เช้าวันอาทิตย์ที่สดใส แสงแดดยามเช้าสาดส่องผ่านผ้าม่านบางๆ เข้ามากระทบเปลือกตาของอัมพิกา นาฬิกาปลุกดิจิตอลข้างเตียงแสดงเวลา 7:00 น. หญิงสาวครางเบาๆ ในลำคอ พลิกตัวหนีแสงแดดอย่างขี้เกียจ
ความคิดถึงสิ่งที่ต้องทำในวันนี้กับภูเมฆแล่นเข้ามาในหัว ความรู้สึกขี้เกียจและไม่เต็มใจก็ถาโถมเข้ามาทันที ราวกับมีใครเอาโซ่เส้นใหญ่มาถ่วงร่างของเธอไว้กับเตียง
"วันอาทิตย์ทั้งที... แทนที่จะได้นอนกลิ้งอยู่บ้าน ให้ตายสิ..." อัมพิกาพึมพำเสียงงัวเงีย
เธอค่อยๆ พยุงตัวลุกขึ้นจากเตียงด้วยความเอื่อยเฉื่อย ราวกับร่างกายไร้เรี่ยวแรง ขาเรียวก้าวลงจากเตียงอย่างเชื่องช้า เดินไปยังห้องน้ำด้วยท่าทางเหมือนคนละเมอ
"ทำไมต้องเป็นวันนี้ด้วยนะ วันหยุดทั้งที อยากจะดูซีรีส์ให้จบ หรือไม่ก็ไปเดินเล่นที่สวน" อัมพิกาบ่นพึมพำในขณะที่บีบยาสีฟันลงบนแปรง
อัมพิกาเปิดน้ำฝักบัว ปล่อยให้น้ำอุ่นไหลรดร่างกายอย่างเนิบนาบ เธอหลับตาพริ้ม ปล่อยให้ไอน้ำอุ่นๆ คลอเคลียผิว ราวกับต้องการดึงเวลาให้เนิ่นนานที่สุดเท่าที่จะทำได้
เธอปั๊มครีมอาบน้ำกลิ่นดอกไม้จางๆ ลงบนใยบัวเนื้อนุ่ม ฟองครีมสีขาวค่อยๆ ฟูมฟ่องขึ้นมาตามแรงบีบ เธอค่อยๆ ลูบไล้ใยบัวไปตามแขนเรียวอย่างแผ่วเบา ราวกับกำลังปรนนิบัติตัวเองในสปาสุดหรู มือขยับวนเป็นวงกลมเล็กๆ เชื่องช้า เนิบนาบ ขัดถูผิวหนังอย่างตั้งใจแต่ไร้จุดหมาย ราวกับต้องการซึมซับความนุ่มละมุนของฟองครีมให้ยาวนานที่สุด
เธอไล่ลงมายังแผ่นหลัง บิดตัวเล็กน้อยเพื่อถูให้ทั่วถึง สูดดมกลิ่นหอมอ่อนๆ ของครีมอาบน้ำเข้าปอดลึกๆ พยายามดึงความรู้สึกผ่อนคลายเข้ามาในจิตใจ แม้ว่าภายในจะยังคงรู้สึกกระวนกระวายและไม่เต็มใจกับสิ่งที่รออยู่
น้ำอุ่นไหลรดลงบนผิวกายช้าๆ ชะล้างฟองครีมออกไป อัมพิกาหลับตาพริ้ม ปล่อยให้น้ำไหลผ่านราวกับสายธารแห่งความเงียบสงบ เธอพยายามจดจ่ออยู่กับสัมผัสของน้ำที่ไหลผ่านผิวหนัง พยายามไม่ให้ความคิดถึงเรื่องราวที่จะเกิดขึ้นในบ่ายนี้เข้ามาวุ่นวายในหัว
เธอขยับตัวอย่างเชื่องช้า ฟอกครีมอาบน้ำ ถูตัว ราวกับทุกการเคลื่อนไหวต้องใช้ความพยายามอย่างมาก เธอรู้ดีว่าการอาบน้ำนานแค่ไหนก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงความเป็นจริงได้ เมื่อถึงเวลานัดหมายกับภูเมฆ เธอก็ไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้อยู่ดี มันเป็นเหมือนเงาที่คอยตามติด ไม่ว่าจะพยายามหนีไปไกลแค่ไหน สุดท้ายก็ต้องเผชิญหน้า
