สามวันต่อมา
ฌานินกำลังเก็บข้าวของภายในห้อง จนตอนนี้เธอยัง
แทบไม่อยากจะเชื่อว่ามีคนปล่อยเช่าคอนโดในราคาหนึ่งพันบาทจริง ๆ ห้องที่เธออยู่ตอนนี้ว่าถูกแล้ว แต่มันตั้งสี่พันแถมยัง
ไม่รวมค่าน้ำค่าไฟ
ครืด~ เสียงสายเรียกเข้าดังแทรกความเงียบภายในห้อง ฌานินที่กำลังนั่งพับผ้าเก็บลงกระเป๋าเอื้อมมือหยิบโทรศัพท์
จากโต๊ะใกล้ ๆ มาดู ก่อนดวงตากลมจะเบิกโต เมื่อเห็นชื่อ
ที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอว่า พ่อ
หลายเดือนแล้วที่เธอเลือกเงียบหาย ไม่แม้แต่จะติดต่อกลับ ทว่าครั้งนี้เกิดความลังเลจากส่วนลึกที่ยังเป็นห่วง หัวใจเต้นแรงคล้ายถูกบีบจนเจ็บก่อนปลายนิ้วจะค่อย ๆ กดรับสายในที่สุด
(หายไปอยู่ที่ไหน ไม่คิดจะติดต่อพ่อมาบ้างเลยหรือไง)
ทันทีที่กดรับสายยังไม่ทันได้พูดอะไร เสียงของพ่อก็แทรก
เข้ามาซะก่อน มือเล็กกำแน่นจนสั่นเบา ๆ
“ฌาไม่ติดต่อไปเพราะอะไร พ่อก็รู้ไม่ใช่เหรอคะ”
พูดเพียงไม่กี่คำ น้ำสีใสก็เอ่อรื้นขึ้นบนของตา เธอกำลังพยายามกลั้นไม่ให้เสียงสั่นเครือหลุดเข้าไปในสาย
(ตอนนี้พ่อเป็นหนี้เสี่ยจรันอยู่ห้าแสน มันหลอกให้เล่น
จนหมดตัว พวกมันกำลังตามหาตัวฌา จะเอาไปขัดดอก)
“พะ พ่อ” เสียงเล็กสั่นเครือ ความปวดร้าวกระแทกมา
กลางอกจากสิ่งที่เพิ่งได้ยิน
(ครั้งนี้พ่อไม่ได้ขายฌาให้ใครนะลูก แต่พวกมันมาค้นบ้าน แล้วไปเจอรูปของฌาเข้า)
“… ฮึก~ เมื่อไรพ่อจะเลิกเล่นการพนันสักที หมดทุกอย่าง
ไปแล้วไม่เหลืออะไรแล้วนะคะ อึก~”
ร่างเล็กปล่อยเสียงร้องไห้โฮออกมา ครั้งแรกในรอบ
หลายเดือนที่คุยกับพ่อ เมื่อรู้เรื่องราวว่าตอนนี้เธอกำลังถูก
คนของเสี่ยจรันตามตัว มันทำให้ทุกอย่างที่เกิดขึ้นตลอดหลายวันมานี้กระจ่างทันที ว่าทำไมถึงรู้สึกเหมือนมีใครคอยติดตามอยู่ตลอดเวลา
(พ่อแค่โทรมาเตือน โชคดีจริง ๆ ที่ฌารับสาย ยังไงก็
อย่ากลับมาที่บ้านเด็ดขาดเข้าใจใช่ไหม)
ความเป็นห่วงของพ่อ ไม่ทำให้ร่างเล็กรู้สึกดีขึ้นมาได้เลย
สักนิด เพราะสุดท้ายคนที่รับผลกรรมเหล่านั้นก็คือตัวเธอ
หลังวางสายฌานินร้องไห้สะอื้นแทบขาดใจกับชีวิต
ของตัวเอง เธอจะหนีได้ยังไงจะหนีไปที่ไหนนอกจากอยู่อย่างนี้
