ร่างเล็กเดินหนีคนที่เหมือนต้องการหลอกล่อเธอทุกครั้งที่เจอกลับมายังจุดเดิม สายตาของเพื่อนมองอย่างเป็นห่วง ทันทีที่
นั่งลงบนเก้าอี้ปอร์เช่ก็รีบถาม
“ฌาไปไหนมา”
“เจอแมวน่ะ ก็เลยเล่นกับน้องแป๊บนึง”
เป็นอีกครั้งที่ฌานินรู้สึกไม่ชอบเลย หลังจากนั่งลงได้ไม่นาน สายตาก็พลันเหลือบไปเห็นร่างสูงของคนที่ทำให้กลางใจ
ของเธอปั่นป่วน เดินออกมาจากทางเดียวกันราวกับตั้งใจให้
ใครต่อใครสงสัย ความอึดอัดก่อตัวในอกจนต้องกำมือแน่น
ไว้บนตักเมื่อเขาเดินมาหยุดภายในเต็นท์
“พวกไอ้นิคซ์มาแล้ว”
เสียงของคูเปอร์ดังขึ้น เรียกความสนใจของทุกคนให้มอง
ไปยังรถสปอร์ตหรูที่แล่นเข้ามาพร้อมกันสามคัน ก่อนจะ
ชะลอความเร็วแล้วจอดสนิทเรียงรายอยู่ข้างสนาม
นิคซ์เปิดประตูลงจากรถพร้อมเด็กในทีมของเขาแล้วเดิน
เข้าไปทักทายคนกลุ่มใหญ่ที่กำลังยืนอยู่ในเต็นท์ ทว่าสายตา
กลับสะดุดเข้ากับผู้หญิงตัวเล็กที่กำลังนั่งอยู่ ความสวยของเธอเหมือนแม่เหล็กดึงดูดความสนใจของเขาไปทั้งหมด
“ว้าว สาวสวยคนนี้เป็นของใคร” เสียงแซวหยอกปนหยาบ
ดังขึ้นท่ามกลางกลุ่มผู้ชายที่ยืนกันอยู่
“มาซ้อมก็สนใจซ้อมไม่ใช่อย่างอื่น” คูเปอร์บอก ก่อนจะ
ขยับตัวมายืนขวางอยู่ตรงหน้าเพื่อนสนิทของน้องชาย
“อยากเดิมพันว่ะ เอามาแลกเปลี่ยนกันหน่อยดีไหม”
“ผู้หญิงไม่ใช่สิ่งของที่มึงควรเอามาเป็นเดิมพัน”
เสียงทุ้มเข้มของคลื่นดังขึ้นอย่างเย็นชา ประโยคนั้นฉุดให้
ทุกอย่างตกอยู่ในความเงียบ แม้เขาจะร้ายยังไงแต่ไม่เคยคิด
ลดค่าผู้หญิงด้วยการนำไปพนันหรือแลกเปลี่ยนเลยสักครั้ง
และประโยคนั้นก็ทำให้กลางใจของฌานินเต้นรัว ดวงตากลมมองแผ่นหลังกว้างของร่างสูงราวกับถูกมนตร์สะกด เพราะเธอเอง เคยถูกพ่อจะขายให้เสี่ยสรุจมาก่อน พอได้ยินเขาพูดคำนั้น
มันเหมือนถูกคนอื่นเห็นค่ามากกว่าคนในสายเลือด แถมยังเป็น
คนที่เธอคิดว่าร้ายกาจ
“ฮู้ว ไม่คิดว่าจะได้ยินคำนี้จากปากเสือตัวร้ายอย่างมึง”
เสียงแซวลอดออกมาจากปากนิคซ์พร้อมหัวเราะเบา ๆ
“พาเด็กมึงลงสนามอย่าปากดีให้มันมากนัก”
“คนสวย”
นิคซ์จงใจลากเสียงเรียก พลางเหลือบมองไปทางสาวสวยเพียงคนเดียวในกลุ่มผู้ชาย รอยยิ้มมุมปากของเขาแฝงความ
น่ากลัวจนเธอรีบก้มหลบ
“ไอ้นิคซ์” คูเปอร์กดเสียงแข็งตวาด ทำให้อีกฝ่ายแสดงแววตาไม่พอใจเท่าไร แต่สุดท้ายก็ยอมเดินไปยังสนามที่มีรถจอดรออยู่
คลื่นปรายตามองด้วยสีหน้าเคร่งขรึม ก่อนจะหันมาสั่ง
“พาเพื่อนมึงไปห้องรับรอง ถ้าเกิดอะไรขึ้นกูไม่รับผิดชอบ”