หลังจากอาบน้ำเสร็จ อัมพิกาเดินออกมาจากห้องน้ำด้วยผ้าเช็ดตัวคลุมร่าง เธอเช็ดผมหมาดๆ และเดินไปยังห้องครัว เปิดตู้เย็น มองหาวัตถุดิบสำหรับมื้อเช้า
"ทำอะไรกินดีนะ เอาแบบง่ายๆ ไม่ต้องพิถีพิถัน"
สายตาของเธอเหลือบไปเห็นไข่ไก่สองฟอง ต้นหอมที่เหลืออยู่ในตู้เย็น และขนมปังโฮลวีทที่วางอยู่บนเคาน์เตอร์
"ไข่คนใส่ต้นหอมกับขนมปังปิ้งก็แล้วกัน ง่ายดี" อัมพิกาตัดสินใจ
เธอจัดการทำอาหารเช้าง่ายๆ อย่างรวดเร็ว นั่งทานอย่างเงียบๆ โดยที่ความคิดยังคงวนเวียนอยู่กับเรื่องที่จะต้องไปกับภูเมฆ
หลังจากทานอาหารเสร็จ อัมพิกาก็เดินกลับเข้าไปในห้องนอน เปิดตู้เสื้อผ้า มองหาชุดที่จะใส่ไปข้างนอก
"ใส่ชุดอะไรดีล่ะเนี่ย ไม่ต้องสวยเป็นพิเศษหรอกมั้ง แค่สุภาพก็พอ" อัมพิกามองเสื้อผ้าในตู้
เธอหยิบกระโปรงผ้าฝ้ายลายดอกไม้เล็กๆ สีฟ้าอ่อน กับเสื้อยืดสีขาวแขนสั้นออกมาสวม จากนั้นก็หยิบรองเท้าแตะรัดส้นสีน้ำตาลอ่อนมาใส่ เธอหยุดยืนอยู่หน้ากระจก มองสำรวจตัวเองตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า
"ให้ตายสิ นี่มันอะไรกัน เตรียมตัวเสร็จก่อนเวลานัดตั้งเยอะขนาดนี้ เหมือนว่าเรา want สุดสุดไปเลยอ่ะสิ" เธอเบ้ปากเล็กน้อย พลางถอนหายใจ
มือเรียวจัดแต่งผมยาวสลวยที่ปล่อยตรงให้เข้าทรงเล็กน้อย แม้จะรู้สึกเบื่อหน่ายกับสถานการณ์ แต่สัญชาตญาณของหญิงสาวก็ยังคงทำให้เธออดไม่ได้ที่จะดูแลภาพลักษณ์ของตัวเอง
เธอเริ่มลงมือแต่งหน้าอย่างไม่ตั้งใจนัก เพียงแค่แต้มรองพื้นบางๆ ปัดแก้มสีชมพูอ่อนๆ และทาลิปสติกสีนู้ดที่ไม่โดดเด่น
เธอปรายตามองนาฬิกาบนผนังอีกครั้ง เวลาเพิ่งจะผ่านไปไม่กี่นาทีเท่านั้น ความรู้สึกกระวนกระวายใจเริ่มทวีความรุนแรงขึ้น อัมพิกาเดินไปยังโต๊ะเครื่องแป้งมองหาเครื่องประดับ
"ใส่อะไรดีนะ ไม่ต้องเยอะแยะ แค่พอให้ดูไม่โทรม"
มือเรียวหยิบสร้อยคอเงินเส้นเล็กที่มีจี้รูปดอกไม้มาสวม มองตัวเองในกระจกอีกครั้ง
"ดอกไม้... อีกแล้วเหรอเนี่ย..." อัมพิกาพึมพำ
เธอเงยหน้ามองนาฬิกาอีกครั้ง เวลาผ่านไปเพียงไม่กี่นาที แต่กลับรู้สึกยาวนานเหมือนชั่วโมง อัมพิกาลุกขึ้นยืน เดินไปยังหน้าต่าง มองออกไปยังถนนด้านนอกอย่างใจลอย
ได้แต่หวังว่าการไปเลือกดอกไม้กับภูเมฆในวันนี้จะจบลงโดยเร็วที่สุด โดยไม่มีเรื่องราววุ่นวายเกิดขึ้นอีก