รอวันถูกคนของเสี่ยจรันจับตัวไป คนไม่มีที่ให้หลบซ่อนอย่างเธอ จะไปไหนรอด
แชตกลุ่ม
ขวัญใจ: ฌาแกเก็บของเสร็จหรือยัง เช่ยืมรถพี่เปอร์มาแล้ว กำลังจะไปหาแกนะ
เธออ่านข้อความในช่องแชตพร้อมยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาที่ไหลอาบแก้ม พยายามกลืนก้อนสะอื้นลงไปทั้งที่หัวใจยังเจ็บปวด
แต่ก็เหนื่อยเหลือเกินกับการต้องร้องไห้ซ้ำ ๆ ให้กับเรื่องที่พ่อก่อไว้ เสียงสูดหายใจเข้าลึก ๆ ดังขึ้น นิ้วเรียวกดแป้นพิมพ์ตอบเพื่อน
ฌานิน: อื้อ ใกล้เสร็จแล้ว
ขวัญใจ: โอเค กำลังไปนะ ถ้ามีเสียงเคาะห้องห้ามเปิดประตูให้ใคร ถ้าไปถึงฉันจะโทรหาแก
ฌานิน: ของไม่มีอะไรมาก กระเป๋าแค่สองใบ ฌาเก็บต่อ
ก่อนนะ เหลืออีกนิดเดียว
โทรศัพท์ในมือถูกวางลง ฌานินลุกขึ้นเดินหายเข้าไป
ในห้องน้ำเพื่อล้างหน้าล้างตา ไม่อยากให้เพื่อนเห็นดวงตาแดงก่ำของตัวเอง จากนั้นก็มาเก็บเสื้อผ้าต่อซึ่งเหลือไม่มากแล้ว
เธอนั่งพับผ้าใส่กระเป๋าอย่างเหม่อลอย เอาแต่คิดน้อยใจ
คนเป็นพ่อที่ติดการพนันไม่คิดจะกลับตัว ทั้งที่รู้ว่าผลลัพธ์ของมันทำให้ลูกสาวที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ต้องเดือดร้อนไปด้วย
กลางใจมันจุกแน่นน้ำตาจะไหลลงมาให้ได้แต่ถูกข่มกลั้นเอาไว้ ความอ่อนแอเป็นสิ่งที่ฌานินเริ่มเบื่อหน่าย เธออยากเป็นคนเข้มแข็งบ้าง
ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงเพื่อนของเธอก็มาถึง ประจวบเหมาะกับของที่เก็บเสร็จพอดี ปอร์เช่ช่วยยกกระเป๋าลงไปชั้นล่างให้
เขาพกปืนมาด้วย เป็นของพี่ชายให้เอาติดตัวไว้ป้องกัน เผื่อฉุกเฉิน
ทว่าความจริงเขาไม่เคยใช้ปืนจริงเลยสักครั้ง หากเกิดเหตุ กลัวว่ามือไม้จะสั่นจนทำอะไรไม่ถูกซะมากกว่า โชคดีที่ไม่มีอะไร เมื่อขนของขึ้นรถเสร็จ ทั้งสามคนก็รีบออกเดินทางมุ่งหน้าไปยังห้องพักใหม่ทันที
คอนโดย่านใจกลางเมืองพลุ่งพล่านไปด้วยรถหรูขับผ่าน
ไปมา แค่เพียงก้าวเข้าตัวตึกก็สัมผัสได้ถึงบรรยากาศกลิ่นอาย
ของความมีฐานะ แม้จะไม่ได้หรูหราเท่าตึกรอบข้าง แต่สำหรับ
ฌานินแล้ว มันดูมีราคามากเกินกว่าที่เธอคาดคิดไว้ด้วยซ้ำ
จนยังไม่อยากเชื่อหูตัวเองว่าจะถูกปล่อยเช่าในราคาเพียง
หนึ่งพันบาท
