พริมานอนคิดอะไรเงียบ ๆ ในระหว่างที่มารดาไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า ในห้องพักญาติที่แบ่งสัดส่วนช่วยอำนวยความสะดวกให้เต็มที่
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นจนเธอตกใจ พริมาหยิบมาดูมันเป็นเบอร์ที่เธอไม่เห็นมานาน นานเท่ากับปกปราชญ์ไปเมืองนอกก็ว่าได้ หญิงสาวกดรับเมื่อคิดว่าไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องหลบหน้าอดีตสามี
“สวัสดีค่ะ”
“แนนตื่นแล้วเหรอ นี่โอมเองนะเมื่อเย็นโอมไปหาแนนมาที่โรงพยาบาล” เขารีบพูดรัวเร็วเมื่อรู้ว่าเธอยอมรับสาย
“ค่ะ คุณกลับมาแล้วเหรอคะ”
“มาเมื่อวาน พอมาถึงผมก็ไปหาแนนที่ร้านแต่ไม่เจอเลยไปที่บ้าน เจอน้องขนมถึงรู้ว่าแนนป่วย”
“อ้อ...ค่ะ ขอบคุณนะคะที่มาเยี่ยมฉัน”
ปกปราชญ์นิ่วหน้ากับสรรพนามแทนตัวที่เปลี่ยนไปของพริมา แต่เขาก็คิดว่าเธออาจจะป่วย อาจจะไม่สบายตัว
“งั้นแนนนอนนะ ฝันดีครับพรุ่งนี้ผมจะรีบไปแต่เช้า”
“ไม่ต้องมาหรอกค่ะ พรุ่งนี้ฉันจะออกจากโรงพยาบาลแล้ว แค่มาวันนี้ก็ขอบคุณมากแล้วค่ะ สวัสดีนะคะ”
พริมาตัดสายไปนานแล้วแต่ปกปราชญ์ยังนั่งมองหน้าจอโทรศัพท์ เธอยังคงสุภาพและพูดดีกับเขาเหมือนที่เคยแต่มีอะไรบางอย่างที่บอกเขาว่าทุกอย่างไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว
'จะสามปีหรือพรุ่งนี้หรือว่า...ชาติหน้า บางทีเราก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอะไรที่มาถึงก่อนกัน'
คำพูดของพริมาในวันสุดท้ายที่พบกันเมื่อสามปีก่อนดังวนเวียนในหัว สามปีผ่านไปแล้ว วันพรุ่งนี้ยังมาไม่ถึงและเขาจะไม่ยอมให้เธอเป็นอะไรไป
“แนน ผมขอโทษที่เคยว่าแนนเห็นแก่ตัว ขอโทษที่เคยพูดว่าแนนไม่ได้รักผมจนอยากเห็นผมก้าวหน้า”
เขาพูดกับตัวเอง ถึงวันนี้เขารู้แล้วว่าเพราะพริมารักเขามาก เธอจึงขอหย่ากับเขาและไม่บอกว่าตัวเองกำลังป่วยเพื่อให้เขาได้ไปทำตามฝัน เธอคงรู้ว่าหากบอกเขา เขาต้องยอมสละโอกาสก้าวหน้าทางการงาน เขาต่างหากที่ไม่ได้รักเธอมากพอที่จะยืนข้างกันในวันที่เธอต้องการเขา
เช้าวันต่อมาปกปราชญ์ไปถึงโรงพยาบาลแต่เช้า ชายหนุ่มอาสาจะพาพริมากลับบ้านเองและให้มารดาของเธอไปพักผ่อนก่อน