เข็มนาฬิกาชี้ตรงเลขสิบพอดิบพอดี เสียงเครื่องยนต์ทุ้มนุ่มของรถซีโฟร์สีดำเงาวับคันหรูค่อยๆ แผ่วลงเมื่อจอดสนิทอยู่หน้าบ้านอัมพิกา ภูเมฆลดกระจกลงช้าๆ ใบหน้าหล่อเหลาคมคายฉายแววขึงขังเล็กน้อย ดวงตาคมกริบจับจ้องไปยังประตูบ้านด้วยมาดของผู้บริหารที่ดูมีอำนาจและพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์
อัมพิกาเดินลงจากบันไดบ้านด้วยท่าทางที่ไม่ได้รีบร้อนนัก เมื่อมาถึงรถ เธอก็เปิดประตูและนั่งลงบนเบาะข้างคนขับอย่างเงียบๆ โดยไม่ได้สบตาภูเมฆในทันที
"ตรงเวลาดีนี่ครับคุณอัมพิกา นึกว่าจะต้องรอให้เสียเวลาเสียแล้ว" ภูเมฆน้ำเสียงทุ้มนุ่มแต่แฝงความเหนือกว่าเล็กน้อย
อัมพิกาหันไปมองภูเมฆ "ดิฉันเป็นคนตรงต่อเวลาค่ะ และดิฉันก็พร้อมที่จะทำตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายเสมอ"
ภูเมฆเลิกคิ้วเล็กน้อย "หน้าที่...ฟังดูห่างเหินจังนะครับ นึกว่าจะได้ยินคำว่า 'ไปด้วยความยินดีค่ะ' เสียอีก" แอบยิ้มมุมปากเล็กน้อย
อัมพิกาฝืนยิ้มบางๆ "ยินดีค่ะ...ที่ได้มาปฏิบัติหน้าที่ในวันหยุดค่ะ"
ภูเมฆหัวเราะในลำคอเบาๆ และขยับเกียร์รถก่อนจะออกตัวอย่างนุ่มนวล “หวังว่ารสนิยมในการเลือกดอกไม้ของคุณจะไม่ขัดหูขัดตาเหมือนการแสดงออกบางอย่างนะครับ"
อัมพิกามองตรงไปข้างหน้า "ดิฉันเชื่อว่าดิฉันมีความเข้าใจในความสวยงามระดับหนึ่งค่ะ และดิฉันก็จะพยายามเลือกดอกไม้ที่ไม่ขัดหูขัดตาคุณอย่างแน่นอน" คิดในใจถ้าเลือกได้ ฉันจะไม่เลือกอะไรให้คุณเลย
และภายในรถก็กลับเข้าสู่ความเงียบ
รถซีโฟร์สีดำคันหรูแล่นเข้ามาจอดเทียบหน้าร้านดอกไม้ขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากตัวเมืองมากนัก ป้ายชื่อร้านตัวอักษรสีทองอร่ามบ่งบอกถึงความหรูหราและชื่อเสียง ดอกไม้หลากหลายชนิดถูกจัดเรียงไว้อย่างสวยงามทั้งด้านในและด้านนอกร้าน โดยเฉพาะดอกไม้นำเข้าจากต่างประเทศที่ดูแปลกตาและมีเอกลักษณ์โดดเด่น
ทันทีที่ภูเมฆดับเครื่องยนต์และก้าวลงจากรถ เจ้าของร้านซึ่งเป็นหญิงวัยกลางคน ใบหน้าคมสวยสง่า ท่าทางคล่องแคล่วและดูมีความรู้ ก็รีบเดินออกมาต้อนรับด้วยความกระตือรือร้นอย่างยิ่ง
คุณอลิสาเจ้าของร้านยิ้มละไมยกมือไหว้ภูเมฆ
"คุณภูเมฆ! ยินดีต้อนรับสู่ 'Flora Exotica' ค่ะ! ไม่ได้มาเยี่ยมเยียนร้านของเราเสียนานเลยนะคะ วันนี้มีดอกไม้นำเข้าคอลเลคชั่นใหม่ล่าสุด สดจากต่างประเทศเลยค่ะ!"
