สามปีผ่านไป
ปกปราชญ์กลับมาถึงแผ่นดินไทยอย่างเงียบ ๆ เขาไม่ได้บอกให้ใครมารับไม่ว่าจะเป็นเพื่อนหรือคนที่ทำงาน ชายหนุ่มมีเวลาพักอีกหนึ่งสัปดาห์ก่อนจะต้องไปรายงานตัวที่บริษัท เขาจึงตั้งใจว่าอยากอยู่เงียบ ๆ ตามลำพังก่อน
เขาเรียกรถแท็กซี่สนามบินมาส่งที่บ้านซึ่งเคยเป็นเรือนหอของเขากับพริมาด้วย ปกปราชญ์ยังหวังลึก ๆ ว่าเมื่อกลับมาเขายังอาจจะได้พบเธอรออยู่ที่บ้านหลังนี้ แต่ชายหนุ่มก็ต้องผิดหวังเมื่อบ้านทั้งหลังเงียบสนิทและว่างเปล่า จากสภาพของบ้านทำให้รู้ว่าที่นี่ไม่มีคนอยู่มานานมากและอาจจะนานเท่าเวลาที่เขาไปญี่ปุ่นคือสามปีก็ว่าได้
'แนน... ไม่อยู่รอผมจริงๆ เหรอ' เขาคิดในใจ
หนึ่งปีก่อนหน้าที่จะกลับไทยเขาพยายามติดต่อเธอผ่านทางโซเชียลทุกช่องทางรวมถึงทางโทรศัพท์แต่ไม่เคยมีการตอบกลับของพริมา แม้กระทั่งติดต่อไปทางบ้านของหญิงสาวก็ไม่เคยได้คำตอบว่าพริมาไปไหน ทำอะไรอยู่
ทุกคนในครอบครัวของเธอยังคุยกับเขาเช่นเดิมแต่เป็นเขาเองที่เป็นฝ่ายไม่สบายใจหรือรู้สึกผิดที่ทำตามสัญญาที่เคยให้ไว้กับบิดามารดาของพริมาในวันแต่งงานไม่ได้
'ตราบใดที่ยังรักกันก็อย่าปล่อยมือกันนะลูก คู่ชีวิตคือคนที่เดินไปด้วยกัน เป็นคู่คิด ถ้ามีปัญหาอะไรก็อย่าทิ้งไว้ข้ามวันรีบเคลียร์กันนะลูก'
เขานึกถึงคำขอของคุณพริ้มมารดาของพริมา ในวันนั้นเขาตอบด้วยความมั่นใจมาก
'ผมจะดูแลแนนไปตลอด เราจะจับมือกันเดินไปด้วยกันแน่นอน คุณแม่ไม่ต้องกังวลนะครับ'
แต่เขาไม่เคยคิดว่าวันหนึ่งเขาจะเป็นฝ่ายผิดคำพูดเมื่อมีความก้าวหน้าทางการงานเข้ามาเป็นตัวแปร ปกปราชญ์ไม่สบายใจที่ผิดสัญญาด้วยการปล่อยให้ปัญหาล่วงเลยข้ามคืนมาจนเป็นเวลาสามปีที่เขาคิดว่าพร้อมที่จะเคลียร์ทุกอย่างกับพริมา แต่เขาไม่ได้รู้สึกผิดเพราะเขาแน่ใจว่าเขาทำเพื่อความมั่นคงในอนาคตและนั่นมันย่อมเป็นอนาคตของครอบครัวด้วย
ปกปราชญ์มาที่ร้านอาหารของพริมาที่ทำกับเพื่อน ชายหนุ่มมองร้านอย่างไม่แน่ใจเมื่อมันเปลี่ยนไปจากที่เขาจำได้อย่างสิ้นเชิง ร้านอาหารนั้นไม่มีอีกแล้วและกลายเป็นร้านขายเครื่องใช้สำหรับเด็กขนาดใหญ่แทน
