ตอนที่ 9
ความหึงหวง NC25+
ท่ามกลางบรรยากาศเงียบสงัดหน้าประตูรั้วบ้านหลังเดิม รถยนต์สีขาวคันหรูที่แล่นมาจอดนิ่งสนิทดึงดูดสายตาของ เมฆที่นั่งสูบบุหรี่อยู่ด้านนอกได้อย่างดี ชายหนุ่มหรี่ตาลงพลางพ่นควันสีเทาจาง ๆ ออกมา นึกแปลกใจว่าใครกันที่มาเยือนในยามนี้
ทว่า... ทันทีที่ประตูรถเปิดออกพร้อมร่างบางของเอพริลที่ก้าวลงมาด้วยท่าทางสดใส เมฆกลับรู้สึกเหมือนมีไฟลุกโชนขึ้นในอก เขาขบกรามแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน มือหนากำหมัดเข้าหากันโดยอัตโนมัติ
‘นี่อย่าบอกนะว่าเรียนรู้วิชาจากเรา... เพื่อเอาไปใช้กับคนอื่นงั้นเหรอ!’
ความคิดแง่ลบตีรวนไปหมด เขาและไอรินย้ายออกไปอยู่บ้านใหม่ได้พักใหญ่แล้ว แต่เพราะความโหยหาในเมียเด็กที่สลัดไม่หลุด เขาจึงหาข้ออ้างรบเร้าภรรยาให้กลับมาเยี่ยมบ้านที่นี่บ่อย ๆ เมฆอุตส่าห์มานั่งรอคอยการพบหน้าเธออยู่หลายนาที แต่สิ่งที่ได้เห็นกลับเป็นภาพเธอกับชายอื่น... จะไม่ให้เขาเดือดดาลได้อย่างไร
"ใครมาส่ง!"
เสียงเข้มตวาดถามจนบรรยากาศรอบข้างเย็นเยียบ เมฆโยนบุหรี่ที่เหลือเพียงครึ่งมวนลงพื้นแล้วใช้เท้าเหยียบขยี้จนดับสนิท สายตาคมกริบจ้องเขม็งไปที่รถคันหรูที่กำลังแล่นออกไปราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ
"เพื่อนค่ะ"
เอพริลตอบเสียงกระด้าง ใบหน้าน่ารักงอง้ำอย่างเห็นได้ชัด ความจริงเธอเพียงแค่อาศัยรถของแฟนเพื่อนกลับมาเท่านั้น แต่ความน้อยใจที่เขาหายหน้าไปเป็นสิบวัน ทิ้งให้เธอต้องนอนซมและรอคอยอย่างเดียวดาย ทำให้เธอเลือกที่จะไม่หยิบยื่นคำอธิบายใด ๆ ให้กับคนใจร้ายตรงหน้า
"เพื่อนงั้นเหรอ? เพื่อนแบบไหนถึงได้ขับรถราคาแพงมาส่งถึงหน้าบ้านแบบนี้!"
เมฆก้าวเข้าไปหาเอพริลด้วยท่าทางคุกคาม ความเป็นสุภาพบุรุษที่เคยมีมลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความหึงหวงที่บดบังสามัญสำนึก... เขาไม่สนแล้วว่านี่คือหน้าบ้านหรือใครจะเห็น ในเมื่อของรักของเขากำลังจะถูกคนอื่นชิงไป เขาก็พร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อทวงคืนสิทธิ์นั้นทันที
"มีแฟนแล้วรึไง?"
น้ำเสียงของเมฆเต็มไปด้วยความดุดันที่แทบจะแผดเผาคนฟังให้มอดไหม้ สายตาของเขาจ้องเขม็งราวกับจะคาดคั้นเอาความจริงให้ได้
"อืม... ถ้ามีแล้ว ว้ายยย! พี่เมฆ!"