เมื่อได้ยินคำสั่งกร้าวจากเจ้าของสนาม ปอร์เช่รีบพยักหน้า ก่อนจะพาเพื่อนตัวเล็กไปยังห้องรับรองทันที เขาเคยมาที่นี่จึงรู้ว่าต้องไปทางไหน ฌานินเองก็รู้สึกโล่งใจที่ถูกแยกออกจากตรงนั้น เธอไม่ชอบเสียงรถเอาซะเลย และที่สำคัญการเห็นคนตัวสูง
ยืนในระยะสายตามันมักจะทำให้หายใจไม่ทั่วท้องทุกครั้ง
ภายในห้องรับรองค่อนข้างโล่งไร้การตกแต่ง สิ่งที่สะดุดตา
มีเพียงทีวีจอใหญ่ติดผนัง และโซฟาชุดหนึ่งวางตั้งอยู่กลางห้อง
ครืด~ สายเรียกเข้าจากโทรศัพท์ที่วางบนตักของร่างเล็ก
ดังขึ้น เมื่อก้มดูก็เห็นเป็นเบอร์เพื่อนสนิท เธอจึงรีบหยิบมากดรับ
“ว่าไงขวัญ” เสียงหวานเอ่ยถามปลายสาย ยกโทรศัพท์ขึ้น
ให้เห็นใบหน้าของตัวเองในสายวิดีโอคอล
(สบายใจขึ้นหรือยังแก เดี๋ยวฉันไปนอนเป็นเพื่อน)
“ไม่เป็นไร คงไม่มีอะไรแล้ว”
(ไม่เอา ฉันห่วง เดี๋ยวขนเสื้อผ้าไปนอนด้วยสามวัน)
“เอาไว้ถ้ามีคนตามอีก ฌาจะย้ายห้อง ขวัญอยู่กับแม่เถอะ แม่อยู่บ้านคนเดียวอันตรายเหมือนกันนะ”
(เฮ้อ แกดื้อจริง ๆ เลย แต่ฉันดีใจที่ได้ยินว่าจะย้ายห้อง)
ที่เพื่อนบอกแบบนั้นก็เพราะเคยพูดหลายครั้งแล้วเรื่อง
อยากให้เธอย้าย ที่หอพักค่อนข้างอันตราย แต่ฌานินก็ปฏิเสธ โดยให้เหตุผลว่าที่นั่นค่าเช่าถูก เธอไม่อยากฟุ่มเฟือย
(ไหนบอกว่าไปสนาม ตอนนี้แกอยู่ห้องใคร)
“อยู่ห้องรับรองที่สนาม”
(รู้สึกถึงความวีไอพีจัง พี่คลื่นก็ไปใช่ไหม อิจฉาสุด ๆ
อยากเจอบ้าง)
“อื้อ เขามา” ร่างเล็กตอบเสียงเบา ก่อนเสียงของเพื่อนอีกคนที่อยู่ด้วยกันจะดังขึ้น
“บ้าผู้ชาย”
(แล้วไงยะ! เออนี่เช่ ฉันสงสัย พี่คลื่นเลี้ยงเด็กไหม)
ปอร์เช่ขมวดคิ้วเหมือนกำลังคิด ไม่นานเขาก็โพล่งคำตอบออกมา “จากที่ไอ้เปอร์เคยเล่า พี่คลื่นไม่เคยเลี้ยงเด็กนะ
พวกเสือผู้หญิงไม่ชอบผูกมัด”
(เสียดาย อยากสมัครเป็นเด็กเลี้ยงเขาจัง)
ฌานินหันจอโทรศัพท์ไปทางเพื่อนที่นั่งข้างกัน ไม่ได้
ร่วมพูดคุยถึงเขาคนนั้น แต่เธอกลับฟังทุกประโยค จู่ ๆ ก็ร้อน
วูบวาบที่ใบหน้าขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ
“ยาก เห็นแบบนั้น พี่มันเลือกกิน”
(ถ้าใครได้เป็นเด็กเลี้ยงเขาคงโชคดีเนอะ ทั้งหล่อทั้งรวย
แบบนั้น ใครจะกล้ามายุ่งกับเด็กพี่คลื่น)
“ฌา”
“อะ อื้อ ว่าไงเช่” เพราะมัวแต่เหม่อกับความคิด เมื่อถูกเพื่อนสะกิดเธอถึงกับสะดุ้งแรงจนเกือบทำโทรศัพท์หล่นจากมือ
“เดี๋ยวเช่มานะ ออกไปข้างนอกแป๊บ”
“อื้อโอเค”
เมื่อปอร์เช่ออกไปแล้ว ฌานินคุยกับขวัญใจต่อพักใหญ่ กระทั่งเพื่อนขอวางสาย ดวงตากลมมองเวลาบนหน้าจอโทรศัพท์พร้อมถอนหายใจออกมาเบา ๆ นึกถึงเหตุการณ์เมื่อช่วงสาย
ก็รู้สึกกลัวขึ้นมา ผู้คนสมัยนี้น่ากลัวหากยังเจอชายคนเดิมอีก
เธอคงต้องย้ายห้องจริง ๆ
เวลา 19:00 น.