“รับอะไรดีคะ” พนักงานขายต้อนรับเขาอย่างดี
“เอ่อ... ผมจำได้ว่าตรงนี้เคยเป็นร้านอาหารไม่ทราบว่าเปลี่ยนมานานหรือยังครับ”
พนักงานสาวทำท่าคิดก่อนจะตอบอย่างไม่แน่ใจ
“เอ... ร้านนี้ก็มีมาสองปีแล้วนะคะเท่าที่หนูมาทำงานที่นี่ แต่ก่อนหน้านั้นไม่แน่ใจค่ะ”
“ไม่เป็นไรครับ ขอบคุณมาก”
ชายหนุ่มเดินออกจากร้านนั้นและตัดสินใจกลับขึ้นรถยนต์เพื่อไปที่บ้านของคุณพริ้มมารดาพริมาแทน
“คุณผู้หญิงไม่อยู่ค่ะคุณโอม”
สาวใช้ประจำบ้านของพริมาแจ้งเขาว่าคุณพริ้มมารดาของหญิงสาวไม่อยู่บ้าน เมื่อเขามาขอพบท่านในบ่ายวันนั้น
“คุณแม่ไปไหน แล้วแนนล่ะอยู่ไหม”
“คุณแม่ไปโรงพยาบาลค่ะ พี่แนนก็อยู่ที่นั่นด้วย”
สร้อยสนตอบแทน เธอเป็นน้องสาวของพริมาหญิงสาวกำลังจะออกจากบ้านตามไปสมทบกับมารดาและพี่สาว มาได้ยินคำถามของอดีตพี่เขยพอดี
“ใครเป็นอะไรครับน้องหนม” ปกปราชญ์มีลางสังหรณ์แปลก ๆ แต่เขาภาวนาว่าขอให้มันไม่เกี่ยวกับพริมา
น้องสาวอดีตภรรยามองเขานิ่ง แววตามีแววขึ้งโกรธที่
ปกปราชญ์เข้าใจดีว่าเพราะอะไร แต่เธอก็ยอมตอบเสียงเรียบ
“พี่แนนเป็นลมค่ะ พวกเราเลยพาส่งโรงพยาบาลแล้วก็ได้รู้จากคุณหมอประจำของพี่แนนว่าเขาเป็นเนื้องอกในมดลูก พี่โอมกลับมาจากญี่ปุ่นแล้วเหรอคะ ถ้ามีเวลาและอยากไปเยี่ยมคนไข้ก็เชิญไปด้วยกันก็ได้”
ปกปราชญ์นิ่งขาแข็งเหมือนถูกสาป คำภาวนาของเขาไม่ส่งผลเมื่อทราบพริมาป่วยเป็นโรคร้าย
“คนไข้ตรวจพบเนื้องอกตั้งแต่สามปีก่อนแล้วครับ แต่ก้อนไม่โตมาก หมอนัดติดตามอาการมาเรื่อย ๆ การโตของมันทำให้สบายใจได้ในระดับหนึ่งว่าไม่ใช่เนื้อร้าย”
แพทย์เจ้าของไข้กล่าวกับญาติคนป่วยซึ่งปกปราชญ์ฟังอยู่ด้วย ชายหนุ่มคิดทบทวนคำพูดของหมอกลับไปกลับมา
'สามปีแล้ว' หมายถึงว่าพริมารู้ตัวว่าป่วยก่อนที่เขาจะไปญี่ปุ่น แล้วทำไมเธอไม่บอกเขา คำถามของเธอเมื่อสามปีก่อนกลับเข้ามาในความคิด
'แล้วความก้าวหน้ามันมีแค่ทางเดียวเหรอโอม ความก้าวหน้าหรือความสำเร็จที่เดินไปได้แค่คนเดียว โอมต้องการมันจริง ๆ ใช่ไหม'
เขาเพิ่งเข้าใจคำพูดประโยคนั้นของเธอในวันนี้เอง