ภูเมฆยิ้มทักทายกลับอย่างสุภาพ แต่ยังคงมีมาดของผู้บริหาร "สวัสดีครับคุณอลิสา ผมอยากจะมาเลือกดอกไม้ไปจัดที่ห้องทำงานสักหน่อยครับ"
คุณอลิสาผายมือเชิญภูเมฆและอัมพิกาเข้าไปในร้าน "เชิญด้านในเลยค่ะคุณภูเมฆ! ตามสบายนะคะ ที่ร้านของเราคัดสรรดอกไม้ระดับพรีเมียมจากทั่วทุกมุมโลก ไม่ว่าจะเป็นกุหลาบแอนทีคจากอังกฤษ ทิวลิปสีหายากจากเนเธอร์แลนด์ หรือดอกไม้เมืองหนาวจากแถบสแกนดิเนเวีย รับรองว่าจะต้องมีดอกไม้ที่ถูกรสนิยมของคุณภูเมฆอย่างแน่นอนค่ะ!"
ภูเมฆผายมือให้อัมพิกาเดินนำเข้าไปในร้านก่อน
"เดี๋ยวผมขอเดินชมดูก่อนนะครับคุณอลิสา วันนี้พาผู้ช่วยคนพิเศษมาช่วยเลือกด้วยครับ" หันมายิ้มให้อัมพิกาเล็กน้อย
คุณอลิสาหันไปยิ้มให้อัมพิกาอย่างเป็นมิตรและให้เกียรติ
"ยินดีต้อนรับสู่ Flora Exotica นะคะคุณผู้ช่วย มีดอกไม้ชนิดไหนที่สนใจเป็นพิเศษไหมคะ หรืออยากให้ดิฉันแนะนำดอกไม้นำเข้าที่กำลังเป็นที่นิยมในช่วงนี้คะ"
อัมพิกาพยักหน้าเล็กน้อยให้กับคุณอลิสา ก่อนจะเริ่มเดินชมดอกไม้หลากหลายชนิดที่ถูกจัดเรียงไว้อย่างสวยงามภายในร้าน กลิ่นหอมหวนของดอกไม้นำเข้าจากต่างประเทศนานาชนิดอบอวลไปทั่วบริเวณ ผสมผสานกับความหอมละมุนของดอกไม้เมืองไทย สร้างบรรยากาศที่หรูหราและน่าประทับใจ
ภูเมฆเดินตามอัมพิกาเข้าไปในร้านอย่างช้าๆ สายตาของเขาก็จับจ้องไปที่ดอกไม้ต่างๆ ที่ถูกจัดวางอย่างประณีต แต่ก็ไม่วายที่จะเหลือบมองอัมพิกาเป็นระยะๆ ราวกับกำลังรอดูท่าทีของเธอในการเลือกดอกไม้
อัมพิกาเดินช้าๆ ชมดอกไม้ที่ถูกจัดเรียงอย่างสวยงามภายในร้าน แสงไฟสีส้มนวลส่องกระทบกลีบดอกไม้หลากสีสัน ทำให้ดูสดใสและมีชีวิตชีวาเป็นพิเศษ เธอหยุดมองดอกทิวลิปสีม่วงเข้มนำเข้าจากเนเธอร์แลนด์ พลางใช้ปลายนิ้วสัมผัสกลีบดอกเบาๆ
"สวยจังเลย..." อัมพิกาพึมพำกับตัวเอง
ภูเมฆเดินตามเข้ามาใกล้ๆ สังเกตเห็นความสนใจของอัมพิกา
"ทิวลิปสีม่วง...ก็สวยดีนะครับ ดูลึกลับน่าค้นหา เหมือนความคิดในใจของใครบางคน ที่เดาไม่ออกว่ากำลังคิดอะไรอยู่" เหลือบมองอัมพิกาเล็กน้อย
