ณิชชาไปทำงานในเช้าวันต่อมา เธอได้รับคำสั่งจากหัวหน้าฝ่ายว่าให้ขึ้นไปที่ฝ่ายบริหารชั้นเก้า ซึ่งเป็นชั้นที่พนักงานรู้กันดีว่าเป็นพื้นที่ของประธานกรรมการบริหารคืออังกูรและทีมผู้ช่วย เลขานุการของเขาทำงานที่ชั้นนั้น
“มีเรื่องอะไรหรือเปล่าคะพี่หยง”
“พี่ไม่รู้เหมือนกันจ้ะ คุณสุเลขาของคุณอังกูรโทรลงมาเองเลย บอกว่าถ้าณิชมาแล้วให้ขึ้นไปพบท่านข้างบน” ตันหยงหัวหน้าฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์ที่เป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรงของณิชชาแจ้ง เธอมองลูกน้องสาวอย่างเป็นห่วงเพราะว่าที่ผ่านมาไม่เคยมีใครในแผนกที่ถูกอังกูรเรียกขึ้นไปเช่นนี้
ณิชชาตรงไปยังลิฟต์ตัวพิเศษที่เป็นตัวเดียวที่จะขึ้นไปได้ถึงชั้นเก้า พนักงานรักษาความปลอดภัยด้านหน้ารีบกดลิฟต์ให้เธอทันทีเมื่อหญิงสาวแจ้งชื่อตัวเอง
“สวัสดีค่ะ” สุพรรษารีบลุกขึ้นเมื่อเห็นเธอก้าวออกจากลิฟต์
“ดิฉันมาพบคุณอังกูรตามที่มีแจ้งลงไปน่ะค่ะ” ณิชชาบอกจุดประสงค์ที่ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะรู้อยู่แล้ว
“บอสรอคุณณิชอยู่ค่ะ เชิญทางนี้เลย” เลขานุการสาวรีบเปิดประตูห้องทำงานของเจ้านายหลังจากที่เคาะให้สัญญาณแล้ว จากนั้นเธอปิดประตูให้ความเป็นส่วนตัวกับคนในห้องเต็มที่
ณิชชาเดินเข้าไปด้านใน ได้ยินเสียงอังกูรอยู่ในห้องน้ำจึงไม่รู้จะทำอะไรนอกจากยืนรอ เธอมองสำรวจไปรอบห้องเห็นกรอบรูปบนชั้นเป็นภาพของเด็กชายรติวัชร์จึงเดินไปมองใกล้ๆ
“รูปนี้ถ่ายตอนน้องวินตอนเข้าเรียนวันแรก”
อังกูรออกมาจากห้องน้ำเมื่อใดณิชชาเองก็ไม่รู้ตัว หญิงสาวเบี่ยงตัวหลบเมื่อรู้สึกว่าเขาอยู่ใกล้เกินไป
“คุณมีอะไรเหรอคะ ถึงเรียกณิชขึ้นมา”
“ณิชนั่งก่อนสิ” อังกูรเดินกลับไปที่โต๊ะทำงานและบอกให้หญิงสาวนั่งที่เก้าอี้ตัวตรงกันข้าม
“เมื่อเช้าลูกกินข้าวกับอะไรก่อนไปโรงเรียน” คำถามของเขาทำให้เธองงเล็กน้อยแต่ก็ยอมตอบตามตรง
“ข้าวต้มกุ้งกับโอวัลตินค่ะ”
“โอวัลตินน้ำตาลเยอะ ให้ลูกนานๆ กินทีไม่เป็นไรแต่ทุกวันคงไม่ดี แล้วปกติณิชจะไปรับลูกกี่โมงครับ”
“เอ่อ ก็ห้าโมงครึ่งค่ะ ณิชให้ลูกเรียนพิเศษทำการบ้านที่โรงเรียนให้เสร็จไปเลย มีครูดูแลอยู่ค่ะ” เนื่องจากโรงเรียนกับห้างเอ็มจีสำนักงานใหญ่อันเป็นสถานที่ทำงานนั้นไม่ไกลกันมาก ทำให้เธอออกจากห้างตอนเวลาเลิกงานก็ไปถึงโรงเรียนลูกพอดีกับที่น้องหวานหวานเรียนพิเศษเสร็จพอดี