“ผมกราบขอโทษครับแม่”
ปกปราชญ์ก้มลงกราบคุณพริ้มที่ห้องพักผู้ป่วย ตอนนั้น
พริมายังหลับอยู่เพราะฤทธิ์ยาแก้ปวดอย่างแรงที่หมอสั่งจ่ายระงับอาการปวดท้องของคนไข้
“ไม่เป็นไรลูก ชีวิตคู่เป็นเรื่องของคนสองคนรักได้ก็เลิกได้ เราไม่ผิดหรอกไม่ต้องคิดมาก”
“ไม่ครับแม่ ผมรักแนนรักมาตลอด ผมแค่อยากไปทำงานไม่ได้คิดอยากเลิกกับแนนเลย”
คุณพริ้มไม่ได้พูดอะไรเรื่องนี้อีก ลูกสาวนางโตแล้วและเด็กสองคนก็ตัดสินใจกันเองโดยที่ไม่ได้มาปรึกษาผู้ใหญ่ ท่านจึงไม่มีอะไรจะพูดหรือตำหนิไม่ว่าจะลูกสาวหรืออดีตลูกเขยก็ตาม
“วันนี้แนนคงยังไม่ตื่นง่าย พยาบาลเพิ่งมาฉีดยาให้เมื่อกี้ โอมกลับไปก่อนก็ได้นะ วันหลังค่อยมาเยี่ยมใหม่” คุณพริ้มตัดบท
“ไม่ครับแม่ ผมจะอยู่ดูแลแนนเอง แม่กลับไปพักผ่อนที่บ้านก็ได้นะครับตอนนี้ก็เย็นมากแล้ว”
“ไม่เป็นไรค่ะ ไม่ต้องรบกวนพี่โอมหรอก เรื่องของพี่แนนคนในครอบครัวเราดูแลกันเองได้”
สร้อยสนที่นั่งฟังมานานอดไม่ไหวจนต้องขัดขึ้น
“เอ่อ.. คุณ ผมว่าให้พี่เขยคุณช่วยดูพี่สาวหรือว่าจ้างพยาบาลพิเศษดีไหม ถ้าวันนี้คุณไม่กลับไปนอนบ้านเดี๋ยวพรุ่งนี้เราตกเครื่องนะ”
เสียงชายคนหนึ่งที่อยู่มุมห้องพูดขึ้นมา ปกปราชญ์เพิ่งได้หันไปมองเขาว่านอกจากเขาและคุณพริ้ม สร้อยสนแล้วยังมีคนอื่นอยู่อีกในห้องนั้น
“นั่นสิ หนมต้องไปทำงานพรุ่งนี้นี่ งั้นกลับไปเถอะลูกแม่อยู่กับพี่แนนเขาเอง” คุณพริ้มเห็นด้วยกับชายหนุ่มคนนั้น ท่านหันมาคุยกับเจ้าตัวโดยตรง
“แม่ฝากยายหนมด้วยนะคะคุณธง ขอให้งานราบรื่นค่ะ”
สร้อยสนลุกขึ้นด้วยอาการไม่เต็มใจนักแต่ก็ยอมลุกออกไปโดยดี โดยมีชายหนุ่มคนนั้นเดินไปด้วยกัน เมื่อคนทั้งสองออกไปแล้ว คุณพริ้มจึงพูดกับปกปราชญ์บ้าง
“แม่ว่าโอมกลับไปก่อนเถอะ แนนตื่นมาแม่จะบอกเขาว่าโอมมาหา”
ชายหนุ่มอยากดึงดัน แต่สถานะของเขาในวันนี้ที่หย่าขาดกับ
พริมาแล้วทำให้เขาไม่มีสิทธิ์จะดื้อแพ่ง ชายหนุ่มนึกด่าตนเองว่าสามปีก่อนเขาไม่ควรยอมหย่ากับเธอง่าย ๆ แบบนั้นเลย
“ครับแม่ พรุ่งนี้ผมจะมาแต่เช้า”