“ผมจะดูแลเรื่องรับยากับคุยกับคุณหมอแล้วพาแนนกลับบ้านให้เองครับแม่ แม่กลับไปพักเลยก็ได้สีหน้าดูเพลีย ๆ แล้วนะครับไม่ต้องเป็นห่วง”
เพราะว่าวันนี้สร้อยสนน้องสาวต้องไปทำงานต่างจังหวัดแต่เช้า ทางบ้านจึงไม่เหลือใครเลยทำให้ชายหนุ่มอาสาดูแลพริมาแทนหญิงวัยกลางคนที่ดูแลคนป่วยมาตั้งแต่วานนี้แบบเต็มวัน
“ถ้าปวดท้องจนทนไม่ไหวคนไข้มาพบหมอก่อนเวลานัดได้ตลอดเวลาเลยนะครับ”
นายแพทย์เจ้าของไข้เข้ามาดูอาการพริมาอีกครั้งและลงความเห็นให้เธอออกจากโรงพยาบาลไปพักฟื้นที่บ้านได้
“แล้วไม่มีวิธีรักษาแบบให้หายขาดนอกจากการกินยาแก้ปวดไปเรื่อย ๆ เหรอครับหมอ” ปกปราชญ์ซักถาม
“ก็มีสองวิธีครับ ถ้าเนื้องอกโตมากขึ้นหรือความปวดมันรบกวนการใช้ชีวิตก็ผ่าตัดได้ หรืออีกอย่างถ้าคนไข้ตั้งครรภ์ตอนคลอดเจ้าก้อนเนื้อนี่จะหายไปด้วย”
“ถ้ามีลูกเนื้องอกนี่ก็จะหายไปด้วยเหรอครับหมอ” ปกปราชญ์ขมวดคิ้ว เขาจำได้ว่าก่อนเขาไปญี่ปุ่นเมื่อสามปีก่อน พริมาเคยพูดเรื่องลูกอยู่สักพักหนึ่ง แต่เมื่อเขาบอกว่ายังไม่อยากมีขอให้เธอคุมกำเนิดไปก่อนเธอก็เงียบไป
“แนนรู้ตัวว่าป่วยตั้งแต่เมื่อไหร่” หลังจากที่คุณหมอออกไปแล้วและทั้งสองรอเจ้าหน้าที่จัดการเอกสาร ชายหนุ่มจึงถามเธอเรื่องนี้
“ก่อนคุณไปญี่ปุ่นสองเดือน” พริมาตอบตามตรง ในวันนี้เธอไม่มีความจริงอะไรที่จะต้องเก็บไว้เพื่อไม่ให้กระทบกับเขาอีกแล้ว
“แล้วทำไมตอนนั้นแนนไม่บอกผมตรง ๆ ว่าป่วย นี่ด้วยใช่ไหมที่แนนเคยบอกว่าอยากมีลูก”
เพราะพริมาเองเคยพูดตอนก่อนแต่งงานว่าอยากอยู่กันสองคนก่อนหลาย ๆ ปีค่อยปล่อยมีลูก เขาเองก็เห็นดีด้วยเพราะอยากให้การมีลูกสักคนเกิดขึ้นในตอนที่ครอบครัวพร้อมจริง ๆ
“ฉันไม่อยากเป็นตัวถ่วงคุณ ถ้าฉันบอกแล้วคุณไม่ไปฉันก็กลัวว่าสักวันหนึ่งคุณจะเอาเรื่องนี้มาว่า ว่าเพราะฉันทำให้คุณไม่ก้าวหน้า หรือว่าถ้าบอกแต่คุณยังเลือกที่จะไปใจฉันคงไม่เหลือให้เจ็บอีก จะทางไหนก็ไม่ดีทั้งนั้น”
ปกปราชญ์หันหลังให้พริมาเขากระพริบตาถี่ ๆ ไม่ให้ร้องไห้ต่อหน้าหญิงสาว เธอเลือกทางที่ดีที่สุดสำหรับเขาเสมอ แล้วอะไรมันทำให้เขามองไม่ออก