“เศรษฐีคนไหนเหรอเช่ เขารวยจนกล้าปล่อยเช่าคอนโดหรูขนาดนี้ในราคาหนึ่งพันบาทเนี่ยนะ” ขวัญใจเองก็รู้สึกไม่ต่างกัน แม้ไม่เคยอยู่ห้องคอนโดหรูระดับนี้มาก่อนสักครั้งในชีวิต แต่ก็พอคาดเดาราคาย่านนี้ได้ ว่ามันคงไม่ต่ำกว่าสิบล้านอย่างแน่นอน
“ไม่รู้ว่ะ เปอร์บอกว่าเป็นคนรู้จักของเพื่อน แล้วก็เพื่อน
ของเพื่อนมันอีกที ไอ้นี่มันสนิทคนรวย ๆ เยอะด้วย”
“อะไรมันจะซับซ้อนขนาดนั้น พี่คลื่นหรือเปล่า ไม่แน่นะ
ฉันว่า”
คำถามของขวัญใจฉุดให้เท้าเล็กของฌานินหยุดชะงักค้างกับพื้น เธอมัวแต่ดีใจที่ได้ห้องราคาถูกจนตาลุกวาว โดยไม่ทันคิดว่าอาจมีอะไรแอบแฝงซ่อนอยู่ ทว่าขณะกำลังสงสัยเสียงค้าน
ของปอร์เช่ก็ดังขึ้นมาคั่นกลางซะก่อน
“ไม่ใช่หรอกถ้าเป็นพี่คลื่นมันต้องบอกไปแล้วจะปิดเพื่อ”
ทั้งสามคนก้าวไปทางลิฟต์ ห้องอยู่ชั้นเจ็ดจากทั้งหมดสามสิบชั้น เมื่อผลักประตูเข้าไปภายในสิ่งแรกที่สะดุดตาคือพื้นที่กว้างขวาง เฟอร์นิเจอร์ตกแต่งครบครัน มีห้องนอนแยก มีครัวและโซนนั่งเล่น ตรงนอกกระจกใสบานใหญ่เป็นระเบียงกว้าง
“โห หรูอยู่นะ ไม่สิ มันดูดีเลยแหละ” ขวัญใจบอกก่อนจะ
ถามเพื่อนต่อ “เพื่อนพี่เปอร์มีใครปล่อยเช่าในราคานี้อีกไหม
ฉันอยากย้ายมาอยู่บ้าง”
ปอร์เช่ส่ายหน้า จากนั้นก็ลากกระเป๋าไปไว้ตรงประตูห้องนอน ส่วนฌานินกำลังเดินดูรอบ ๆ รูดเปิดผ้าม่านออก
ให้แสงเข้า ที่นี่ดูดีกว่าห้องเก่าของเธอหลายร้อยเท่า จนรู้สึกเกรงใจคนปล่อยให้เช่าที่คิดราคาถูกเกินไป
“อยู่แถวนี้ก็ดีเผื่อมีผู้รวย ๆ มาจีบแก” ขวัญใจยิ้มกริ่ม
พลางดันศอกใส่เพื่อนเล่น ๆ ก่อนจะถูกเสียงทุ้มของเพื่อนตัวสูงสวนขึ้นมา
“ฌาไม่ได้บ้าผู้ชายอย่างเธอนะขวัญ”
“มีก็ดี ฌาเหนื่อยแล้วเหมือนกัน” เสียงแผ่วเบาที่หลุดออกมาจากริมฝีปากของคนตัวเล็กทำให้บทสนทนาเงียบลง ขวัญใจกับปอร์เช่หันขวับมองเธอพร้อมกัน สีหน้าทั้งคู่เต็มไปด้วยความตกใจปนไม่อยากเชื่อว่าคำพูดแบบนั้นจะออกจากปากของฌานินจริง ๆ
“นี่แกจริงจัง หรือล้อเล่น”
“จริงจังสิ มีคนรวยมาจีบมันก็ดีไม่ใช่หรือไง สมัยนี้ทุกอย่างต้องใช้เงิน” คำตอบนั้นไม่ได้หลุดออกมาเพียงแค่อารมณ์ชั่ววูบ แต่เป็นความคิดที่เกิดจากความเหนื่อยหน่ายต่อชีวิตจริง ๆ