อัมพิกาชำเลืองมองภูเมฆเล็กน้อย ก่อนจะหันกลับไปสนใจดอกไม้
"ดอกไม้ก็คือดอกไม้ค่ะ ไม่จำเป็นต้องมีความหมายซับซ้อนเสมอไป"
เธอเดินต่อไปยังมุมดอกกุหลาบนำเข้าจากเอกวาดอร์ ที่มีดอกใหญ่สีแดงสด บานสะพรั่งอย่างงดงาม
ภูเมฆยังคงเดินตาม
"กุหลาบสีแดง... คลาสสิกตลอดกาล สื่อถึงความรักอันร้อนแรง เหมือน ความรู้สึกของเจ้านาย ที่อยากจะเห็นพนักงานทำงานอย่างเต็มที่และมีประสิทธิภาพ"
อัมพิกามองดอกกุหลาบด้วยสีหน้าราบเรียบ
"ดิฉันคิดว่าดอกกุหลาบสีแดงเหมาะกับการแสดงความยินดีมากกว่าค่ะ"
ภูเมฆแสร้งทำเป็นครุ่นคิด "อืมมม ก็จริงนะครับ แสดงความยินดี เหมือนตอนที่พนักงานทำตามคำสั่งได้อย่างไม่มีข้อโต้แย้ง น่าชื่นชมจริงๆ"
ทั้งสองเดินชมดอกไม้ไปเรื่อยๆ โดยมีคุณอลิสาคอยให้คำแนะนำอยู่ห่างๆ ภูเมฆมักจะหยิบดอกไม้ขึ้นมาพิจารณา แล้วก็ไม่วายที่จะหันมาแซะอัมพิกาด้วยคำพูดที่มีนัยแฝงอยู่เสมอ ในขณะที่อัมพิกาก็พยายามตอบโต้อย่างสุภาพและหลีกเลี่ยงการปะทะคารมโดยตรง
ภูเมฆหยิบดอกลิลลี่สีขาวช่อใหญ่ขึ้นมาดม
"ลิลลี่สีขาว ดูสง่างามบริสุทธิ์ เหมือนความตั้งใจของเจ้านาย ที่อยากจะมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับพนักงาน แม้ว่าบางครั้งพนักงานอาจจะไม่เข้าใจในเจตนานั้น"
อัมพิกามองดอกลิลลี่ด้วยความเฉยเมย
"ดอกลิลลี่สีขาวสวยค่ะ แต่กลิ่นค่อนข้างแรง อาจจะไม่เหมาะกับห้องทำงานที่มีพื้นที่จำกัด"
ภูเมฆวางดอกลิลลี่ลง
"นั่นสินะ บางสิ่งที่ดูสวยงาม ก็อาจจะไม่เหมาะสมกับทุกสถานการณ์ เหมือนกับความคิดเห็นบางอย่างที่ถึงแม้จะหวังดีแต่ก็อาจจะไม่ถูกกาลเทศะ"
อัมพิกาถอนหายใจเบาๆ เธอเริ่มรู้สึกเหนื่อยหน่ายกับการโต้ตอบที่แฝงไปด้วยการจิกกัดอยู่ตลอดเวลา เธอตัดสินใจที่จะตั้งใจเลือกดอกไม้ให้เสร็จโดยเร็วที่สุด เพื่อที่จะได้ออกจากสถานการณ์ที่น่าอึดอัดนี้
อัมพิกาชี้ไปยังดอกไม้กลุ่มหนึ่ง
"คุณภูเมฆคะ คุณชอบดอกไม้โทนสีไหนเป็นพิเศษไหมคะ"