ฌานินกลับมาถึงที่พัก โดยมีปอร์เช่ขึ้นมาส่งถึงบนห้อง
เพื่อความปลอดภัย ก่อนกลับเขาสั่งให้เธอล็อกประตูให้ดี ถ้ามี
คนเคาะห้ามเปิดเด็ดขาดและให้รีบโทรหา
เมื่อเพื่อนกลับไปแล้ว เสียงถอนหายใจก็หลุดออกจากอก
แรง ๆ เฮือกหนึ่งอย่างไม่เข้าใจ ว่าทำไมชีวิตของเธอมักจะเจอ
แต่เรื่องราวร้าย ๆ ตลอด ตั้งแต่แม่เสียฌานินไม่เคยมีความสุข
อีกเลยกระทั่งถึงวันนี้
หลังอาบน้ำแต่งตัวเสร็จกำลังจะเอนตัวลงนอน ทว่า
เสียงเคาะประตูดังขึ้นแทรกความเงียบในห้อง ฌานินชะงัก
หัวใจดวงน้อยสั่นไหว ดวงตากลมเบนมองไปยังบานประตู
ที่ถูกเคาะซ้ำ ๆ ไม่หยุด มือเรียวรีบคว้าโทรศัพท์ขึ้นมา ตั้งใจ
จะพิมพ์บอกเพื่อน แต่แล้วกลับมีเสียงหนึ่งแว่วในความคิดราวกับเขากำลังเอ่ยกระซิบพูดข้างหู
‘ปลดบล็อกสิ ถ้ายอมอ้อนวอน พี่ยินดีช่วยหนูทุกอย่าง’
เขี้ยวเล็กกัดริมฝีปากแรง ๆ ขับไล่ความคิดบ้าบอนั้นออกไป เธอเปิดช่องแชตของเพื่อนสนิท นิ้วเรียวกำลังพิมพ์ข้อความ
ทว่ากลับหยุดค้างไปดื้อ ๆ เวลานี้มันเลยเที่ยงคืนมาแล้ว
หากส่งไปเพื่อนคงต้องตกใจและพากันเป็นห่วง
สุดท้ายเธอก็เลือกวางโทรศัพท์ลงช้า ๆ ปล่อยให้เสียงเคาะ
ดังก้องอยู่ในความมืดแล้วข่มตานอน
แสงแดดของเช้าวันใหม่สาดกระทบมายังเจ้าของ
ใบหน้าหวานที่กำลังเหยียดแขนออกจากผ้าห่ม เปลือกตาสีอ่อนเปิดขึ้นช้า ๆ และก็อย่างทุกวันที่เธอจะมองเพดานห้องราวห้านาที ก่อนจะลุกขึ้นไปอาบน้ำล้างหน้า เมื่อเสร็จแล้วก็ทำมื้อเช้าง่าย ๆ กิน
ก็อก ๆ ก็อก ๆ เสียงเคาะห้องดังขึ้นขณะคนตัวเล็ก
กำลังยกจานข้าวไปล้างเก็บ ฌานินวางของในมือลง ก่อนจะ
เดินไปยังประตูแล้วส่องตรงรูเล็ก ๆ เพื่อดู การที่เธออยู่ลำพัง
ตัวคนเดียวอย่างนี้ทำให้ต้องระวัง และเมื่อส่องดูไม่เจอใคร
นั่นยิ่งทำให้ความหวาดระแวงก่อตัวขึ้น
ขาเรียวรีบก้าวผละห่างจากประตู เดินกลับมาหยิบโทรศัพท์กดเข้าไปยังกลุ่มแชตของเพื่อนสนิท ความหวั่นกลัวทำให้
เธอตัดสินใจได้ทันทีว่าไม่ควรอยู่ที่นี่แล้ว
แชตกลุ่ม
ฌานิน: @ปอร์เช่
ฌานิน: ที่พี่เปอร์บอกว่าจะช่วยหาห้องใหม่ให้ มีแบบราคา