ต่างคนต่างเงียบไปหลายนาที พริมาจึงเข้าไปทำธุระในห้องน้ำและเปลี่ยนเสื้อผ้าเพื่อกลับบ้าน เมื่อเธอเปิดประตูห้องน้ำออกมาเจอ
ปกปราชญ์ยืนรออยู่ หญิงสาวถอยหนีขยับขาอย่างตกใจเมื่อเขาทรุดตัวลงคุกเข่าตรงหน้า
“ผม... ขอโทษ แนนยกโทษให้ผมได้ไหม เราเริ่มกันใหม่ได้ไหม ผมจะไม่พลาดแบบนี้อีกแล้วต่อไปให้ผมดูแลแนนนะ”
นิรมลมาเยี่ยมเพื่อนที่บ้านหลังจากทราบว่าพริมาป่วย
“ทำไมแกไม่บอกฉันสักคำว่าเป็นเนื้องอกฮะแนน” หญิงสาวบ่นแต่คนป่วยรู้ดีว่าเพื่อนเป็นห่วง
“ก็มันยังไม่ต้องทำอะไรนี่เลยไม่รู้จะบอกให้กังวลกันทำไม ฉันแค่ต้องอยู่กับมันอย่างมีความสุข”
นิรมลค้อนพร้อมกับที่มองไปทางปกปราชญ์ที่กำลังจัดโต๊ะอาหารให้คนป่วย
“แล้วนั่นผัวแกกลับมาจากญี่ปุ่นแล้วเหรอ”
สีหน้าของพริมาสดชื่นน้อยลงเมื่อได้ยินคำถามของเพื่อน
“โบตั๋นแกอย่าลืมสิว่าฉันหย่ากับเขาแล้ว”
นิรมลเงียบก่อนจะเปลี่ยนเรื่องคุย
“แล้วหมอว่าไง จะรักษาทางไหนได้บ้าง แกจะฉีดยาคุมไป
เรื่อย ๆ แบบนี้ไหวเหรอ”
“หมอบอกว่ามันยังโตไม่มากไม่ต้องผ่าก็ได้ ประคองไปเรื่อย ๆ ใช้ชีวิตตามปกติได้อยู่ ปวดก็กินยา ปวดมากก็ไปฉีดยา”
“หรือไม่งั้นก็มีลูกซะ ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว”
นิรมลพูดถึงทางแก้อีกทาง เพราะส่วนมากแล้วกรณีผู้ป่วยเนื้องอกในมดลูกหากมีการตั้งครรภ์ เมื่อคลอดบุตรแล้วเจ้าเนื้องอกนั้นจะหายไปด้วย
“ฉันจะมีได้ยังไง ตอนนี้ฉันไม่มีผัว”
พริมากระแทกเสียงตอบ ขนาดตอนที่ยังมีอยู่ สามีในตอนนั้นยังไม่อยากมีลูกเลย
“แนนไปทานมื้อเย็นกันจะได้กินยา คุณโบตั๋นทานข้าวด้วยกันไหมครับ”
ปกปราชญ์มาส่งพริมาที่บ้านและไม่ยอมกลับ เขาอาสาดูแลคนป่วยแทนคุณพริ้มที่เหนื่อยมาหลายวัน
“ไม่เป็นไรค่ะไม่รบกวนดีกว่า พอดีมีนัดตอนค่ำ ๆ ด้วยค่ะ” นิรมลตอบปกปราชญ์จากนั้นเธอหันมาหาเพื่อนสาว
“ฉันไปละนะแก หายเร็ว ๆ ไม่ต้องห่วงงานนะ”
หลังจากที่นิรมลกลับไปแล้ว พริมาจึงตัดสินใจคุยกับปกปราชญ์ตรง ๆ
“คุณก็กลับไปได้แล้วค่ะ ฉันอยากพักผ่อน”
“ถึงผมอยู่แนนก็พักได้ ผมแค่อยากดูแลแนน”
ปกปราชญ์พูดเสียงอ่อน เขาเข้าใจดีหากว่าวันนี้พริมายังไม่ให้อภัย
