วันรุ่งขึ้นเขาไปพบทนายของท่านผู้หญิงศรีเพชร พบว่าทรัพย์สินที่เขาได้รับในส่วนที่ท่านเขียนพินัยกรรมมอบให้คือวังภัคสิริน อสังหาริมทรัพย์อื่นอีกจำนวนหนึ่ง เครื่องเพชรและเงินสดอีกหลายร้อยล้านบาท
ชายหนุ่มแจ้งให้ทนายโอนย้ายเงินสดในบัญชีไปที่ธนาคารของเพื่อนสนิทคือ ธาดา เสขสุรักษ์ ซึ่งเขาเดินทางไปเปิดบัญชีใหม่ที่ธนาคารโดยมีประธานกรรมการเป็นผู้รับเปิดเอง
“ได้ข่าวว่านายมีลูกปุบปับ มันเป็นไปได้ไงใหญ่”
ธาดาเล่าคร่าว ๆ ให้เพื่อนฟังว่าตนเองพบว่าสเปิร์มที่ฝากไว้ที่ธนาคารมีความผิดพลาดทางเทคนิค ทำให้มันถูกนำไปให้ผู้เข้าโครงการผสมเทียมรายหนึ่ง และการตรวจดีเอ็นเอพบว่าเด็กฝาแฝดทั้งสองเป็นลูกเขาจริง ซึ่งในปัจจุบันแม่เด็กก็คือภรรยาคนปัจจุบันของเขาด้วย
พันธกานต์เห็นรูปลูกชายหญิงของธาดาที่เจ้าตัวภูมิใจนักหนาแล้วอดนึกถึงเด็กหญิงที่พบวานนี้ไม่ได้ น่าจะวัยไล่เลี่ยกันราว ๆ สี่หรือห้าขวบกระมัง ชายหนุ่มรู้สึกคุ้นอย่างประหลาดเมื่อมองหน้าเด็กหญิงอลินแต่นึกไม่ออกว่าเคยเห็นที่ไหน อาจจะเป็นไปได้ว่าเป็นหลานสาวของอิงควัต
“น่ารัก ภรรยานายก็สวยดี ดีใจด้วย” เขาแสดงความยินดีแต่ทว่าในใจยังนึกไม่ออกว่าหากตนเองเจอเรื่องแบบธาดา จะยังสามารถยอมรับเด็ก ๆ ที่ไม่รู้จักเป็นครอบครัวได้สนิทใจแค่ไหน
“แล้วนายจะอยู่เมืองไทยนานแค่ไหน” ธาดาเป็นฝ่ายถามบ้าง ชายหนุ่มรับเอกสารเปิดบัญชีที่เพื่อนลงนามแล้ว เดินออกไปส่งให้เลขาหน้าห้องจัดการและเดินกลับมาคุยด้วยท่าทีผ่อนคลายขึ้น
“เที่ยวนี้น่าจะนาน เข้าออกประเทศยากไม่อยากทำเอกสารหลายรอบ คงจะต้องจัดการกับทรัพย์สินที่เพิ่งได้ด้วย” พันธกานต์ตอบ เขาคิดจะรีโนเวตวังที่ได้มาเป็นมรดกให้ทันสมัยขึ้นอาจจะได้อยู่ที่นี่หลายเดือน
เย็นนั้นพันธกานต์ได้รับรายงานเรื่องพนิตสินี แต่มันทำให้เขาตกใจจนพูดอะไรไม่ออกไปหลายนาที
“อะไรนะ นายบอกว่านินีเสียแล้วเหรอ”
แม้จะไม่ได้รักกันแบบคนรักแล้ว แต่พนิตสินีก็ยังเป็นเพื่อนที่ดีสำหรับเขาเสมอและเป็นคนที่เขาห่วงอยู่ตลอด ข่าวการเสียชีวิตของเธอจึงทำให้ชายหนุ่มใจหายได้มาก
“ครับ เธอป่วยหนักเป็นมะเร็งเม็ดเลือดหลังจากวันที่เธอโทรหาคุณพัทได้ประมาณหนึ่งเดือนก็เสียชีวิต”
“แล้วกระดูกเขาอยู่ที่ไหน นายสืบมาไหม” ชายหนุ่มถามเสียงเบา ยอมรับว่ายังตกใจมาก
“เอ่อ... ผมมีเรื่องที่จะต้องเรียนนายอีกเรื่อง คุณพนิตสินีเธอมีลูกสาวหนึ่งคนด้วยครับ ตอนนี้อายุห้าขวบกว่า ๆ แล้วผมคิดว่าน่าจะเป็นลูกคุณพัท”
“อะไรนะ” พันธกานต์ช็อก
