ช่วงที่เมลบีกำลังก้าวลงบันไดอยู่นั้น เป็นจังหวะเดียวกับที่เขาเองก็เดินลงมาถึงชั้นเดียวกับเธอพอดี
หัวใจเมลบีกระตุกวูบ
เธอรีบยกทั้งมือทั้งกระเป๋าขึ้นมาปิดหน้าแทบจะทันที ราวกับหวังว่าถ้าไม่เห็นหน้า เขาก็คงจำเธอไม่ได้
ทว่า…
“อีเมล ยืนปิดหน้าปิดตาทำเหี้ยไรเนี่ย หิวข้าวรีบ ๆ เดินดิ”
เสียงของน้ำตาลดังขึ้น พร้อมกับเดินย้อนกลับมาคว้ามือและกระเป๋าของเมลบีลงอย่างไม่ใยดี
เมลบีแทบอยากกรีดร้อง ได้แต่แอบด่าน้ำตาลในใจเป็นชุด ๆ ก่อนจะรีบก้มหน้าแล้วก้าวลงบันไดต่ออย่างรวดเร็ว
แต่โชคร้าย…
เขาก็เริ่มก้าวลงตามมาพอดี
กลายเป็นว่าตอนนี้
ร่างสูงของเขากำลังเดินลงบันไดตามหลังเธออยู่ไม่ไกล
เมลบีรู้สึกได้ถึงการมีอยู่ของเขา แม้จะไม่ได้หันกลับไปมอง เสียงฝีเท้าที่ดังอยู่ด้านหลังทำให้หลังเธอร้อนวูบอย่างประหลาด
“คณะแพทย์คนแม่งโคตรเยอะเลยว่ะ”
เสียงของเพื่อนเขาเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบลงเล็กน้อย
“อืม”
เสียงตอบของเขาดังขึ้นตามมา เสียงทุ้มต่ำ นิ่งเฉย จนเมลบีรู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งตัว
แค่คำว่า “อืม” คำเดียว แต่ทำไมมันถึงฟังดู… น่ากลัวขนาดนี้ เหมือนเขารู้… เหมือนเขาจำได้… เหมือนเขากำลังมองมาที่เธออยู่
เมลบีกลืนน้ำลายอึกใหญ่ รีบก้มหน้าก้มตาเดินลงต่อ เร็วขึ้นอีก น้ำตาลที่เดินนำอยู่ข้างหน้า หันมามองเพื่อนแล้วขมวดคิ้ว
“มึงเป็นอะไรของมึงเนี่ย ทำไมเดินเหมือนผีหลอก”
“ปะ… เปล่า! กูแค่… หิว!”
เมลบีตอบตะกุกตะกัก แล้วรีบเร่งฝีเท้าให้ทันน้ำตาล แต่เสียงฝีเท้าด้านหลังยังคงตามมา ไม่เร็วขึ้น แต่ก็ไม่ช้าลง
เหมือน… เขาไม่ได้รีบ แต่ก็ไม่ได้ปล่อยให้เธอหายไปง่าย ๆ
เมลบีแอบเหลือบมองลงไปที่ขอบบันได เห็นเงาร่างสูงของเขาทาบทับบันไดด้านล่าง แล้วก็รีบหันหน้าหนีทันที
“ตายแล้ว… เขาจำกูได้แน่ ๆ เลย”
เมลบีคิดในใจ ขณะที่ก้าวเท้าลงบันไดชั้นสุดท้ายอย่างทุลักทุเล “ตายแล้ว… ถ้าเขาจำกูได้จริง ๆ กูต้องทำยังไงดีวะ วิ่งหนีเลยมั้ย หรือทำเป็นไม่เห็น…”
แต่ยังไม่ทันได้คิดให้จบ
ตึง! ตึง! ตึง!
เสียงฝีเท้าวิ่งลงบันไดดังสนั่นจากด้านบน เร็วและแรงจนเหมือนคนกำลังรีบหนีอะไรสักอย่าง
เมลบีหันขวับ แต่ไม่ทัน
ปัง!
ร่างของใครสักคนพุ่งลงมาชนเข้ากับหลังเธอเต็มแรง
“อ๊ะ!!”
เมลบีเสียหลัก ร่างเล็ก ๆ ของเธอเซไปข้างหน้า ขาเกือบจะพลาดก้าว ขอบบันไดชั้นล่างอยู่ตรงหน้าแล้ว เธอรู้สึกเหมือนโลกหมุนคว้าง มือทั้งสองข้างโบกไปมาไร้จุดยึด จิตใต้สำนึกตะโกนว่า “ตายแน่!”
แต่ทันใดนั้น…
พรึ่บ!
มือใหญ่แข็งแรงข้างหนึ่งโผล่มาจากด้านหลัง คว้าเอวเธอไว้แน่น ฝ่ามืออุ่น ๆ กดลงตรงช่วงเอวเบา ๆ แต่แรงพอที่จะดึงร่างเธอกลับมาให้ยืนตรงได้ทัน
เมลบีชะงักค้าง หายใจติดขัด หัวใจเต้นรัวจนแทบจะหลุดออกมาจากอก
เธอค่อย ๆ หันหน้ามองช้า ๆ
มือที่กำลังจับเอวเธออยู่… เป็นมือของเขา
หนุ่มวิศวะแว่นคนนั้น ยืนอยู่ข้างหลังเธอใกล้จนเกือบจะติดกัน สายตาหลังแว่นกรอบบางมองลงมาที่เธอตรง ๆ ไม่หลบ ไม่เบี่ยง ไม่มีรอยยิ้ม แต่ก็ไม่มีสีหน้าโกรธหรือรำคาญ แค่… นิ่ง
“ระวังหน่อย” เสียงทุ้มต่ำของเขาดังขึ้นเบา ๆ แต่ชัดเจนท่ามกลางโถงบันไดที่เงียบลงชั่วขณะ
เมลบีหน้าแดงก่ำจนร้อนผ่าว เธอรีบพยายามดึงตัวออกจากมือเขา แต่เขายังจับเอวเธอไว้หลวม ๆ ไม่ปล่อยทันที เหมือนกลัวว่าเธอจะเซอีก
“ขะ… ขอบคุณค่ะ” เธอพึมพำเสียงสั่น มือยกขึ้นปิดปากตัวเองครึ่งหนึ่ง กลัวว่าเขาจะเห็นหน้าแดงของเธอชัด ๆ
เขามองเธออีกครู่หนึ่ง แล้วค่อย ๆ คลายมือออกช้า ๆ ราวกับให้เวลาเธอตั้งหลัก
“อืม” เขาตอบสั้น ๆ แล้วก้าวถอยหลังไปก้าวหนึ่ง ให้พื้นที่เธอหายใจ
แต่สายตาของเขายังคงมองเธออยู่ ไม่ขยับไปไหน
เมลบีรู้สึกเหมือนอากาศรอบตัวร้อนผ่าวขึ้นมาทันทีราวกับมีใครจุดเตาไฟไว้ใต้พื้นบันได เธอรีบก้มหน้าก้มตา ก้าวลงบันไดชั้นสุดท้ายอย่างรวดเร็ว ขาแทบจะสั่น แต่คราวนี้เธอควบคุมตัวเองได้ ไม่ให้สะดุดล้มซ้ำสอง เธอไม่กล้าหันหลังกลับ ไม่กล้ามองว่าเขายังยืนอยู่ตรงนั้นหรือเปล่า
ทันทีที่เท้าแตะพื้นชั้นล่าง เธอรีบพุ่งตัวออกจากประตูหนีไฟ เดินแยกออกไปทางโถงกว้าง ๆ มุ่งตรงไปยังโรงอาหาร น้ำตาลเดินนำอยู่ข้างหน้า แต่เมลบีเดินตามติด ๆ ราวกับกลัวว่าจะหลงทาง (หรือจริง ๆ แล้วกลัวว่าจะถูกตามทัน)
ระหว่างทาง เธออดไม่ได้ที่จะกระซิบถามเสียงเบา ๆ แต่เร่งรัด