“เดี๋ยวผมขอสำเนาบัตรของณิช จะได้ให้ย้งไปเตรียมเรื่องซื้อบ้าน ส่วนเรื่องไปรับลูกเย็นนี้ผมอยากไปด้วย อยากไปดูว่าลูกเรียนที่ไหนยังไง ครูของลูกจะได้รู้จักผม”
“ค่ะ แค่นี้ใช่ไหมคะ” ณิชชาขยับตัวทำท่าจะลุกแต่ชายหนุ่มเรียกไว้
“จะไปไหนล่ะณิช”
“ก็จะลงไปเอาสำเนาบัตรให้ไงคะ คุณคิดว่าณิชเดินถือขึ้นมาด้วยหรือไง” เธอย้อนถามไม่อยากจะปฏิเสธไม่รับอะไรจากเขาอีกแล้ว อังกูรเป็นคนดื้อในระดับหนึ่งจนเธอรู้สึกเหนื่อย
“ไม่ต้องลงไปหรอก เอาบัตรมาข้างบนก็มีที่ถ่ายเอกสาร”
อ้อ... ณิชชาลืมไปบนสำนักงานย่อมต้องมีอุปกรณ์ทุกอย่างอยู่แล้ว หญิงสาวเปิดกระเป๋าเงินใบเล็กที่พกติดตัวเสมอหยิบบัตรประชาชนในนั้นออกมาวางบนโต๊ะ
ประตูห้องทำงานเปิดออกพร้อมกับที่สุพรรษาเข้ามารับบัตรประชาชนของณิชชา
“ผมฝากถ่ายเอกสารแล้วเอามาให้คุณณิชเซ็น แล้วรบกวนคุณสุเอาไปให้นายย้งที่ห้องเขาด้วยครับ”
“ได้ค่ะบอส” สุพรรษารับคำสั่งโดยที่ไม่ถามอะไรจุกจิก แต่เธอก็หูผึ่งเล็กน้อยเมื่อได้ยินประโยคต่อไปที่อังกูรพูดกับณิชชา
“งานข้างล่างวันนี้มีอะไรมากรึเปล่าณิช ตอนบ่ายเราออกไปดูเฟอร์นิเจอร์เข้าบ้านแล้วเลยไปรับเด็กๆ ที่โรงเรียนเลยละกันนะ”
ณิชชามองตามเลขาสาวที่ออกไปแล้วก่อนจะหันกลับมาตำหนิอังกูร
“คุณพูดแบบนี้ให้เลขาคุณได้ยินได้ยังไงคะ เขาจะคิดยังไง”
“เขาไม่รู้วันนี้ วันอื่นเขาก็ต้องรู้อยู่ดีกว่าณิชเป็นแม่น้องวิน แล้ววินกับหวานหวานเป็นฝาแฝดกัน ณิชเป็นคนเลือกมาทำงานที่นี่เองนะผมไม่ได้บังคับ”
อังกูรพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉยไม่ทุกข์ร้อน ในขณะที่ณิชชากำมือแน่นเธอใกล้จะหมดความอดทนกับเขาเต็มที่
“ณิชคิดว่าเมื่อวานเราคุยกันรู้เรื่องแล้วซะอีก”
เธอย้อนคิดถึงเหตุการณ์เมื่อวานในห้องโฮมเธียเตอร์ของบ้านหลังใหม่ที่จะซื้อ
‘ผมขอโทษทุกเรื่องเลย เรื่องเมื่อเช้าด้วยผมไม่ได้หมายความแบบนั้นไม่ได้จะว่าณิช ขอโทษเรื่องเก่าๆ ด้วยได้ไหม’
‘ปล่อยก่อนค่ะ คุณอย่าทำแบบนี้เราไม่ได้เป็นอะไรกัน’
‘เรามีลูกด้วยกันโตขนาดนี้ จะไม่ได้เป็นอะไรกันได้ยังไง’
‘แล้วเราเคยตกลงเป็นอะไรกันเหรอคะ นอกจากพ่อกับแม่ของลูก’ เธอจิกเล็บลงบนหลังมือจนชายหนุ่มยอมปล่อย ณิชชาถอยเมื่อเป็นอิสระเธอหันหน้ากลับมาคุยกับเขา ถามกลับไปโดยไม่หลบตา
‘อย่างเดียวที่เราเคยตกลงกัน ก็คือณิชเคยขายตัวให้คุณเท่านั้นค่ะ’
‘ผมไม่เคยมองณิชแบบนั้น’
ในความเป็นจริงอังกูรมองว่าเขาพอใจในตัวเธอจึงยื่นข้อเสนอ ส่วนณิชชาในวันนั้นจะด้วยความจำเป็นอะไรก็ตาม แต่เธอก็ยินดีรับข้อเสนอของเขา ดังนั้นระหว่างเรามันเป็นเรื่องของความพอใจกันทั้งสองฝ่าย