“ครับ เธอคลอดหลังจากที่กลับเมืองไทยมาได้แค่หกเดือนเท่านั้น”
ชายหนุ่มเซ เขาหน้ามืดจนต้องทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ใกล้ๆ ในหัวมีแต่คำถามว่าทำไมพนิตสินีไม่บอกเขา หลังจากที่เธอกลับเมืองไทยเขายังได้คุยกับเธอหลายครั้ง เขารู้ว่าพนิตสินีมีเรื่องปิดบังแต่เข้าใจไปเองว่ามันเป็นเรื่องครอบครัวของเธอที่ไม่สมบูรณ์นักและหญิงสาวคงไม่อยากให้ใครรับรู้
“แล้วตอนนี้ลูกสาวฉันอยู่ที่ไหน”
“ผมได้ข้อมูลมาว่าก่อนเธอจะเสียไป เธอขายทรัพย์สินทั้งหมดที่มีฝากเงินใส่ธนาคารไว้เป็นชื่อของลูก และส่งลูกเข้าไปอยู่ในสถานสงเคราะห์ครับ เพราะไม่ไว้ใจญาติ ๆ หรือใครรอบตัว”
“อะไรนะ นินีส่งลูกฉันเข้าไปอยู่ในสถานสงเคราะห์” พันธกานต์พูดแทบเป็นตะโกน พนิตสินีท้องลูกของเขาไม่บอกสักคำเขายังไม่เจ็บเท่าที่รู้ว่าลูกสาวคนเดียวต้องถูกส่งเข้าไปในสถานสงเคราะห์เลย
วันต่อมาพันธกานต์ไปที่สถานสงเคราะห์ตามชื่อที่ได้ข้อมูลมาเพื่อขอพบบุตรสาวของพนิตสินี เขายังไม่สามารถพูดได้เต็มปากว่าเด็กหญิงเป็นลูกของเขาเพราะยังไม่มีการตรวจพิสูจน์ใดใด แต่เขาเชื่อว่าพนิตสินีไม่ใช่คนคบซ้อน
“สวัสดีครับคุณแม่จรุงจิต ผมพันธกานต์เพิ่งมาเมืองไทยได้ไม่กี่วัน เพิ่งทราบว่าเพื่อนเก่าเสียชีวิตไปและเธอส่งลูกเข้ามาอยู่ที่นี่ครับ”
“สวัสดีค่ะ ไม่ทราบว่าเด็กชื่ออะไรหรือว่าคนที่ติดต่อพาน้องเขาเข้ามาที่นี่ชื่ออะไรคะ”
นางจรุงจิตหญิงวัยห้าสิบห้าปี ผู้อำนวยการสถานสงเคราะห์มองลอดแว่นเมื่อพันธกานต์ขอเข้าพบและไม่อ้อมค้อม
ที่นี่เป็นสถานสงเคราะห์ของเอกชน รับดูแลทั้งเด็กกำพร้า ขัดสนยากจนหรือแม้แต่สตรีที่ถูกทำร้ายและไม่มีที่พึ่ง โดยได้ทุนการดำเนินงานจากภาคเอกชนหลายแห่งที่เป็นกำลังหลักด้านการเงิน
“เด็กหญิงอลิน แสงรัตนาครับ อายุห้าขวบ แม่ของเธอคือพนิตสินี แสงรัตนา” พันธกานต์บอกชื่อเด็กหญิงที่เขาจำได้ขึ้นใจ
นางจรุงจิตทำสีหน้าลำบากใจขึ้นมาทันที
“ถ้าเป็นหนูอลิน ทางเราคงให้คุณพบไม่ได้ค่ะ”
“ทำไมล่ะครับหรือว่าไม่ไว้ใจผม ผมมีหลักฐานว่ารู้จักแม่เด็ก จริง ๆ ผมสงสัยว่าอลินเป็นลูกสาวผมด้วยซ้ำ” พันธกานต์นิ่วหน้า เขาไม่เข้าใจว่าทำไมคนที่นี่จึงไม่ให้เขาเจอลูก
ผู้อำนวยการถอนใจ นางตัดสินใจแจ้งเขาตามตรง
“ที่พบไม่ได้คือว่าหนูอลินมีคนขออุปการะไปแล้วค่ะ นานเกือบปีแล้วนะคะคุณ”
“งั้นผมขอที่อยู่หรือเบอร์โทรครอบครัวที่รับอุปการะเด็กได้ไหมครับคุณแม่”