ฌานินรู้สึกท้อแท้กับการดิ้นรน เหนื่อยกับการพยายามอยู่คนเดียวในโลกที่ต้องใช้เงินเป็นสิ่งกำหนดทุกอย่าง ไหนจะเรื่องมีคน
ตามตัว
ชีวิตของเธอในตอนนี้… ราวกับกำลังถูกมรสุมสาดซัด
“ต้องดูด้วยนะ ผู้ชายบางคนก็ไม่ได้จริงจัง เอาเงินให้แล้ว
ก็หวังอย่างอื่น”
“แหม! คนเจ้าชู้อย่างนายมาพูดแบบนี้มันแปลกอยู่นะเช่” ขวัญใจรู้สึกเอ๊ะกับประโยคที่เหมือนจะดูดี แต่พอออกมาจากปากคนเจ้าชู้อย่างปอร์เช่ ทำให้เธออดแซวไม่ได้ พอเจ้าตัวถูกล้อ
ก็รีบสวนกลับทันควัน
“เจ้าชู้ แต่ไม่ได้รวยอะดิ ไม่เคยเอาเงินฟาดหัวใคร ถ้ามี
เงินเยอะคงจะเอาฟาดหัวตัวเองก่อนเลย”
ทุกคนหัวเราะออกมาพร้อมกัน ช่วงเวลาที่อยู่กับเพื่อน
ทำให้ฌานินผ่อนคลายจากเรื่องที่พูดคุยกับพ่อในวันนี้ลงได้มาก แต่รอยยิ้มของเธอก็ไม่ได้สดใสมากขนาดนั้น ยังเจือไปด้วย
ความทุกข์จากข้างใน
วันต่อมา
ฌานินออกไปหาซื้อของเข้าห้อง ทั้งของใช้จำเป็นที่ต้องมี
ติดไว้ และอาหารสดบางอย่างเอาไว้แช่ในตู้เย็นเพื่อทำกับข้าว
กินเองจะได้ไม่ต้องเสียเงินออกไปซื้อ ทว่าของที่ถูกหยิบใส่ตะกร้ามากที่สุดกลับเป็นมาม่า และปลากระป๋อง เนื่องจากราคาถูกและเก็บได้นาน เหมาะกับชีวิตที่ต้องประหยัดมาก ๆ อย่างเธอ
หลายครั้งที่เธอคิดจะหางานทำ แต่ในตอนนี้คงยากเพราะ
แค่ออกมาข้างนอกไม่นานก็หวั่นกลัว เอาแต่หวาดพะวงหน้าหลังตลอดเวลา
ดวงตากลมจับจ้องไปยังชั้นตรงเคาน์เตอร์คิดเงิน ที่มี
ซองบุหรี่วางเรียงอยู่เป็นแถว คนตัวเล็กชั่งใจอยู่พักใหญ่
กำมือแน่นด้วยความลังเล แต่สุดท้ายก็ยื่นมือออกไปหยิบมันขึ้นมาหนึ่งซองทั้งที่ไม่เคยสูบเลยแม้แต่ครั้งเดียว
“ขะ ขอไฟแช็กด้วยนะคะ”
“เป็นเด็กเป็นเด็ก ทำไมหัดสูบบุหรี่”
เฮือก! เสียงที่คุ้นหู ทำให้หัวใจหล่นวูบในเสี้ยววินาทีที่ได้ยิน
คนตัวเล็กสะดุ้งแรงก่อนจะรีบหมุนกลับไปทางด้านหลัง
อย่างตกใจ ดวงตากลมเบิกกว้าง มองอีกฝ่ายที่ยืนอยู่ในระยะใกล้จนได้กลิ่นน้ำหอมเฉพาะตัว ก่อนมีคำถามก็ผุดขึ้นมาในหัวทันทีว่า เขามาอยู่ตรงนี้ได้ยังไง
“มัวแต่มองผู้ชายแบบนี้ มันดูไม่ดีนะ”
… อันตราย
ฌานินรู้สึกได้ถึงความอันตรายอีกครั้งเวลาใกล้กับเขา
แต่จะถอยห่างก็ไม่ได้ เพราะตอนนี้ตัวของเธอยืนชิดกับเคาน์เตอร์คิดเงินแล้ว
“จ่ายเงินก่อนดีไหม?”
เขี้ยวเล็กงับริมฝีปากของตัวเองเบา ๆ รีบหมุนตัวหันหลัง
ให้อีกฝ่ายทันที จากนั้นก็หยิบเงินออกมา ทว่ายังไม่ทันได้จ่าย
จู่ ๆ คนด้านหลังก็ยื่นแบงก์พันให้พนักงาน
“เดี๋ยวจ่ายให้”
เสียงนั้นเอ่ยแทบจะชิดกับใบหูเล็ก ทำให้ฌานินแข็งทื่อ
ไปอีกครั้งนานหลายวินาทีกว่าจะดึงสติกลับมาได้ แต่หัวใจ
ยังไม่ยอมหยุดเต้นรัว ก่อนจะนึกย้อนไปถึงคำที่เพื่อนพูดเมื่อวาน ตอนคุยกันว่าคอนโดที่เธอเพิ่งย้ายเข้าอยู่เป็นของใคร
หลังจ่ายเงิน มือเล็กเอื้อมหยิบถุงข้าวของและหันมาเผชิญหน้ากับคนตัวสูงกว่าอีกครั้ง ดวงตากลมช้อนขึ้นสบกับเขา
ที่ก้มลงมา
“ขอบคุณค่ะ” เธอเอ่ยเสียงเบาแม้ไม่ได้อยากให้เขา
เป็นฝ่ายจ่ายแต่เป็นคนมีมารยาทมากพอ การเอ่ยคำขอบคุณ
จึงไม่ใช่เรื่องหนักหนา
“อ่า” คนตัวสูงพยักหน้ารับช้า ๆ
“ขอคุยด้วยได้ไหมคะ”
“ได้อยู่แล้ว”
รอยยิ้มที่ผุดขึ้นบนใบหน้าหล่อทำให้หัวใจดวงน้อยสะดุด
ไปชั่วขณะ เธอไม่เคยชอบรอยยิ้มแบบนั้นเลย แค่เพียง
มุมปากหยักยกขึ้นนิดเดียว ก็เหมือนกับเขากำลังหว่านเสน่ห์ใส่
คนอื่นได้ง่าย ๆ โดยไม่ต้องทำอะไร
เมื่อเดินออกห่างจากผู้คน ร่างเล็กหยุดนิ่ง พร้อมคนที่
เดินตามหลังก็หยุดลงเช่นเดียวกัน และทันทีที่หันมาก็ต้องผงะ เมื่อใบหน้าคมคายโน้มลงใกล้จนลมหายใจอุ่นแทบจะรดแก้ม
จึงต้องรีบถอยหนี หัวใจเต้นรัวระส่ำไม่เป็นจังหวะ
“ปะ เป็นเจ้าของห้องนั้นใช่ไหมคะ” เสียงหวาน
รีบเปิดประเด็นถาม
“หืม? พูดเรื่องอะไร” คิ้วเข้มเลิกขึ้นเล็กน้อย
“ห้องที่ฌาอยู่ เป็นของพี่คลื่นใช่ไหม”
“แทนตัวเองว่าฌาแบบนี้ น่ารักดี”
บนมุมปากไม่ใช่รอยยิ้มหวาน แต่มันซ่อนความเจ้าเล่ห์
และอันตรายเอาไว้ ฌานินไม่ได้ตอบ แต่ทอดสายตามองอีกฝ่ายราวกับกำลังจับผิด
“ว่าแต่” เขาขยับหน้าเข้าใกล้อีกนิด ก่อนจะเอ่ยถามต่อ
“ห้องที่หมายถึงคืออะไร?”