แต่เมื่อเธอมาบอกว่าตั้งครรภ์ ทุกสิ่งจึงเปลี่ยนไปในความรู้สึกของอังกูร เขาเปลี่ยนสถานะจากผู้หญิงที่เคยพอใจเป็นคนที่เขาต้องรับผิดชอบ และเพราะการตั้งครรภ์ทำให้เธอต้องออกจากการเรียนยิ่งทำให้เขารู้สึกว่าตนเองทำลายอนาคตของเด็กสาวคนหนึ่ง
มุมมองของเขาที่มีต่อณิชชาก็เปลี่ยนไปจากวันนั้น การที่เขาเร่งให้เธอไปเรียนต่อ การที่เขาไม่ตอบกลับเธอใดใดก็ล้วนมีเหตุผลเพื่อตัวเธอเองทั้งสิ้น
‘ณิชต้องเลิกเรียนเพราะผม อนาคตต้องสะดุดก็เพราะผมพลาดทำให้ณิชเป็นแม่คนก่อนเวลา ผมเลยอยากคืนอนาคตให้ณิช พยายามจะผลักให้ณิชกลับไปเป็นเหมือนคนโสดที่ไม่มีภาระอะไรให้ได้อีกครั้ง ณิชไม่เชื่อก็ได้แต่ผมพูดความจริง’
‘แล้วทำไมคุณไม่เคยมาเอง ไม่เคยติดต่อ มีอะไรก็บอกผ่านคุณย้งทุกครั้ง รังเกียจจนพูดคุยกันเองไม่ได้เลยเหรอคะ’
‘ผมจะรังเกียจณิชทำไมถ้าผมรังเกียจผมจะเคยขอเลี้ยงดูณิชได้เหรอ’ เขาแย้งทันที
‘แต่เพราะว่าณิชท้อง ผมรู้สึกผิดว่าทำณิชลำบากเป็นเรื่องนึงที่ผมไม่อยากมาเจอ ส่วนอีกเรื่อง...’ ชายหนุ่มเงียบไปนาน ก่อนจะพูดต่อเพราะว่าไหนๆ ก็คุยเรื่องนี้แล้ว
‘ผมกลัวจะห้ามตัวเองไม่ได้ ไม่ให้ไปเกาะแกะล่วงเกินณิชอีก’
ในห้องเกิดบรรยากาศเดดแอร์ไปชั่วขณะ ณิชชาปรับสีหน้าเป็นจริงจังเหมือนเดิม
‘งั้นคุณก็ต้องถอยไปให้ห่างก็ถูกแล้วค่ะ ณิชเองก็ไม่ให้อยากให้คุณเข้าใกล้เหมือนกัน’
‘แต่วันนั้นกับวันนี้ไม่เหมือนเดิม ณิชเรียนจบแล้ว มีอนาคตที่ดี มีงานดีๆ ทำแบบที่ณิชต้องการแล้ว’
‘ใช่ค่ะ ไม่มีอะไรเหมือนเดิม คุณเข้าใจก็ดีแล้วเอาเป็นว่าถ้าคุณอยากให้ณิชรับบ้านนี้ไว้ก็ตามนั้น แต่ห้ามมาทวงบุญคุณเรียกร้องอะไรจากณิชอีก’
‘ถ้าผมปากไม่ดีอีก อนุญาตให้ณิชทำอะไรก็ได้ แต่ผมไม่มีเจตนาทวงบุญคุณอะไรเลย ผมรู้ว่าแค่มีเงินหวานหวานก็โตมาแบบนี้ไม่ได้หรอก’
ขณะที่ทบทวนเรื่องข้อตกลงของวานนี้ อังกูรก็ถามต่อเพราะเห็นว่าหญิงสาวเงียบไปครู่ใหญ่
“แล้วผมทำผิดข้อตกลงตรงไหนล่ะ ถึงยังไงสักวันคุณสุหรือคนอื่นๆ ก็ต้องรู้ว่าณิชเป็นใคร ณิชไม่ได้อยากเป็นแม่น้องวินแบบเปิดเผยเหรอ”
เจอคำถามนี้ณิชชาก็ได้แต่อึ้ง แน่นอนเธออยากเป็นแม่ของลูกทั้งสองคนแบบเปิดเผย ไม่ต้องหลบๆ ซ่อนๆ อีกต่อไป
เธออยากเป็นแม่ที่เข้าใกล้ลูกได้ตลอดเวลา สามารถบอกกับทุกคนได้ว่าทั้งหวานหวานและวินเป็นลูกของเธอเอง เป็นคนที่เธอรักมากที่สุดในชีวิต