“เพื่ออะไรคะ คุณจะมาดูแลฉันทำไมในวันที่เราไม่ได้เป็นอะไรกันแล้ว ฉันไม่ต้องการการดูแลของคุณอีกแล้ว”
ปกปราชญ์แทบจะหมดแรง เขาไม่อยากเชื่อว่าพริมาจะหมดรักเขาแล้วจริง ๆ
“แนนจะให้ผมทำยังไงเราถึงจะเริ่มกันใหม่ได้ ทำยังไงแนนถึงจะยกโทษให้ผม”
หญิงสาวส่ายหน้าไปมา เธอเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเองจะกลับไปเริ่มต้นใหม่กับเขาได้อย่างไร
“ฉันไม่มีอะไรจะยกโทษให้คุณ การที่เราโฟกัสคนละเรื่องไม่ได้หมายความว่าใครผิด คุณไม่ผิดเลยโอมที่คุณรักงานรักความก้าวหน้า เรื่องของเรามันก็แค่ถึงจุดที่เรารู้ว่าเราคิดไม่ตรงกัน ความต้องการของเราไม่ใช่เรื่องเดียวกันก็แยกย้ายกันไป มันไม่มีใครผิดค่ะ”
เหตุผลของปกปราชญ์เธอเข้าใจดี และไม่อาจจะเป็นคนเห็นแก่ตัวที่ทำลายความฝันของเขา แต่เธอเองก็ไม่มีเหตุผลที่ต้องทุกข์ใจอยู่ฝ่ายเดียวเช่นกัน
“ไม่สิแนน เรารักกันไง เรารักกันไม่ใช่เหรอมันต้องมีทางที่เราจะปรับตัวแล้วอยู่ด้วยกันได้”
“รักอย่างเดียวมันไม่พอหรอกโอม แต่เราต้องนับถือซึ่งกันและกันด้วย ที่ผ่านมาฉันพยายามที่จะปรับตัวเข้าหาคุณจนกลายเป็นคนที่คุณมองว่าฉันไม่มีสาระ ใช้ชีวิตไร้แก่นสารไปวัน ๆ ที่ชีวิตมีงานหลักคือวิ่งตามผัว จนถึงขนาดทำให้คุณต้องโกหกฉันว่าบริษัทคุณไม่ให้พาครอบครัวไปญี่ปุ่นด้วย ถ้าฉันเคยทำให้คุณรำคาญขนาดนั้นแล้ววันนี้เราจะเริ่มต้นกันใหม่เพื่ออะไร เพื่อให้ฉันกลับไปเป็นอีบ้าเหมือนเมื่อก่อนเหรอ”
ปกปราชญ์ตะลึงเมื่อพริมาพูดทุกอย่างที่เขาเคยคิดเมื่อสามปีก่อน แต่วันนี้เขารู้แล้วว่าเป็นเขาเองที่คิดผิด พริมาไม่ได้ผิดอะไรเลยเธอก็แค่ทำหน้าที่ภรรยา ส่วนเขาเป็นสามีที่ละเลยเธอจนกลายเป็นความเคยชิน
สามปีก่อนเขามุ่งมั่นกับงานและอ้างว่าทำเพื่อครอบครัว จนเขาลืมว่าคนทุกคนมีหลายหน้าที่ เขาเป็นคนทำงานที่ดีแต่เป็นหัวหน้าครอบครัวที่แย่และเป็นสามีที่ไม่ได้เรื่อง
“คุณกลับไปเถอะโอม เรากลับไปเป็นเหมือนเดิมไม่ได้หรอกเพราะมันไม่มีอะไรดีเลย คุณอาจจะเคยรักฉันแต่ความรักนั้นมันไม่มากพอเท่ากับที่คุณรักตัวเอง ส่วนฉันในวันนี้ฉันมีความสุขกับการหันมารักตัวเองแล้ว มากที่สุดฉันให้ได้แค่ความเป็นเพื่อนเท่านั้น”
