เมลบียังคงนั่งเหม่อลอย สายตาจ้องไปข้างหน้าแต่สมองกลับไม่รับรู้อะไรเลย เสียงอาจารย์ที่กำลังสอนอยู่หน้าห้องกลายเป็นเพียงเสียงพื้นหลังที่ผ่านหูซ้ายทะลุหูขวา
เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตอนนี้เรียนถึงไหน ไม่รู้ว่าสไลด์ขึ้นหน้าอะไร รู้แค่ว่า… สมองตัวเองไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเลยสักนิด
จนกระทั่ง…
“คุณชนัญชิดา พิบูลวงศ์ษา”
เสียงเรียกชัดเจนดังขึ้นกลางห้องเรียน แต่เมลบีก็ยังคงเหม่อ ไม่ได้ขยับ ไม่ได้ตอบสนองใด ๆ
ปึก!
น้ำตาลสะกิดแขนเธอแรง ๆ จนเมลบีสะดุ้งเฮือก
“อีเมล!” เสียงกระซิบดุ ๆ ดังข้างหู
เมลบีกะพริบตาถี่ ๆ ก่อนจะหันไปมองตามแรงสะกิด และในวินาทีนั้นเอง เธอก็ต้องชะงัก
ทั้งห้อง…
กำลังหันมามองเธอเป็นตาเดียว สายตาหลายสิบคู่ ทั้งสงสัย ทั้งขำ ทั้งจับผิด
เมลบีกลืนน้ำลายอึกใหญ่ หัวใจหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม ก่อนจะค่อย ๆ หันกลับไปมองหน้าห้องเรียน
อาจารย์ยืนอยู่ตรงนั้น มองมาทางเธอด้วยสีหน้าสงบนิ่ง แต่แฝงด้วยความจริงจัง
“เอ่อออ…คำถามว่าอะไรหรอคะ” เธอถามกลับ เสียงเบากว่าปกติเล็กน้อย
อาจารย์วางปากกาลงบนโต๊ะ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองตรงมาที่เธอ
“ถ้าคนไข้มีอาการ acute appendicitis (ไส้ตึ่งแตกเฉียบพลัน) และเริ่มมีสัญญาณของการแตก คุณคิดว่าข้อบ่งชี้ในการผ่าตัดเร่งด่วนคืออะไร”
ห้องทั้งห้องเงียบกริบ
ชนัญชิดากลืนน้ำลาย มือที่จับปากกาแน่นขึ้นเล็กน้อย
“เอ่อ…ถ้ามีอาการปวดท้องรุนแรงขึ้น กดเจ็บเฉพาะจุด มีไข้สูง เม็ดเลือดขาวเพิ่มขึ้น แล้วก็มีอาการ peritonitis (เยื่อบุช่องท้องอักเสบ) ค่ะ” เธอตอบช้า ๆ แต่พยายามคุมเสียงให้มั่นคง
อาจารย์พยักหน้าเล็กน้อย แต่ยังไม่ปล่อยผ่าน
“แล้วถ้าในห้องผ่าตัด พบว่ามีหนองกระจาย คุณจะเลือกวิธีผ่าตัดแบบไหน และต้องระวังอะไรเป็นพิเศษ”
เมลบีสูดหายใจลึกอีกครั้ง ก่อนจะยืดหลังตรงเหมือนรวบรวมสติทั้งหมดที่มี
“ถ้ามีหนองกระจายทั่วช่องท้อง…ควรเลือก open appendectomy (การผ่าตัดไส้ติ่งแบบเปิด) มากกว่าการผ่าตัดผ่านกล้องค่ะ เพื่อให้ล้างช่องท้องได้ทั่วถึง และลดความเสี่ยงการติดเชื้อหลังผ่าตัด”
เธอหยุดนิดหนึ่ง ก่อนจะเสริมต่อด้วยน้ำเสียงที่เริ่มมั่นใจขึ้น