"อืมมม ผมชอบอะไรที่ดูเรียบง่ายแต่มีสไตล์ สีเขียวอ่อนๆ หรือสีขาว เหมือนที่คุณเคยจัดไว้ตรง…" ชะงักไปเล็กน้อย "...ตรงล็อบบี้... ก็ดูสบายตาดีนะครับ"
อัมพิกาพยักหน้า
"ค่ะ... ดิฉันจะลองเลือกดอกไม้โทนนั้นดูนะคะ"
ในที่สุด ทั้งสองก็เริ่มให้ความสนใจกับการเลือกดอกไม้จริงๆ จังๆ มากขึ้น โดยมีคุณอลิสาคอยให้คำแนะนำเกี่ยวกับชนิดของดอกไม้ การดูแลรักษา และความหมายต่างๆ ของดอกไม้แต่ละชนิด บรรยากาศในร้านเริ่มผ่อนคลายลงเล็กน้อย แต่ก็ยังคงมีความตึงเครียดบางอย่างแฝงอยู่ระหว่างเจ้านายและลูกน้องคู่นี้
อัมพิกาเลือกดอกไฮเดรนเยียสีขาวอมเขียวอ่อนๆ ช่อใหญ่ และดอกลิลลี่สีขาวแซมด้วยใบไม้สีเขียวสดใสอีกเล็กน้อย เธอหันไปถามความคิดเห็นของภูเมฆ
อัมพิกาถือช่อดอกไม้ให้ภูเมฆดู
"คุณชอบดอกไม้ชุดนี้ไหมคะ สีดูสบายตาแล้วก็ไม่ฉูดฉาดจนเกินไป"
ภูเมฆพิจารณาดอกไม้ในมืออัมพิกาอย่างละเอียด ใบหน้าคมคายคลายความตึงเครียดลงเล็กน้อย
ภูเมฆพยักหน้าช้าๆ
"อืม ก็ดูดีนะ เรียบง่ายแต่ก็ดูมีสไตล์"
"ถ้าชอบ ดิฉันก็จะให้คุณอลิสาจัดช่อตามนี้เลยนะคะ"
"ครับ จัดตามนี้เลยครับคุณอลิสา แล้วก็ขอแจกันที่ดูเรียบๆ แต่ก็เข้ากับดอกไม้ด้วยนะครับ"
คุณอลิสา ยิ้มรับคำและเริ่มจัดดอกไม้ตามที่ทั้งสองเลือกอย่างคล่องแคล่ว ในระหว่างนั้น ภูเมฆก็เดินชมดอกไม้อื่นๆ ในร้าน ก่อนจะหยุดยืนอยู่ที่ดอกไม้ชนิดหนึ่งที่มีดอกเล็กๆ สีขาวนวลรวมกันเป็นช่อสวยงาม เขาหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาถ่ายรูปดอกไม้นั้น
ภูเมฆเดินกลับมาหาอัมพิกาที่ยืนรออยู่
"อัมพิกา...คุณรู้จักดอกไม้ชนิดนี้ไหมครับ"
โชว์รูปดอกไม้ในโทรศัพท์ให้อัมพิกาดู
อัมพิกามองรูปดอกไม้
"เหมือนดอกยิปโซฟิลานะคะ ที่เขาชอบเอาไปแซมกับดอกไม้อื่นๆ"
ภูเมฆพยักหน้าช้าๆ แต่สายตายังคงจับจ้องอยู่ที่รูปดอกไม้
"ใช่ครับ ยิปโซฟิลลา หรือที่บางคนก็เรียกว่า 'Baby's Breath' คุณรู้ไหมครับว่ามันมีความหมายว่าอะไร"
อัมพิกาคิดเล็กน้อย