“เปล่าค่ะ ฌาคงเข้าใจผิดไปเอง” เธอเอนหนีอีกฝ่ายที่
โน้มลงมา มือเรียวพลันกำชับถุงที่ถือเอาไว้แน่น บ่นตัวเองในใจ
ที่คิดมากมายเกินไป “ขอ ขอตัวก่อนนะคะ”
“ให้ช่วยถือไหม”
“มะ ไม่ต้องค่ะ” ร่างเล็กตอบพลางก้มหน้าลง ไม่อยากสบตาเขานานเกินไป เพราะมันทำให้รู้สึกวูบหวิวภายในช่องท้อง
“แค่ถือขึ้นไปส่งบนห้อง กลัวอะไร”
“สนใจฌาขนาดนั้นเลยเหรอคะ” จากที่ก้มหลบ ตอนนี้
เธอกลับมีความกล้าเงยขึ้นมาประจันสายตาคมคู่นั้น
“หืม?” คลื่นเลิกคิ้วสูง ขณะมุมปากกระตุกยิ้มเล็กน้อย
ทำราวกับไม่เข้าใจคำถามของคนตัวเล็ก ทั้งที่เขาเข้าใจดี
“อยากได้อีกครั้ง แบบนั้นใช่ไหม”
คนตัวสูงเหยียดยิ้มเย็น เธอเป็นคนแบบไหนกันแน่ บางครั้ง
ก็ดูเหมือนไม่รู้เรื่องอะไรเลยสักอย่าง แต่หลายคำพูด กลับทำให้เขาอึ้งได้เสมอ
“ถ้าบอกว่าใช่แล้วจะยังไงต่อ?” สายตาคมฉายความเจ้าเล่ห์ “จะชวนขึ้นห้องหรือทำเป็นไม่ได้ยิน”
ฌานินนิ่งค้างได้แต่บ่นตัวเองในใจว่าไม่น่าถามเขาเกี่ยวกับเรื่องนี้เลยเพราะอีกคนไม่เคยปกปิดความต้องการ คำตอบตรงไปตรงมาของเขากระตุกให้หัวใจดวงน้อยเต้นแรงขึ้นหลายเท่าตัว
“ว่ายังไง” เสียงทุ้มเข้มถามย้ำอีกครั้ง เหมือนกำลังรอฟังคำตอบอย่างคาดหวัง
“ปกติเวลาอยากได้ใครก็พูดออกมาตรง ๆ เลยเหรอคะ”
“ทำไมต้องอ้อมค้อมให้เสียเวลา” เขาค่อย ๆ โน้มลง
ไม่ใกล้มากมองคนตัวเล็กที่เหมือนแข็งทื่อไปแล้ว ก่อนจะหัวเราะเบา ๆ แล้วเอ่ย “แต่รู้ไหม ฉันไม่เคยเสนอตัวให้ใครเลย”
“แปลว่าตอนนี้ พี่คลื่นเสนอตัวให้ฌาอยู่ใช่ไหม”
“ฉลาดดี”
ดวงตากลมสบกับความแพรวพราวปนเจ้าเล่ห์ที่ทอดมอง
ลงมา ราวกับมีบางอย่างบินวนภายในท้อง มันรู้สึกปั่นป่วนอีกแล้ว ฌานินเหมือนติดกับดักแม้จะไม่อยากเข้าใกล้ แต่ก็หนีไม่พ้น
กลับต้องวนมาเจอเขาอีก
คลื่นหยัดหลังตรงเต็มความสูง แค่นหัวเราะให้กับท่าทางเหมือนสติหลุดลอยไปไกลนั้น มันไม่ยากเลยที่จะอ่านออก
แม้คนตัวเล็กตรงหน้าจะดูต่างจากผู้หญิงที่เคยพบเจอ แต่มีหนึ่งอย่างเหมือนคนอื่น ๆ คือความสนใจที่เธอมีให้เขา ต่อให้พยายามเก็บซ่อนขนาดไหน แต่สายตากลับแสดงออกอย่างซื่อตรง