พูดยังไม่ทันจบประโยคประชดประชัน ร่างบางในชุดนักศึกษาก็ถูกวงแขนแกร่งรวบตัวขึ้นพาดบ่าอย่างรวดเร็ว เอพริลอุทานด้วยความตกใจพลางทุบตีแผ่นหลังหนาพัลวัน แต่สำหรับเมฆในตอนนี้... เขาไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหมที่ไหนทั้งนั้น สิ่งเดียวที่เขาคิดได้คือต้อง 'ลงโทษ' ยัยตัวแสบให้เข็ดหลาบ
"พี่เมฆ! ปล่อยนะ! เดี๋ยวคนอื่นมาเห็นเข้า!"
เธอพยายามห้ามปรามและดิ้นรนสุดแรงเกิด ทว่าเรี่ยวแรงของผู้หญิงตัวเล็ก ๆ หรือจะสู้พละกำลังของชายหนุ่มวัยฉกรรจ์ที่กำลังเดือดจัดได้ สุดท้ายเธอก็ทำได้เพียงถูกแบกเข้าไปในบ้านราวกับเป็นลูกไก่ในกำมือ
"ไม่มีใครอยู่... พวกเขาออกไปกินข้าวกับเดินห้างกันหมดแล้ว"
เมฆตอบเสียงเรียบเย็น เขาข่มอารมณ์โมโหที่ปะทุอยู่ในอกอย่างสุดความสามารถ เขาอุตส่าห์ยอมควักกระเป๋าจ่ายเงินก้อนโต วางแผนให้ไอรินพาพ่อกับแม่ไปเที่ยวห้างเพื่อให้ทางสะดวก เพียงหวังจะได้ใช้เวลา 'ชดเชย' กับเมียเด็กให้หนำใจ แต่เธอกลับกล้าดียังไงที่ยอมให้ผู้ชายอื่นมาส่งถึงหน้าบ้านแบบนี้!
"อุตส่าห์เคลียร์ทางให้ขนาดนี้... แต่เธอกลับไปเริงร่ากับไอ้หน้าไหนมาล่ะ?"
"อื้อ! ปล่อยหนูลงเดี๋ยวนี้นะพี่เมฆ!"
"หุบปาก... พี่จะไปปล่อยบนเตียง เปิดห้องซะเอพริล!"
เมฆสั่งเสียงเข้มขณะที่ยังแบกร่างบางพาดบ่า เขาหมุนตัวพาเธอไปหยุดกึ่งกลางหน้าประตูห้องนอนของเธอ บังคับกลาย ๆ ให้มือเรียวที่ว่างอยู่เอื้อมไปหมุนลูกบิด
"ไม่เปิด! แล้วก็ปล่อยหนูลงได้แล้วค่ะ!"
หญิงสาวตอบกลับด้วยเสียงแข็งกร้าว ความงอนที่สะสมมาตลอดสิบวันที่เขาหายหน้าไปทำให้เธออยากจะพยศใส่ให้ถึงที่สุด ทว่า... เธอประเมินความร้ายกาจของชายหนุ่มวัย 32 ปีคนนี้ต่ำไป
"อ๋อ... อยากโดนเอากลางบ้านสินะ? ได้เลย พี่จัดให้ตามคำขอ"
เมฆพยักหน้าอย่างเย็นชา ไม่มีทีท่าว่าจะล้อเล่นแม้แต่น้อย สองขาแกร่งเตรียมจะก้าวหันหลังกลับมุ่งหน้าไปยังโถงกลางบ้านที่เคยเป็นจุดเริ่มต้นของรอยราคี
"ปะ... เปิดแล้ว! เปิดก็ได้! ปล่อยหนูลงก่อน!"