“ต้องระวังภาวะ sepsis (ภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด หรือ ภาวะพิษเหตุติดเชื้อ), การบาดเจ็บของลำไส้ข้างเคียง และต้องให้ยาปฏิชีวนะครอบคลุมเชื้อแกรมลบกับ anaerobe (แอนแอโรบ) ค่ะ”
อาจารย์เงียบไปชั่วครู่ สายตาคมกริบมองเธอเหมือนกำลังชั่งน้ำหนักคำตอบ
ทั้งห้องเงียบจนได้ยินเสียงกระดาษขยับเบา ๆ
“ดี” เขาพูดสั้น ๆ “ถือว่ายังมีสติอยู่” ก่อนจะหมุนตัวกลับไปเขียนสไลด์ต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เมลบีทรุดไหล่ลง ถอนหายใจดังเฮือกทันที เหมือนเพิ่งรอดจากสนามรบ
“มึงตอบได้ไงอ่ะ” น้ำตาลเอียงหน้ามากระซิบ เสียงเบาจนแทบเป็นลมลมหายใจ
“กูนี่สมองว่างเปล่าไปหมดเลย”
เมลบีหัวเราะแห้ง ๆ
“ไม่รู้ดิ…ปากมันพูดออกไปเองอะ ตอนนั้นกูยังคิดเลยว่าถ้าผิดคือจบแน่”
“มึงนี่แม่งฉลาดเกินไปละ” น้ำตาลส่ายหัว “หรือไม่ก็ดวงดีฉิบหาย”
เมลบียกมือขึ้นกุมอกตัวเอง
“อย่าเรียกฉลาดเลย เรียกว่ามีดวง”
ทั้งสองคนหัวเราะเบา ๆ พร้อมกัน ก่อนจะเงียบลงทันทีเมื่อได้ยินเสียงชอล์กกระทบกระดานดัง แกร๊ก
อาจารย์หยุดเขียน แล้วหันกลับมามองทั้งห้องอีกครั้ง
เมลบีรีบก้มหน้าลงทันที กระซิบผ่านไรฟันเบา ๆ
“พอ…กูไม่อยากมีชื่อรอบสองแล้ว”
หลังจากเหตุการณ์นั้น เมลบีก็เหมือนถูกดึงสติกลับมาได้ในที่สุด เธอปรับท่านั่งใหม่ เก็บความคิดฟุ้งซ่านทั้งหมดเข้าลิ้นชักในหัว แล้วหันกลับมาจดจ่อกับสิ่งที่อาจารย์สอนตรงหน้าอย่างจริงจัง
เพราะถึงจะบ่นเก่ง
ถึงจะเพี้ยนเก่ง
แต่พอถึงเวลาเรียนจริง ๆ เมลบีก็เป็นคนที่ตั้งใจไม่แพ้ใคร สายตาที่เคยเหม่อลอยกลับมานิ่งอยู่ที่สไลด์ ปากกาขยับเขียนตามเนื้อหาอย่างรวดเร็ว สมองเริ่มทำงานตามจังหวะที่คุ้นเคย
เหมือนคนละคนกับเมลบีเมื่อไม่กี่นาทีก่อนอย่างสิ้นเชิง
สำหรับเธอ
เรื่องส่วนเรื่อง
เรียนคือเรียน
หลังจากจบคลาสเรียน ทั้งเมลบีและน้ำตาลก็ถอนหายใจออกมาพร้อมกันแบบไม่ได้นัดหมาย
ก่อนจะทรุดนั่งพิงเก้าอี้อย่างคนหมดแรง ราวกับพลังชีวิตถูกดูดออกไปจนเกลี้ยง
“นี่แค่เนื้อหายังขนาดนี้นะ” น้ำตาลบ่น พลางเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ “ปฏิบัติจริงจะขนาดไหนวะเนี่ย”
เมลบีไม่ตอบทันที
เธอเงยหน้ามองเพดาน ถอนหายใจยาวเหมือนคนสิ้นหวังกับชีวิต
“ทำไมถึงปล่อยให้กูติดหมอวะ…” เสียงบ่นพึมพำหลุดออกมาอย่างจริงใจ
น้ำตาลหัวเราะในลำคอเบา ๆ ก่อนจะลุกขึ้นยืน
“แต่ช่างมันเถอะ ไปแดกข้าวก่อน กูหิวละ”
เหมือนคำว่า ข้าว จะเป็นคำปลุกวิญญาณ
เมลบีรีบลุกขึ้นทันที ตาเป็นประกาย
“ไปดิ! โคตรหิว!”