ไม่แพงมากหรือเปล่า เช่ช่วยถามให้ฌาได้ไหม
ปอร์เช่: เดี๋ยวถามให้ ฌาจะย้ายใช่ไหม
ฌานิน: อื้อ เมื่อคืนก็มีคนเคาะห้อง ตอนนี้อีก ฌาไม่อยากอยู่ที่นี่แล้ว
ปอร์เช่: ทำไมเมื่อคืนไม่ยอมบอก
ขวัญใจ: ทำไมไม่บอกตั้งแต่เมื่อคืน
เพื่อนทั้งสองคนของเธอพิมพ์คำถามส่งมาพร้อมกัน ฌานินจึงตอบกลับตามตรงว่ามันดึกมากแล้วไม่อยากรบกวน
อีกอย่างเธอไม่ได้เปิดประตูให้ใคร แต่ถึงจะอธิบายทั้งขวัญใจและปอร์เช่ก็บ่นด้วยความเป็นห่วงอยู่ดี
ปอร์เช่: คราวหลังไม่เอาแบบนี้นะฌา
ขวัญใจ: ใช่ ถ้าเกิดอะไรขึ้นมาจะทำยังไง
ฌานิน: สองคนไม่บ่นได้ไหม นี่ไง กำลังจะย้ายห้องแล้ว
ปอร์เช่: เดี๋ยวคุยกับไอ้เปอร์ให้
ฌานินถอนหายใจเบา ๆ ละสายตาจากจอมือถือเหม่อมองไปตรงหน้า เธอคิดว่าอาจจะต้องเข้าวัดทำบุญบ้างเพราะช่วงนี้ชีวิตเจอแต่อะไรก็ไม่รู้ คล้ายกำลังมีเคราะห์
… ทางฝั่งของคลื่น
สนามแข่งไร้ผู้คนวันนี้เขามาแค่เช็กของเดิมพัน เพราะพี่ชายสองคนต่างแต่งงานมีครอบครัวไปแล้ว เขาจึงต้องรับหน้าที่ดูแลสนามเต็มตัวหลังเรียนจบ
“เออเดี๋ยวกูช่วยดูให้ น้องย้ายออกก็ดีเหมือนกัน โซนนั้นอันตรายจะตาย ผู้หญิงตัวคนเดียวไปอยู่ได้ยังไง”
คูเปอร์วางสายจากน้องชาย เก็บโทรศัพท์ลงกระเป๋ากางเกง ก่อนหันไปถามเพื่อน “เช็กเสร็จยังวะ”
“มึงคุยกับใคร”
“ไอ้เช่ มันให้ช่วยหาห้องให้เพื่อน”
แม้ไม่ได้บอกชื่อว่าเพื่อนคนนั้นคือใคร แต่คลื่นกลับรู้ทันที ก่อนจะเสนอ “กูรู้จักหลายที่ให้ช่วยไหม”
“ถุ้ย จุดประสงค์มึงอะนะไอ้คลื่น” คูเปอร์รีบตอบกลับ
เหมือนรู้ทันความคิดของเพื่อนทุกอย่าง
คลื่นหัวเราะเบา ๆ เมื่อเพื่อนรู้ทันความคิดซึ่งเขาก็ไม่ได้เถียง “… แค่เอ็นดูน้อง”
“อย่ายุ่งกับฌานินเลย น้องไม่เหมือนกับที่มึงเคยเจอมา”
คูเปอร์รีบปราม ถึงจะรู้อยู่แล้วว่าเพื่อนดูสนใจผู้หญิงคนนั้นไม่น้อย แต่ตอนนี้คล้ายเริ่มจะหมกมุ่นขึ้นทุกที
“ไม่คิดเหมือนกันหรือไง” คลื่นพูดช้า ๆ พร้อมรอยยิ้มมุมปาก “ยิ่งแตกต่าง มันยิ่งน่าสนใจ”
