวจะสบายใจมากกว่าหากไม่มีพนักงานของห้างมาพบว่าเขาและเธอมาด้วยกัน จากนั้นจึงเข้าไปที่บริษัทจำหน่ายเฟอร์นิเจอร์ชื่อดังที่เขาใช้บริการเป็นประจำ
อังกูรให้สิทธิ์ณิชชาในการเลือกเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ เข้าบ้านใหม่ทั้งห้องนอนของเธอและหวานหวาน จะมีในส่วนของห้องนอนลูกชายที่ชายหนุ่มช่วยออกความเห็นให้ในฐานะที่รู้ใจกันมากกว่า
“ไม่เกินสามวันครับคุณอังกูร ทุกอย่างจัดส่งเรียบร้อยพร้อมติดตั้งและใช้งานได้เลย”
“ขอเป็นงานด่วน รบกวนทางทีมงานด้วยนะครับ ถ้ามีค่าใช้จ่าย ค่าล่วงเวลาพนักงานเป็นพิเศษคิดรวมได้เลย”
ชายหนุ่มยื่นบัตรเครดิตให้และสำทับอีกครั้ง ซึ่งฝ่ายนั้นก็ยิ้มกว้างโค้งให้อย่างสุดตัว
“ทางเราจะบริการให้อย่างเต็มที่เพื่อความพอใจอย่างสูงสุดของลูกค้า ขอบคุณที่เลือกให้เราได้ดูแลนะครับ”
ออกจากที่นั่นก็พอดีได้เวลาเด็กๆ เลิกเรียน อังกูรขับรถไปรับน้องวินก่อนเพราะเลิกเรียนเร็วกว่าเนื่องจากไม่ได้เรียนพิเศษ
“ปกติใครไปรับน้องวินที่โรงเรียนเหรอคะ” หญิงสาวถามระหว่างอยู่บนรถ
“ผมไปรับลูกเองทุกวัน ยกเว้นว่ามีงานที่ปลีกตัวไม่ได้หรือว่าไปเมืองนอก ไปต่างจังหวัด”
อังกูรรู้ตัวว่าตนเองงานยุ่งหากไม่ตั้งใจจัดสรรเวลาให้ลูกเป็นตารางที่แน่นอน เขาจะไม่มีเวลาที่ว่างสำหรับเด็กชายเลย
ณิชชามองเขาอย่างประหลาดใจปนทึ่ง
“แล้วตอนเช้าล่ะคะ”
“ตอนเช้าแบม น้องสาวผมน่ะ น้องสาวคนเล็กจะไปส่งน้องวินเพราะว่าเขาเข้าออฟฟิศก่อนผม จะออกจากบ้านก่อนเลยอาสาไปส่ง”
นอกจากการรักษาความสัมพันธ์ระหว่างพ่อลูก อังกูรเองก็ไม่ลืมว่าลูกควรต้องมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นๆ ในครอบครัว เขาจึงยอมให้สมาชิกคนอื่นในบ้านมีส่วนร่วมในการดูแลลูก เพราะรู้ว่าเด็กที่ขาดแม่ย่อมต้องการความใส่ใจเป็นพิเศษไม่ว่าจะในช่วงเวลาใดของชีวิต
เมื่อไปถึงชายหนุ่มจัดการแจ้งทางโรงเรียนเรื่องการขอเพิ่มชื่อผู้ปกครองที่สามารถรับส่งลูกได้คือณิชชาอีกคน จากที่เดิมจะมีแค่เขาและอันธิกาที่ลงทะเบียนไว้กับทางโรงเรียน
“วันนี้แม่มาด้วย” เด็กชายวิ่งเข้ามาหาณิชชาอย่างดีใจที่เห็นแม่มารับพร้อมกับบิดา
“เดี๋ยวเราไปรับน้องหวานที่โรงเรียนก่อน แล้วพ่อจะพาไปกินข้าวหิวหรือยังลูก”
ชายหนุ่มลูบศีรษะเด็กชายที่กอดแขนแม่แจไม่ยอมปล่อย ส่วนณิชชาดึงเป้ที่น้องวินสะพายออกมาจะหิ้วเอง แต่เขาเอื้อมมือไปรับมาใส่ท้ายรถและเปิดประตูด้านหลังให้น้องวินขึ้นไปนั่ง
“เมื่อไหร่วินกับน้องจะได้เรียนด้วยกันละฮะแม่... พ่อ”
“เทอมหน้าครับลูก ว่าแต่วินจะย้ายไปเรียนกับน้องหรือให้น้องย้ายมาหาวินดี”
“วินย้ายเองก็ได้พ่อ น้องจะได้ไม่ต้องหาเพื่อนใหม่ วินเป็นผู้ชายวินหาเพื่อนง่าย” เด็กชายแปดขวบอาสาทำให้พ่อแม่มองหน้ากัน ณิชชาเอี้ยวตัวไปมองลูกชายแล้วยิ้มอย่างภูมิใจ
“ขอบใจนะลูก แต่เดี๋ยวรอถามน้องก่อนก็ได้นะคะ” เธอยอมรับว่าอังกูรเลี้ยงลูกได้ดีในระดับหนึ่งทีเดียว อย่างน้อยน้องวินก็มีทัศนคติที่ดีถ้าเทียบกับอายุของเขาที่ยังคงเป็นเด็กแปดขวบ
หากแต่ในเย็นวันนั้นบนโต๊ะอาหารเย็นที่ชายหนุ่มพาแวะรับประทานก่อนจะไปส่งณิชชาและหวานหวานที่บ้าน คำตอบของเด็กหญิงก็ทำให้คนเป็นพ่อและแม่ถึงกับหัวเราะ
“หนูย้ายไปเรียนกับพี่วินก็ได้ค่ะแม่ พี่วินบอกว่าโรงเรียนพี่เขาไม่มีเรียนพิเศษ การบ้านก็น้อย”
“แล้วหนูจะไม่คิดถึงเพื่อนที่โรงเรียนเก่าใช่ไหมคะลูก”
เด็กหญิงหยุดคิด “ก็คงคิดถึงสิคะแม่ แต่ถ้าคิดถึงมากๆ หนูขอให้แม่โทรหาเพื่อนให้ก็ได้”
“เด็กๆ ครับ อาทิตย์หน้าเราคงได้ย้ายไปอยู่บ้านใหม่กันแล้วนะลูก” อังกูรบอกข่าวดีกับลูกฝาแฝด เด็กทั้งสองส่งเสียงเฮอย่างดีใจ
“แบบนี้หนูจะได้ว่ายน้ำทุกวันเลยใช่ไหมคะพ่อ”
“วินก็จะได้นอนกับแม่กับน้องแล้ว ดีใจจัง”
“แต่ว่าพอย้ายแล้ว อีกวันสองวันหลังจากนั้นพ่อต้องไปทำงานที่เมืองจีน วินจะอยู่บ้านแม่ได้ไหมครับลูกสักเจ็ดวันถ้าพ่อไม่อยู่”
เด็กชายพยักหน้าทันทีไม่ลังเล
“ได้เลยฮะพ่อ วินจะดูแลแม่กับน้องเอง”
อังกูรมองหน้าลูกชาย
“ไม่คิดก่อนสักหน่อยเหรอครับก่อนตอบ”
เด็กชายส่ายหน้าปฏิเสธ
“ไม่ฮะวินอยู่กับแม่ได้ พ่อไปทำงานได้เลย สู้ๆ ครับพ่อ”