ปกปราชญ์ต้องยอมถอยโดยการขอตัวกลับตามที่พริมาต้องการ แต่เขาตั้งใจไว้แล้วว่าจะพิสูจน์ตัวเองให้เธอได้เห็นว่าเขาไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
วันรุ่งขึ้นชายหนุ่มกลับไปหาบิดาของตัวเองที่จังหวัดทางภาคตะวันออก ตั้งแต่เขาออกจากบ้านเมื่อสิบกว่าปีก่อนตอนสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ เขาก็แทบไม่ได้กลับไปอีกเพราะไม่สนิทใจกับภรรยาใหม่ของบิดาหรือแม่เลี้ยงและลูก ๆ ของเธอ เขาจึงติดต่อบิดาทางโทรศัพท์มากกว่าการกลับไปเยี่ยมท่าน
“กลับมาจากญี่ปุ่นตั้งแต่เมื่อไหร่ล่ะลูก แล้วมาทำไมไม่บอกจะได้เตรียมของกินที่เอ็งชอบไว้ให้”
คุณปกป้องเจ้าของสวนยางพารารายใหญ่ประจำตำบลทักลูกชาย
“ผมกลับมาสามวันแล้วครับ ได้หยุดอยู่เลยแวะมาหาพ่อก่อน” เขามองไปรอบ ๆ ตัวบ้าน มันดูเปลี่ยนแปลงไปจากเมื่อก่อนที่เขาจำได้เยอะ
“ตาโอมมา... ดีใจจังเป็นหนุ่มใหญ่เชียว น้าเกือบจำไม่ได้แน่ะ”
อุบลมารดาเลี้ยงรีบออกมาต้อนรับ เธอดีใจมากที่ลูกเลี้ยงกลับบ้านหลังจากที่ปกปราชญ์แทบไม่กลับมาเลยตั้งแต่ไปเรียนมหาวิทยาลัยที่กรุงเทพฯ
“สวัสดีครับน้าบล”
ปกปราชญ์ยกมือไหว้มารดาเลี้ยง เวลาที่ผ่านมานานทำให้อคติที่เขาเคยมีกับอีกฝ่ายลดลงจนสามารถคุยกันได้แบบปกติ
“โอมรอเดี๋ยวนะ น้าไปเตรียมห้องให้ คุยกับพ่อไปก่อนจ้ะ”
อุบลกุลีกุจอไปดูห้องส่วนตัวของปกปราชญ์ที่เธอให้คนไปทำความสะอาดทุกเดือนแม้ว่าเจ้าของห้องจะกลับมาหรือไม่ก็ตาม
ชายหนุ่มตั้งใจจะพักที่บ้านสองวัน ในคืนนั้นเขาได้คุยกับบิดาตามประสาพ่อลูก ได้เปิดใจในแบบที่ไม่เคยได้ทำและได้รู้ว่าในอดีตตนเองก็เคยคิดอะไรผิดๆ มาไม่น้อย
“ผมขอโทษนะพ่อที่เอาแต่ความคิดตัวเอง ผมควรจะอยู่ดูแลพ่อดูแลครอบครัวด้วยซ้ำ แต่ก็ไม่เคยทำอะไรเลย”
สามปีที่ใช้ชีวิตตามลำพังที่ญี่ปุ่นทำให้ปกปราชญ์ได้รู้จักความโดดเดี่ยวอย่างแท้จริง สังคมของคนทำงานที่ดูเอื้อเฟื้อและเป็นมิตรต่อกันเป็นเพียงมารยาททางสังคม เทียบไม่ได้กับสายใยในครอบครัวที่มันอบอุ่นจะละลายความอ้างว้างในใจได้แบบที่เขาไม่รู้ตัว