“รีบไปเช็กของ” คูเปอร์กลอกตา ถอนหายใจยาว ๆ อย่างเหนื่อยหน่าย เขารู้ดีว่าเพื่อนคนนี้ไม่ค่อยฟังใคร และตั้งแต่รู้จัก
กันมาไม่เคยเห็นคลื่นให้ความสนใจผู้หญิงคนไหนเลย จะมีก็แค่ครั้งนั้นที่ไปแอบชอบคนมีเจ้าของสุดท้ายก็ผิดหวัง แต่มันผ่านมานานแล้ว
“แต่ถ้าเธอสนใจกู แบบนี้ก็ไม่ผิดอะไรจริงไหม เพราะกูไม่ได้เริ่ม” คลื่นแสยะยิ้ม สายตาคมกริบฉายแววเจ้าเล่ห์ รอยยิ้ม
ที่ยกขึ้นเต็มไปด้วยความอันตรายที่แม้แต่คูเปอร์เองยังรู้สึกได้
ริมฝีปากหยักขยับพูดต่อด้วยน้ำเสียงทุ้มเย็น “ในเมื่อลูกแมว อยากมาวิ่งเล่นในกรงเสือเอง”
“หยุดเลยมึง” คูเปอร์มองตาขว้างตวาดเตือนเสียงเข้ม
ไม่ได้เอาด้วยกับเกมบิดเบี้ยวของเพื่อน แต่คลื่นเพียงแค่ยักไหล่
“เรื่องห้อง กูอยากช่วย” เสียงทุ้มต่ำเอ่ย พลางล้วงหยิบบุหรี่ออกจากกระเป๋า “ผู้หญิงตัวเล็ก ๆ แบบนั้น จะปล่อยให้อยู่
ที่อันตรายได้ยังไง”
“ความหวังดีของมึง มันน่ากลัวแปลก ๆ นะ” ดวงตาหรี่ลงอย่างจับผิดความหวังดีนั้น “คนอย่างมึง คงไม่ช่วยใครฟรี”
“แล้วใครบ้าง ทำดีไม่หวังผลตอบแทน” ใบหน้าหล่อก้มลง
จุดไฟแช็กในมือ ก่อนจะพ่นควันสีขาวคลุ้งกระจายรอบตัว
พลันตวัดสายตาจ้องเพื่อนสนิทแล้วเอ่ยเสียงเรียบ “บอกไป
มีคอนโดปล่อยเช่า เดือนละพัน”
คูเปอร์ถึงกับขมวดคิ้วเข้ม เพราะนี่มันยุคสมัยไหนแล้ว
ห้องเช่าราคานั้นจะไปมีได้ยังไง เขาจึงถามกลับอย่างแปลกใจ “คอนโดไหนวะ เดือนละพัน”
“โซนที่กูอยู่”
“ย่านที่มึงอยู่ ค่าห้องไม่ต่ำกว่าสิบล้าน”
“กูแค่… อยากช่วย”
คลื่นยิ้มบาง ๆ ท่าทางเจ้าเล่ห์ทำให้เพื่อนสนิทถึงกับส่ายหน้าอย่างเหนื่อยใจอีกครั้ง เพราะเหมือนสิ่งที่ปรามไปก่อนหน้า
จะไม่ได้ทะลุเข้าไปในโสตประสาทของเขาเลย
“ของขาดหรือไงช่วงนี้ มึงดูหิวน้องมากเป็นพิเศษเลยนะ”
“คงงั้น ดูเหมือนจะพิเศษจริง ๆ” เสียงหัวเราะต่ำหลุดจากลำคอของคนตัวสูง ก่อนจะสูบดึงบุหรี่เข้าหนัก ๆ แล้วเคาะนิ้ว
เบา ๆ ตรงปลายมวนให้เศษเถ้าหล่นลงพื้น
“พิเศษกับมึง แปลว่าน้องซวยแน่”
“… โชคดีมากกว่า” คลื่นตอบกลับทันที รอยยิ้มบนมุมปากของเขาในตอนนี้ ดูไม่ปลอดภัยเลยสักนิด