พันธกานต์ร้อนใจเมื่อได้ยินว่ามีคนขอรับอุปการะลูกสาวไปแล้ว เขาคิดไปร้อยแปดหากว่าครอบครัวใหม่ไม่ดี มีคนโรคจิตรังแกเด็กหรือลวนลามละเมิดทางเพศกับเด็กหญิงเขาจะทำอย่างไร
“ความจริงทางเราให้ไม่ได้หรอกค่ะ มันเป็นเรื่องส่วนตัวทางครอบครัวใหม่ก็คงไม่สะดวกใจที่จะติดต่อกับคนอื่น ๆ”
นางจรุงจิตรับรู้เหตุผลสำคัญที่พนิตสินีตัดสินใจส่งลูกสาวมาอยู่ที่นี่ก่อนจะเสียชีวิต เพราะแม่เด็กไม่ไว้ใจครอบครัวเดิมที่มีแต่คนเห็นแก่ตัว เธอเกรงว่าบุตรสาวคนเดียวจะมีภัยเพราะทรัพย์สินที่มีจึงเลือกทางที่ดีที่สุดในตอนนั้นคือการส่งเด็กหญิงวัยเพียงสามขวบมาที่นี่แทน
การโตในสถานสงเคราะห์อาจจะไม่สมบูรณ์แบบแต่อลินจะปลอดภัย จนกว่าที่เด็กหญิงจะอายุครบสิบแปด เมื่อนั้นเธอจะมีสิทธิ์ตัดสินใจว่าจะอยู่ที่ไหนได้ด้วยตัวเอง
“แต่ผมต้องพบอลิน ผมขอร้องได้ไหมครับให้ผมพบลูกเถอะ” พันธกานต์ขอร้องหญิงสูงวัยกว่าแบบที่เขาไม่เคยคิดว่าจะมีวันที่ตนต้องขอร้องใครแบบนี้
นางจรุงจิตถอนใจ นางไม่รู้จักว่าเขาเป็นใครแต่คงไม่ใช่คนไม่ดี นางจึงคิดว่าควรจะแจ้งอรวลีผู้ปกครองคนปัจจุบันของเด็กหญิงอลินให้ทราบเรื่องนี้ก่อน
“งั้นดิฉันขอแจ้งทางครอบครัวใหม่ของหนูอลินก่อนได้ไหมคะ”
“ผมจะรอตรงนี้ครับ” พันธกานต์ปักหลักไม่ไปไหน ในขณะที่จรุงจิตยกโทรศัพท์ขึ้นกดเบอร์ที่บันทึกไว้และโทรออก
อรวลีเครียดมากเมื่อได้รับแจ้งจากคุณแม่จรุงจิตว่ามีคนมาขอพบอลิน เขาอ้างว่าเขาน่าจะเป็นพ่อของอลินและต้องการพบลูกสาวมาก
'พ่อประสาอะไรปล่อยลูกให้อยู่ในสถานสงเคราะห์เป็นปีๆ กว่าจะมารับ' เธอนึกในใจและปฏิเสธอย่างไม่ลังเลว่าไม่ต้องการพบเขา และไม่อนุญาตให้ทางสถานสงเคราะห์ให้ข้อมูลของเธอไม่ว่ากรณีใด ๆ ทั้งสิ้น
'ไม่เป็นไรนะอลินของแม่ลี่ แม่จะปกป้องหนูเองลูกไม่ว่าไอ้คนนั้นมันจะเป็นใคร' เธอบอกตัวเอง
คืนนั้นเธอวิ่งไปดูลูกสาวกลางดึกเพราะได้ยินเสียงอลินกรีดร้อง เด็กหญิงมักจะละเมอร้องแบบนี้เพราะฝันร้ายเธอกอดลูกไว้แนบอก
“แม่จ๋า...” อลินร้องไห้สะอึกสะอื้น
“ไม่เป็นไรนะลูก หนูแค่ฝันร้ายค่ะแม่อยู่นี่”
“ม่าย ไม่ใช่แม่ลี่..ฮึก.ฮือ.. หนูเห็นแม่นินี” อลินจำมารดาที่แท้จริงของเธอได้ ความทรงจำในช่วงสามขวบที่เธอถูกมารดานำมาทิ้งไว้ที่สถานสงเคราะห์และแม่ไม่เคยกลับมาอีกเลย ทำให้เด็กหญิงมีแผลในใจ
อรวลีรู้เรื่องนี้จากจรุงจิตแต่เธอไม่สามารถบอกอลินได้ ว่าที่แม่นินีไม่กลับมาเพราะมาไม่ได้อีกแล้ว เธอได้แต่ปรึกษาจิตแพทย์เด็กซึ่งได้รับคำแนะนำว่า เวลาและความรักที่เธอมีให้อลินคือการเยียวยาที่ดีที่สุด