ชายหนุ่มกลับมาถึงเรือนหอหลังเดิม เขานึกย้อนไปในตอนสามปีก่อนหลังจากที่หย่าขาดกับพริมาแล้วและเดินทางไปญี่ปุ่นตามแผนเดิม เขาพบพริมาที่ญี่ปุ่นหลังจากเดินทางไปถึงที่นั่นแค่สามสัปดาห์
“นี่แนนพูดไม่รู้เรื่องเหรอ ผมบอกแล้วว่าทางบริษัทไม่อยากให้ครอบครัวผมมาด้วย”
เขาอดโมโหไม่ได้เมื่อเจอเธอในซูเปอร์มาร์เก็ตในวันจ่ายตลาดประจำสัปดาห์
พริมามองเขาแววตาเธอนิ่งขณะที่คุยกับเขา
“จำได้ค่ะ แต่ตอนนี้เราไม่ได้เป็นครอบครัวเดียวกันนี่คะ บริษัทคุณไม่น่าว่าอะไร หากคุณบังเอิญเดินไปเจอคนรู้จักโดยที่ไม่ได้ตั้งใจ”
ปกปราชญ์ชะงัก เขาลืมไปว่าหย่ากับเธอแล้ว กว่าจะรู้ตัวพริมาก็เดินจากไปไกล ชายหนุ่มรีบวิ่งตามไปจนทันเขาจับมือเธอไว้
“แนน อย่าโกรธผมได้ไหม ผมขอโทษสำหรับทุกอย่างแต่ว่ารอผมนะ สามปีเท่านั้นนะแนน”
พริมายืนนิ่งครู่หนึ่ง หญิงสาวเบี่ยงตัวออกจนข้อมือหลุดจากการเกาะกุม
“อย่าขอให้แนนรอคุณเลยค่ะ เรื่องของเรามันจบตั้งแต่เราคิดไม่เหมือนกันแล้ว จะสามปีหรือพรุ่งนี้หรือว่า...ชาติหน้า บางทีเราก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอะไรที่มาถึงก่อนกัน”
เธอถอยห่างจากเขา
“แนนแค่อยากมาเห็นว่าคุณสบายดีก็ดีใจแล้ว ที่เมืองไทยเราไม่ได้ลากัน งั้นเราลากันตรงนี้นะคะ ดูแลตัวเองดี ๆ นะ อย่าหักโหม อย่านอนดึก อย่าลืมกินข้าว” เธอหยุดเพื่อมองหน้าเขาอีกครั้ง
“ลาก่อนนะคะ”
ในวันนั้นเขาใจหายเมื่อเธอเดินจากไปจนลับตา ใจหนึ่งอยากวิ่งตามพริมาไปแต่อีกใจบอกตัวเองว่าสักวันเธอคงเข้าใจ คนทุกคนย่อมต้องเติบโตไปคู่กับมีความรักที่โตขึ้น
ถึงวันนี้เขารู้แล้วว่าคนที่ไม่เข้าใจอะไร ๆ คนที่ยังไม่โตในวันนั้นไม่ใช่พริมาแต่คือตัวเขาเองต่างหาก
“แนนตื่นแล้วเหรอลูก” เสียงมารดาที่ดังแว่วมาทำให้หญิงสาวที่เริ่มขยับตัวพยายามลืมตามอง
“คะแม่” เธอตกใจกับเสียงของตัวเองที่แหบแห้งพอ ๆ กับลำคอที่แห้งผาก นี่เธอหลับไปนานแค่ไหนกันนะ
“วันนี้แนนหลับไปนานเชียว ตาโอมมาแน่ะ” คุณพริ้มบอกบุตรสาวพลางส่งแก้วน้ำให้เธอจิบ
พริมาชะงักเธอเงยหน้ามองมารดา
“เขามาเหรอคะ”
“จ้ะ เขาจะขอเฝ้าแนนแต่แม่บอกให้กลับไป เห็นว่าเพิ่งกลับจากญี่ปุ่น”