เมื่อเห็นท่าไม่ดี เอพริลก็รีบร้องห้ามเสียงหลง เธอรู้ซึ้งถึงความดื้อรั้นและเอาแต่ใจของพี่เขยคนนี้ดี ถ้าเขาลั่นวาจาว่าจะทำที่ไหน... เขาก็ทำจริงอย่างที่พูดแน่นอน มือเรียวรีบคว้าลูกบิดประตูแล้วเหวี่ยงมันออกกว้างทันที
เมฆยอมปล่อยร่างบางลงให้เป็นอิสระ แต่สายตาคมกริบกลับจ้องมองเธอเหมือนจะกลืนกินเข้าไปทั้งตัว ใบหน้าหล่อเหลาที่ฉายแววก้าวร้าวยามไม่สบอารมณ์นั้นช่างทรงเสน่ห์และดูน่าเกรงขามจนเอพริลเผลอใจเต้นรัวอย่างห้ามไม่ได้
เป้าหมายเดียวในหัวของเมฆตอนนี้คือการสยบเด็กดื้อให้จมเตียง ทันทีที่บานประตูล็อกสนิท เขาก็ผลักร่างบางลงบนที่นอนหนานุ่มอย่างไร้ความปรานี เสื้อผ้าที่เคยบดบังร่างกายถูกกระชากออกอย่างรวดเร็วราวกับพายุพัดผ่าน ไม่ถึงสองนาที ทั้งคู่ก็ตกอยู่ในสภาพเปลือยเปล่าท้าทายแสงไฟสลัวในห้องนอน
เพียงแค่ได้กลิ่นกายสาวที่โชยมาปะทะจมูก ความอุ่นร้อนกึ่งกลางกายของชายหนุ่มก็ตื่นตัวพลุ่งพล่านผงาดง้ำขึ้นมาทันทีโดยไม่ต้องพึ่งการเล้าโลม มันบ่งบอกชัดเจนว่าตลอดสิบวันที่ผ่านมา... เมฆโหยหาแม่เนื้อนวลคนนี้มากแค่ไหน
ร่างสูงกำยำยืนจังก้าอยู่ตรงหน้าเด็กสาวอย่างไร้ความสะท้าน ความยิ่งใหญ่ของเขาชี้หน้าเธอราวกับกำลังหาเรื่องและประกาศชัยชนะ เอพริลหน้าร้อนผ่าวด้วยความอับอายจนต้องรีบเบือนหน้าหนีไปอีกทาง
ทว่ามือหนากลับคว้าหมับเข้าที่ปลายคาง บังคับให้ใบหน้าเล็กหันกลับมามองเจ้าสิ่งนั้น
"หึ... กลัวงั้นเหรอ?"
เมฆแค่นเสียงหัวเราะในลำคอพลางเคลื่อนกายเข้าไปชิดคนที่นั่งพับเพียบห่อไหล่อยู่บนเตียง เขาจงใจจ่อความแข็งขืนอุ่นร้อนไปที่ริมฝีปากบางของเธออย่างคุกคาม
"พี่เมฆ..." เอพริลครางประท้วงเสียงสั่น ทว่าสายตาที่ช้อนขึ้นมองกลับยิ่งปลุกสัญชาตญาณดิบในตัวชายหนุ่ม
เมฆนึกสนุกจัดการเอาความอุ่นร้อนนั้นฟาดเบา ๆ ลงบนแก้มนวลเนียนซ้ำ ๆ เพื่อดูปฏิกิริยาตอบรับ เมื่อเห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยความลำบากใจและขัดเขินของน้องเมีย อารมณ์บูดบึ้งจากความหึงหวงเมื่อครู่ก็เริ่มมลายหายไป เปลี่ยนเป็นความสะใจที่ได้เห็นเธอจนมุม
"บอกให้เรียกว่าอะไรครับ... ไม่เคยจำเลยนะเอพริล"
เขาพูดพลางใช้ความแข็งขืนนั้นหยอกเย้าตีใบหน้าเธอไม่หยุด ราวกับจะย้ำเตือนว่าใครกันแน่ที่เป็นเจ้าของร่างกายนี้ ไม่น่าเชื่อเลยว่าผู้ชายที่ใครต่อใครต่างยกย่องว่าสุภาพและแสนขรึม จะกลายร่างเป็นปีศาจราคะที่ร้ายกาจได้ถึงเพียงนี้ยามอยู่ลับตาคน
***