"เอ่อ...เหมือนจะเคยได้ยินว่าหมายถึงความบริสุทธิ์หรือเปล่าคะ"
ภูเมฆยิ้มบางๆ อย่างอ่อนโยน
"ถูกต้องครับ ความบริสุทธิ์ ความไร้เดียงสา แต่จริงๆ แล้วมันยังมีความหมายที่ลึกซึ้งกว่านั้นอีกนะครับ มันยังหมายถึงความน่ารัก ความอ่อนโยน และความเอาใจใส่ต่อสิ่งรอบข้างด้วย"
ภูเมฆเงยหน้าขึ้นมองอัมพิกาอย่างตั้งใจ แววตาของเขาดูอบอุ่นและจริงจังอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
"ผมมองว่า ดอกยิปโซฟิลลานี่ เหมือนคุณเลยนะครับคุณอัมพิกา ถึงแม้จะดูเรียบง่าย แต่ก็มีความสวยงามที่น่ารักอยู่ในตัว แล้วก็เป็นคนที่ใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆเสมอเหมือนที่คุณดูแลความเรียบร้อยของโรงแรมเรานั่นแหละครับ" ภูเมฆน้ำเสียงนุ่มนวล
อัมพิกาถึงกับชะงักไปเล็กน้อยกับคำพูดที่ไม่คาดคิดของภูเมฆ ใบหน้าสวยเริ่มแดงระเรื่อ เธอไม่กล้าสบตาเจ้านายหนุ่มโดยตรง รู้สึกถึงความรู้สึกแปลกประหลาดที่เข้ามาจุกอยู่ที่อก
"คุณก็พูดเกินไปค่ะ..."
ภูเมฆยังคงมองอัมพิกาด้วยสายตาที่อ่อนโยน
"ผมพูดตามที่ผมรู้สึกจริงๆ นะครับ ดอกยิปโซฟิลลา มันดูบอบบาง แต่ก็แข็งแกร่งในแบบของมัน เหมือนคุณ..."
บรรยากาศในร้านดอกไม้เงียบลงชั่วขณะ มีเพียงเสียงลมหายใจเบาๆ ของทั้งสองคนที่บ่งบอกถึงความรู้สึกที่กำลังก่อตัวขึ้นอย่างเงียบๆ อัมพิกาไม่รู้จะตอบอะไร หลบสายตาด้วยความรู้สึกที่สับสนและประหลาดใจ ในขณะที่ภูเมฆก็ยืนมองเธอด้วยแววตาที่สื่อถึงความรู้สึกบางอย่างที่ลึกซึ้งกว่าคำพูดใดๆ
เมื่อคุณอลิสาจัดดอกไม้เสร็จเรียบร้อย ภูเมฆก็ชำระเงินและถือช่อดอกไม้ออกมาจากร้าน โดยมีอัมพิกาเดินตามหลังไปเงียบๆ
ภูเมฆเปิดประตูรถให้อัมพิกา
"เรียบร้อยครับหวังว่าดอกไม้พวกนี้จะทำให้ห้องทำงานผมสดชื่นขึ้นนะครับ"
อัมพิกาขึ้นรถอย่างเงียบๆ
"ค่ะ"
ภูเมฆขับรถด้วยท่าทีสบายๆ ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ในขณะที่อัมพิกาก็มองออกไปนอกหน้าต่างด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย