ตอนที่ 17
ถูกผลักไส NC18+
"พี่รินมีอะไรหรือเปล่าคะ?"
เอพริลเอ่ยถามพลางหลบสายตาที่สั่นไหวของตัวเอง ความผูกพันที่เคยสนิทสนมกันมาแต่เล็กแต่น้อยทำให้เธอรู้สึกผิดบาปทุกครั้งที่เห็นใบหน้าใจดีของพี่สาว ทว่าความลุ่มหลงในตัวพี่เขยมันกลับบดบังความถูกต้องจนมืดมิด
"ตอนนี้ใกล้จะปิดเทอมแล้วสินะเอพริล?" ไอรินถามขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง
"ประมาณอีกสองสัปดาห์ค่ะ... ทำไมเหรอคะ?"
"งั้น... ลองไปหาอะไรใหม่ ๆ ทำดูไหม เผื่อจะได้อารมณ์ดีขึ้น" ไอรินจ้องลึกลงไปในดวงตาของน้องสาว "ไปเรียนซัมเมอร์ หรือไปเที่ยวที่ไกล ๆ ดูบ้าง พี่ว่ามันน่าจะช่วยให้เราลืมเรื่องวุ่นวายที่นี่ได้นะ"
ในใจของไอรินนั้นเต็มไปด้วยพายุอารมณ์ที่ตีกันยุ่งเหยิง ความโกรธแค้นที่ถูกหักหลังยังคงอยู่ ทว่าความสงสารในสายเลือดกลับมีน้ำหนักไม่น้อยไปกว่ากัน เธอจึงเลือกที่จะเป็นคนชี้แนะหนทางสว่าง อยากให้อีกฝ่ายหลุดพ้นจากบ่วงนี้เสียที ก่อนที่ทุกอย่างจะพังพินาศจนกู้กลับคืนไม่ได้
"อืม... ไว้หนูจะคิดดูนะคะ ตอนนี้หนูขอพักก่อนนะพี่ริน"
เอพริลตอบเลี่ยง ๆ พลางแสร้งทำเป็นจัดของบนเตียง เธอรู้ดีว่าพี่สาวเป็นห่วง และเริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติในคำพูดเหล่านั้น จึงพยายามอย่างยิ่งที่จะไม่ทำตัวให้มีพิรุธไปมากกว่านี้
ไอรินมองน้องสาวเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะหมุนตัวเดินออกจากห้องไป ทิ้งความเงียบงันไว้เบื้องหลัง เธอเองก็อยากจะรู้นักว่าละครฉากใหญ่นี้จะจบลงแบบไหน ในเมื่อคนหนึ่งพยายามดึงออก แต่อีกคนกลับจมดิ่งลงไปลึกขึ้นทุกที
เอพริลใช้เวลาทบทวนตัวเองอยู่ในห้องพักใหญ่ เธอเพิ่งนึกได้ว่าเร็ว ๆ นี้จะมีคอร์สติวเข้มพิเศษสำหรับมหาวิทยาลัยชั้นนำ ซึ่งทางสถาบันมีหอพักรองรับนักเรียนที่มาจากต่างจังหวัดหรือบ้านไกลพอดี มันเป็นโอกาสทองที่เธอจะได้ใช้เวลาอยู่กับตำราเพื่อดึงสมาธิกลับคืนมา
และลองใช้ชีวิตอิสระในหอพักดูสักครั้ง... เพื่อพิสูจน์ว่าเธออยู่ได้โดยไม่มี 'เขา'
"หนูจะไปอยู่หอนอกค่ะ"
ในช่วงเย็นวันนั้น เอพริลรวบรวมความกล้าเดินออกมาจากห้องนอน ตรงไปยังห้องนั่งเล่นที่ทุกคนนั่งอยู่กันพร้อมหน้า
"หอนอกเหรอลูก? ทำไมปุบปับแบบนี้ล่ะ" พ่อวางหนังสือพิมพ์ในมือลงพลางมองลูกสาวคนเล็กด้วยความสงสัย
"พอดีมันมีคอร์สติวเตรียมสอบน่ะค่ะคุณพ่อ เป็นค่ายวิชาการแบบกินนอนสองสัปดาห์เต็ม หนูอยากโฟกัสกับการอ่านหนังสือให้มากกว่านี้ จะได้ไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไปกลับด้วยค่ะ" เอพริลอธิบายด้วยเหตุผลที่เตรียมมาอย่างดี
"นั่นสินะ... แม่ก็เห็นด้วยนะเอพริล ช่วงนี้เราดูเครียด ๆ ไปพักเปลี่ยนบรรยากาศกับเพื่อนวัยเดียวกันบ้างก็น่าจะดี" แม่เอ่ยสนับสนุนพร้อมรอยยิ้มอย่างไม่รู้เบื้องลึกเบื้องหลัง
ในขณะที่ไอรินลอบยกยิ้มจาง ๆ ที่มุมปากด้วยความพอใจ ที่แผนการผลักไสของเธอเริ่มเห็นผล ทว่าคนที่อาการหนักที่สุดกลับเป็นเมฆ ชายหนุ่มที่นั่งอยู่ข้างภรรยาถึงกับหน้าถอดสี มือที่ถือแก้วน้ำสั่นเทาเล็กน้อยจนเขาต้องรีบวางมันลง แววตาที่จ้องมองเอพริลเต็มไปด้วยความตระหนกและไม่ยินยอม
"มันจะปลอดภัยเหรอเอพริล หอพักนักเรียนน่ะวุ่นวายจะตายไป พี่ว่าไปเช้าเย็นกลับไม่ดีกว่าเหรอครับ?" เมฆพยายามทัดทานด้วยน้ำเสียงที่พยายามปรับให้ดูเหมือนพี่เขยที่เป็นห่วงน้องเมีย ทว่าน้ำเสียงนั้นกลับแหบพร่าจนไอรินสังเกตเห็นพิรุธ
"ไม่เป็นไรค่ะพี่เมฆ... หนูโตแล้ว ดูแลตัวเองได้ อีกอย่าง... หนูอยากลองอยู่คนเดียวดูบ้าง จะได้รู้ว่าอะไรที่ไม่ควรจับ หนูจะได้ไม่ต้องเจ็บตัวอีก"
เอพริลจงใจทิ้งท้ายประโยคพร้อมปรายสายตาคมกริบมองเมฆเพียงครู่เดียว ก่อนจะหันไปกราบลาพ่อกับแม่เพื่อขออนุญาตอย่างเป็นทางการ สุดท้ายทุกคนในครอบครัวต่างเข้าใจและให้การสนับสนุนกับการตัดสินใจครั้งนี้
เช้าวันออกเดินทาง
เอพริลหิ้วกระเป๋าใบเขื่องออกมารอที่หน้าบ้าน เพราะไอรินอาสาจะเป็นคนขับรถไปส่งเธอที่หอพักด้วยตัวเอง ทว่าเมื่อรถยนต์คันคุ้นตาแล่นมาจอดสนิท กระจกฟิล์มมืดทึบเลื่อนลง กลับปรากฏใบหน้าคมเข้มของเมฆแทนที่จะเป็นพี่สาว
คนตัวเล็กชะงักกึก ความตกใจแล่นวูบขึ้นมาขั้วหัวใจ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นความบึ้งตึง เธอเบือนหน้าหนีทันทีอย่างไม่สบอารมณ์
"มาทำไม?" หญิงสาวถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา
"พี่รินบอกให้พี่มารับเราแทน พอดีเขาปวดหัวกะทันหันน่ะ เลยนอนพักอยู่" เมฆตอบด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง แต่ดวงตาที่จ้องมองมากลับวาวโรจน์ไปด้วยความปรารถนาที่ปิดไม่มิด
"งั้นหนูจะให้เพื่อนมารับเอง"
เจ้าของใบหน้าสวยเชิดหน้าตอบอย่างพยศ เธอหยิบสมาร์ตโฟนขึ้นมาเลื่อนหาเบอร์ใครบางคนที่กำลังตามจีบเธออยู่
เถียงไม่ได้เลยว่าผู้หญิงสวยสะพรั่งและหุ่นแซ่บระดับเอพริล ย่อมมีหนุ่ม ๆ แวะเวียนมาขายขนมจีบไม่ขาดสาย และเธอก็เริ่มจะเปิดใจให้คนอื่นบ้างเพื่อลบภาพพี่เขยออกไปจากหัวใจ
หมับ!
เมฆเห็นท่าทีนัดแนะกับชายอื่นต่อหน้าต่อตาแบบนั้น ความหึงหวงก็นำหน้าเหตุผลไปไกลลิบ เขาเอื้อมมือออกไปฉวยโทรศัพท์มือถือออกจากมือเรียวอย่างรุนแรงจนเอพริลขวัญเสีย
"เอาคืนมานะพี่เมฆ! พี่ไม่มีสิทธิ์ทำแบบนี้!"
“อย่าดื้อให้มากเอพริล!”
เมฆขบกรามแน่นจนเส้นเลือดที่ขมับปูดโปน ความโกรธแค้นพลุ่งพล่านเมื่อสายตาเหลือบไปเห็นหน้าจอโทรศัพท์ที่ยังสว่างวาบ
ปรากฏภาพของชายหนุ่มหน้าตาดีคนหนึ่ง และประโยคในแชตที่ดูสนิทสนมกับเธอเกินกว่าคำว่าเพื่อน ยิ่งเห็นรูปโปรไฟล์ที่ดูละอ่อนและเหมาะสมกับเอพริลมากกว่าเขา หัวใจของพี่เขยจอมบงการก็แทบจะลุกเป็นไฟ
“พี่ไม่มีสิทธิ์มาสั่งหนู! เอาคืนมานะ!”
เด็กน้อยที่เคยว่าง่ายบัดนี้กลับแข็งขืน เธอพยายามเขย่งตัวสุดแรงเพื่อยื้อแย่งสมาร์ตโฟนคืนจากมือหนา ท่าทางพยศนั่นยิ่งสุมเชื้อไฟให้เมฆอยากจะกำราบคนตรงหน้าให้ราบคาบ
“บอกว่าอย่าดื้อไง... อยากโดนดีรึไง!”
น้ำเสียงที่กดต่ำจนเกือบเป็นเสียงคำราม พร้อมกับแววตาเย็นชาที่จ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเอพริล ทำให้หญิงสาวจอมดื้อถึงกับชะงักงัน เธอสัมผัสได้ถึงรังสีคุกคามที่รุนแรงและจริงจังจนน่าขนลุก
สุดท้ายความหวาดหวั่นก็เอาชนะความดื้อรั้น เอพริลจำต้องยอมสงบปากสงบคำแล้วก้าวขึ้นไปนั่งบนรถอย่างขัดไม่ได้
รถยนต์คันหรูแล่นไปตามถนนเส้นหลักมุ่งหน้าสู่หอพัก ทว่ากลับไม่มีใครเปิดปากพูดคุยกันแม้แต่น้อย เมฆกำพวงมาลัยแน่นจนมือขาวซีด สายตาจ้องเขม็งไปที่ถนนแต่ในหัวกลับตีกันยุ่งเหยิง
"เป็นยังไงบ้างครับช่วงนี้..." เมฆทำลายความเงียบที่น่าอึดอัดขึ้นมา เมื่อรู้สึกว่าบรรยากาศในรถมันตึงเครียดจนเกินไป
"ก็ยังเป็นคนอยู่นี่คะ... พี่คิดว่าหนูกลายเป็นหมาไปแล้วเหรอ?"
คำประชดประชันที่พ่นออกมาจากริมฝีปากจิ้มลิ้มทำให้เมฆรู้สึกหน่วงในอก เขาฉุกคิดได้ว่าความห่างเหินที่เขาจงใจสร้างขึ้นเพื่อตบตาไอริน มันกำลังกรีดหัวใจเด็กสาวคนนี้จนเหวอะหวะ เมฆลอบสังเกตใบหน้าบึ้งตึงที่ยังคงความแสนซนนั้นไว้ ก่อนจะตัดสินใจหักพวงมาลัยจอดรถเทียบข้างทางในมุมอับสายตา
"จอดทำไม!" เอพริลถามด้วยความงงงวย หัวใจเริ่มเต้นไม่เป็นจังหวะเมื่อเห็นแววตาที่เปลี่ยนไปของเขา
"เรามีเรื่องต้องคุยกันหน่อย..." เมฆกดเสียงต่ำพลางดับเครื่องยนต์ ทิ้งไว้เพียงความเย็นจากเครื่องปรับอากาศที่ยังทำงานอยู่ "บอกพี่ซิ... เธอเป็นอะไรไปเอพริล?"
มือหนายื่นไปเชยคางมนให้เงยขึ้นสบตา น้ำเสียงที่เคยดุดันกลับอ่อนโยนลงจนเอพริลใจแกว่ง
"หนูต้องเป็นอะไรด้วยเหรอคะ?" เธอตอบเสียงแผ่ว ท่าทีกระเง้ากระงอดสะบัดหน้าหนีเพียงเล็กน้อยในสายตาเมฆมันช่างน่าเอ็นดูจนเขาอยากจะขย้ำเธอให้จมเขี้ยว
"พี่ขอโทษนะครับ... ที่ช่วงนี้ไม่ค่อยได้มาหา แต่พี่คิดถึงเธอจริง ๆ นะเด็กดี"
เมฆกล่าวเข้าประเด็นพลางจ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่เริ่มสั่นไหวของเอพริล แม้สีหน้าของเธอจะดูไม่เชื่อถือคำพูดเขาสักเท่าไหร่ แต่ร่างกายกลับทรยศความรู้สึกเมื่อสัมผัสอุ่นจากมือเขาเริ่มรุกราน
"โอ๋ ๆ ... ไม่งอนนะครับ"
ชายหนุ่มปลอบประโลมด้วยถ้อยคำหวานหู มือหนึ่งเอื้อมไปปรับเบาะรถให้เอนราบจนสุดในพริบตา และเร็วกว่าที่สมองจะทันสั่งการ ร่างแกร่งก็รวบเอวบางยกคนตัวเล็กขึ้นมานั่งคร่อมตักทันทีในพื้นที่ที่จำกัด
พื้นที่แคบ ๆ ในรถยนต์บัดนี้กลับเต็มไปด้วยมวลความต้องการที่ปะทุขึ้นอย่างรุนแรง เอพริลที่ตอนแรกตั้งท่าจะพยศกลับถูกอ้อมกอดและกลิ่นกายที่โหยหาพันธนาการไว้จนสิ้นฤทธิ์... เกมง้อของพี่เขยเจ้าเล่ห์กำลังจะเปลี่ยนจากคำพูด เป็นบทลงโทษที่เร่าร้อนจนเธอลืมชื่อผู้ชายทุกคนในมือถือไปจนหมดสิ้น
“เหอะ!”
เอพริลสะบัดหน้าหนีด้วยความแง่งอน แต่ร่างกายกลับโอนอ่อนอยู่บนตักแกร่งอย่างคนเสพติดสัมผัส เมฆเห็นดังนั้นก็ย่ามใจ เขาขยับกายเข้าหาพลางออดอ้อนด้วยน้ำเสียงที่ทำให้คนฟังใจละลาย
“เมียจ๋า... อย่างอนพี่เลยนะคนดี”
คนตัวโตซุกไซ้ใบหน้าฝังจมูกลงบนลำคอระหง สูดดมกลิ่นกายสาวที่โหยหามานานครึ่งเดือนอย่างหิวกระหาย ทว่าคำเรียกขานนั้นกลับเหมือนเข็มที่ทิ่มแทงใจคนฟัง
“เมียพี่อยู่ที่บ้านนู้นค่ะ! ไม่ต้องมาทำแบบนี้... เดี๋ยวความก็แตกอย่างที่พี่กลัวหรอก”
เอพริลร้องประท้วงพลางใช้มือดันใบหน้าคมเข้มให้ห่างจากซอกคอ เธอทั้งกลัว ทั้งประชด และย้ำเตือนสติเขาถึงสถานะ 'ชู้' ที่ต้องหลบซ่อน แต่วินาทีต่อมา ประโยคที่หลุดจากปากเมฆกลับทำให้โลกทั้งใบของเธอหยุดหมุน
“เขารู้แล้ว...”
“หา?” เอพริลอุทานออกมาสั้น ๆ สมองมึนตึบจนประมวลผลไม่ถูก
“อืม... พี่รินเขารู้เรื่องของเราแล้ว”
***