ยิ่งเมื่อกลับมาพบว่าพริมาป่วยเขายิ่งกลัวการจากลา กลัวการสูญเสียโดยที่ยังไม่มีโอกาสทำอะไรดี ๆ เขาไม่โทษความทะเยอทะยานหรืออะไรทั้งนั้น แต่ทั้งหมดมันคือความผิดของเขาคนเดียว
“จะคิดอะไรมากล่ะโอม ลูกต้องมีชีวิตของตัวเองมันก็ถูกอยู่แล้ว จะมาดูแลพ่อทำไมพ่อยังแข็งแรงอยู่”
คุณปกป้องพูดยิ้ม ๆ เขาดีใจที่ได้ลูกชายคืนมา ดีใจที่มีโอกาสได้คุยกันแบบพ่อลูกอีกครั้ง
“ทางนี้ยังไม่มีอะไรให้ห่วง น้องแกก็เรียนใกล้จบแล้ว เรื่องอื่นน้าบลเขาก็ช่วยดูแลได้ เราก็มีหลานให้พ่อเร็ว ๆ แล้วกัน พ่อรออุ้มหลานอยู่”
อุบล มารดาเลี้ยงที่เขาเคยเข้าใจว่านางตั้งใจมาปอกลอกบิดาและยึดครองทุกอย่างที่เคยเป็นของแม่จนทำให้ปกปราชญ์เลือกหันหลังให้ครอบครัว เขาเพิ่งได้รู้ว่าที่จริงแล้วนางเป็นฝ่ายเข้ามาช่วยบิดาทำงาน ช่วยกอบกู้สถานการณ์สวนผลไม้ที่ย่ำแย่ด้วยการปลูกยางพาราเพิ่มอีกหลายร้อยไร่ ทำให้ฐานะการเงินดีขึ้นรวมถึงนำทรัพย์สินส่วนตัวมาช่วยพยุงกิจการด้วย
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของพริมาหรือครอบครัวเดิม ล้วนแล้วทำให้
ปกปราชญ์กระจ่างใจว่าเขาจะไม่คิดถึงแต่ตัวเองอีกต่อไป ยิ่งเมื่อบิดาพูดถึงหลานเขาก็ยิ่งคิดถึงพริมา ไม่รู้ว่าเธอจะให้โอกาสเขาอีกได้หรือไม่
“หายดีแล้วเหรอแนน ฉันว่าแกนอนพักผ่อนต่ออีกสักวันไหม” นิรมลทักทันทีที่เห็นพริมาเข้ามาในร้าน
ปัจจุบันร้านอาหารหมดสัญญาเช่าและย้ายมาอีกที่ พวกเธอจึงเปลี่ยนรูปแบบจากร้านอาหารกึ่งผับเป็นสวนอาหารแทน ทุ่มทุนในการเนรมิตสระน้ำขนาดใหญ่พร้อมซุ้มอาหารรอบสระที่มีความส่วนตัวสูง ลงทุนจ้างสถาปนิกชื่อดังมาออกแบบทำให้สวนอาหารแห่งใหม่ติดท็อปร้านอาหารแนะนำของเว็บไซต์และนิตยสารท่องเที่ยวสองปีซ้อน
ซึ่งในการปรับรูปโฉมขนาดใหญ่ทำให้ต้องใช้ทุนหลายสิบล้าน ทำให้พวกเธอจำเป็นต้องมีหุ้นส่วนคนใหม่ซึ่งถือหุ้นมากถึงร้อยละสี่สิบ และพวกเธอสามคนถืออีกคนละยี่สิบเปอร์เซ็นต์
“หายดีแล้ว มันก็ปวดตามปกติ แต่ว่าพอดีวันก่อนยาฉันหมด มันเลยดูแย่”
“สวัสดีครับสาว ๆ อ้าวคุณแนนผมยังไม่ได้ไปเยี่ยมเลย ออกจากโรงพยาบาลแล้วเหรอครับ”
เสียงห้าวดังขึ้นด้านหลัง ทำให้สองสาวหันไปมองเห็นชายหนุ่มอายุสามสิบต้น ๆ ส่งยิ้มละลายใจมาให้
“คุณมาร์ค...”