ทั้งสองคนเก็บของยัดใส่กระเป๋าอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเดินออกจากห้องเรียนตรงไปทางลิฟต์
แต่พอมาถึง… ก็ต้องชะงัก
ช่วงเที่ยง ลิฟต์แน่นตามเคย นักศึกษายืนเรียงต่อแถวรอกันยาวเป็นขบวน
น้ำตาลถอนหายใจอีกครั้ง พลางหันมาถาม
“จะรอปะ”
เมลบีมองภาพตรงหน้าอยู่ไม่กี่วินาที ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสุภาพผิดวิสัยนิดหน่อย
“บันไดไหมคะ… เดินลงคงไม่เท่าไร”
น้ำตาลพยักหน้ารับ ก่อนจะเป็นคนเดินนำไปทางประตูหนีไฟ แต่เพราะบริเวณนั้นมีกลุ่มนักศึกษาจำนวนมากยืนรอลิฟต์กันแน่น ทั้งสองคนจึงต้องค่อย ๆ แทรกตัวฝ่าฝูงชนเข้าไปอย่างทุลักทุเล
ระหว่างนั้น เมลบีก็อดสงสัยไม่ได้
วันนี้คณะแพทย์ดูคึกคักผิดปกติ ไม่ใช่แค่นักศึกษาแพทย์ด้วยกันเอง แต่กลับมีนักศึกษาคณะอื่นปะปนอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะ… เด็กวิศวะ
“น้ำตาล” เมลบีเอ่ยขึ้น พลางเหลือบมองหนุ่ม ๆ เสื้อช็อปที่เดินผ่านไปมา “ทำไมคณะเรามีเด็กวิศวะเยอะจังวะวันนี้”
น้ำตาลเหลือบมองตาม ก่อนจะยักไหล่
“ไม่รู้ดิ อาจจะมีงานที่ต้องพึ่งคณะนั้นมั้ง” น้ำเสียงตอบไปแบบไม่คิดอะไรจริง ๆ
เมลบีแค่พยักหน้า รับคำตอบนั้นไว้ในใจ ก่อนที่ทั้งคู่จะมาถึงประตูหนีไฟ
น้ำตาลเป็นคนเปิดประตูออกก่อน เสียงบานพับดังเอี๊ยดเบา ๆ จากนั้นก็เริ่มก้าวลงบันไดไปทีละขั้น
ภายในโถงบันไดค่อนข้างเงียบ มีเพียงเสียงฝีเท้าและเสียงลมหายใจของผู้คนที่เดินสวนกันไปมา
บางคนเดินขึ้น
บางคนเดินลง
บางคนก็รีบก้าวลงไปก่อนจนลับสายตา
เมลบีเดินตามหลังน้ำตาลอย่างเงียบ ๆ
สมองเริ่มปล่อยวางเรื่องเรียน ปล่อยวางเรื่องชีวิต เหลือแค่ความหิวกับความหวังว่าจะได้กินข้าวเร็ว ๆ สักที
แต่ในจังหวะนั้นเอง…
“ไอกาย รอด้วยดิ ขายาวแล้วรีบเดินหรอไอสัส”
เสียงผู้ชายดังขึ้นจากด้านบนของบันได
เมลบีเงยหน้าขึ้นไปตามเสียงโดยอัตโนมัติ ก่อนจะเห็นร่างของใครบางคนกำลังเดินลงมา
เสื้อช็อปสีน้ำเงิน
รูปร่างสูง
ใส่แว่น
หน้าตา… หล่อใช้ได้เลยทีเดียว
และวินาทีที่สายตาของเมลบีจับจ้องไปที่ใบหน้านั้น หัวใจเธอก็แทบหยุดเต้น
เมลบีรีบยกกระเป๋าขึ้นมาปิดหน้าตัวเองแทบจะทันที การเคลื่อนไหวเร็วเกินกว่าจะคิดทันด้วยซ้ำ
เพราะเธอจำเขาได้ จำได้ชัดเจนเกินไป เขาคือ คนนั้น คนในลิฟต์ คนที่เธอไม่อยากเจอหน้าไปตลอดชีวิตนี้ คนที่ทำให้เธออยากมุดแผ่นดินหนีทุกครั้งที่นึกถึงเหตุการณ์วันนั้น
“สกาย”