“น้ำตาล… มึงเห็นรุ่นพี่วิศวะที่ใส่แว่นเดินตามหลังกูป่ะ”
น้ำตาลหันขวับมามอง ก่อนจะยิ้มกรุ้มกริ่มอย่างมีพิรุธ
“อ่อ… พี่สกายน่ะเหรอ”
เมลบีตาโตขึ้นทันที ชะงักฝีเท้าไปหนึ่งจังหวะ
“ห๊ะ! นี่มึงรู้จักเขาด้วยเหรอ ทำไมกูไม่รู้จักอ่ะ”
น้ำตาลหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะเดินต่อ มือยังโบกไปมาเหมือนกำลังเล่าเรื่องสนุก
“หนุ่มฮอตคณะวิศวะอีกคนไง สาขาคอมพิวเตอร์ด้วยนะ แต่ติดที่เขาเนิร์ดไปหน่อย คนเลยไม่ค่อยโฟกัสเขามั้ง กูก็ไม่เคยเห็นเขาควงใครสักคนเลยด้วยซ้ำ เงียบ ๆ ชิล ๆ แต่ถ้าใครเคยคุยด้วยจริง ๆ นะ เค้าฉลาดโคตร”
น้ำตาลหยุดคิดนิดหนึ่ง ก่อนจะเสริมเสียงจริงจังขึ้น
“บางคนถึงขั้นบอกว่า IQ สูงจนน่ากลัว”
เมลบีกลืนน้ำลายอึกใหญ่ เดินตามเพื่อนต่อไป แต่สมองเริ่มหมุนติ้ว ความคิดตีกันมั่วไปหมด
“ถามจริง…” เธอเอ่ยขึ้นเสียงเบา “มึงนี่ก็รู้เรื่องเยอะเหมือนกันนะ”
น้ำตาลหันมามองหน้าเพื่อน แล้วยกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง
“มึง! คณะเรามีแต่ผู้หญิง คนเขาเม้าท์กันทั่วคณะ ทำไมกูจะไม่รู้ล่ะ”
ก่อนจะเสริมต่อแบบไม่ไว้หน้า
“มีแต่มึงนั่นแหละ วัน ๆ เอาแต่โทษฟ้า โทษสวรรค์ โทษลิฟต์ โทษบันได โทษโลกทั้งใบ แต่ไม่เคยเปิดหูเปิดตาดูข่าวรอบตัวเลย”
“น้ำตาล!”
เสียงของเมลบีดังขึ้นกะทันหัน แหลมและจริงจังจนขนลุกซู่ น้ำตาลหันขวับมามองเพื่อนด้วยสีหน้างง ๆ ปนตกใจ
“อะ… อะไรของมึงวะ กูขนลุกนะเนี่ย เรียกชื่อกูแบบนี้เหมือนจะบอกว่ากูจะตายแล้ว”
“กูมีอะไรจะเล่าให้ฟัง เอาหูมานี่ใกล้ ๆ ก่อน”
น้ำตาลขมวดคิ้ว แต่ก็ยอมโน้มตัวตาม มองหน้าเพื่อนที่ตอนนี้แดงก่ำจนเหมือนจะระเบิด
เมลบีสูดหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะกระซิบต่อ เสียงเบาจนแทบจะเป็นลม
“เมื่อวันก่อน… กูเผลอเอาหน้าไปจุ่มเป้ากางเกงเขาอ่ะ”
น้ำตาลตาโตขึ้นทันที
“ห๊ะ! เอาดิ มึงพูดอีกทีสิ เมื่อกี้กูคงฟังผิดแน่ ๆ”
เมลบีหน้าแดงยิ่งกว่าเดิม แต่ก็กัดฟันพูดซ้ำ เสียงสั่น ๆ แต่ชัดเจน
“ไม่ผิด… กูพูดจริง ๆ หน้ากูนี่แนบสนิทไปกับเป้ากางเกงของพี่คนนั้นเลยว่ะ แนบจนรู้สึกได้เลยว่ามัน… แน่น ๆ อ่ะ”