CHAPTER 6 | ฝึกงานกับเขา?

1779 Words
หนึ่งอาทิตย์ต่อมา วันแรกของการฝึกงานมาถึง พะแพงจอดรถหลังตึกอำนวยการและดับเครื่องยนต์แต่ยังไม่ได้ลงไปทันที เพราะต้องโทรหามารดาขอกำลังใจในการฝึกงานตลอด 120 วันต่อจากนี้ก่อน (หม่าม้ากำลังจะโทรหาพอดีเลยค่ะ) น้ำเสียงอ่อนโยนจากคนเป็นแม่ทำให้ลูกสาวยิ้มได้ ทั้งที่เพิ่งขับรถออกจากบ้านมาได้เพียงหนึ่งชั่วโมง แต่กลับคิดถึงบ้านแล้ว "แหะ แพงเพิ่งขับรถมาถึงโรงพยาบาลค่ะ เลยโทรมาขอกำลังใจก่อน" ระหว่างนั้นก็หยิบของฝากจากภูทับเบิกและกระเป๋าแล็ปท็อปส่วนตัวมาวางบนตักเตรียมพร้อม (ตั้งใจทำงาน มีอะไรไม่สบายใจโทรหาหม่าม้าได้ตลอดนะคะ) "ขอบคุณค่ะ แพงต้องเหงาแน่เลยที่ไม่ได้เจอหน้าหม่าม้า ไว้จะกลับบ้านบ่อยๆ นะคะ) การฝึกงานมีวันหยุดคือเสาร์และอาทิตย์ อาจจะใช้โอกาสนี้ในการกลับไปนอนบ้านสักคืน (ได้เลยค่ะ ถ้ากลับวันไหนโทรบอกก่อน หม่าม้าจะได้เตรียมอาหารที่ลูกชอบไว้) "ขอบคุณค่ะ" (แม่ให้เชษฐ์กับป้าชื่นเอาสัมภาระไปไว้ที่คอนโดแล้วนะ แต่น้องแพงแน่ใจนะลูกว่าจะพักที่นั่น ป้าชื่นบอกว่าซอยลึกมาก) "ได้สิคะ คอนโดนี้โรสเป็นคนแนะนำให้เลยนะ ระบบรักษาความปลอดภัยดีมาก ทั้งสแกนคีย์การ์ดเข้าตึกและขึ้นลิฟต์ หน้าห้องก็เป็นรหัสผ่านกับคีย์การ์ด" อธิบายให้มารดาฟังคลายความกังวล แม้จะเป็นซอยลึกแต่ไม่ใช่ซอยเปลี่ยว มีทั้งร้านสะดวกซื้อร้านอาหารและหอพักรอบนอก ที่ตัดสินใจเช่าที่นี่สี่เดือนก็เพราะเพื่อนการันตีให้ว่าที่นี่อยู่แล้วไม่อดตาย เหมาะกับคนซุ่มซ่ามและไม่ค่อยไปไหนอย่างเธอ (ถ้าน้องแพงว่างั้นหม่าม้าก็ตามใจค่ะ จัดห้องให้เสร็จแล้วจะฝากคีย์การ์ดสำรองคืนให้เจ้าหน้าที่ใต้ตึกนะคะ) "ขอบคุณค่ะ แพงรักหม่าม้านะคะ" (หม่าม้าก็รักน้องแพงค่ะ พระคุ้มครองนะลูก) บอกรักกับมารดาอีกสองสามประโยคก็วางสาย คว้ากระเป๋าสะพายแบรนด์เนมสายโซ่มาคล้องไหล่ และหอบของที่วางอยู่บนตักแต่แรกเดินเข้าไปในตึกอำนวยการทำทันที ตึกอำนวยการหรือตึกบริหารของโรงพยาบาลแห่งนี้ออกแบบเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมสไตล์โมเดิร์น ตึกทาสีขาวทั้งหลังตัดกับเฟอร์นิเจอร์สีดำดูเรียบง่ายและเรียบหรู 'พิศาล กาญจนเวช' ป้ายชื่อระบุตำแหน่งด้านล่างว่าคือผู้บริหารโรงพยาบาลแปะอยู่หน้าประตูห้องทำงานชั้นเจ็ด พะแพงสูดลมหายใจรวบรวมความกล้า และเคาะประตูสองสามครั้งรอเจ้าของอนุญาต "เข้ามาได้" ประตูกระจกทึบค่อยแง้มออก ปรากฏร่างเล็กของเพื่อนสนิทลูกสาวแสดงสีหน้าประหม่าเข้ามาในห้องทำงาน พิศาลพับจอโน้ตบุ๊คลงก่อนจะส่งยิ้มอย่างใจดีออกมา เป็นพ่อแม่ประเภทไม่ค่อยยุ่งเรื่องส่วนตัวของลูกมากนัก เลยไม่เคยเจอเพื่อนของลูกสาวสักคน แต่ฟังจากที่พริมโรสเล่าว่าสนิทกันตั้งแต่มัธยมก็พอเดาได้ว่าเป็นคนน่ารักและนิสัยดี มิเช่นนั้น ลูกสาวคงไม่คบให้เสียเวลา "สวัสดีค่ะท่านผู้บริหาร หนูชื่อพัทธนันท์ ปัญญาโชติวัฒน์ เรียกว่าพะแพงก็ได้ค่ะ เป็นนักศึกษาที่จะฝึกงานกับโรงพยาบาลของท่านต่อจากนี้อีกสี่เดือน" คำพูดคำจาสุภาพและเป็นทางการราวกับไม่รู้จักกันทำเอาเจ้าของโรงพยาบาลหัวเราะออกมา ลูกสาวเพื่อนคงจะเกร็งมาก อาจจะต้องละลายพฤติกรรมกันหน่อย "หนูพะแพงนั่งตรงนี้สิลูก" ชี้นิ้วลงที่โซฟารับแขกฝั่งตรงข้ามโต๊ะทำงานและลุกไปยังโซนครัวในห้องทำงาน คนตัวเล็กรีบวางของในมือลงบนโต๊ะกระจกทึบด้านหน้าโซฟารับแขก ก่อนจะนั่งลงด้วยท่าทางสงบเรียบร้อย ยกมือลูบจัดผมหน้าม้าตนเองให้เข้าที่ระหว่างรอท่านกลับมา พ่อของเพื่อนเดินกลับมานั่งที่โซฟาอีกตัว และวางแก้วน้ำส้มลงตรงหน้าเพื่อนลูกสาว มองมาที่เธอซึ่งนั่งหลังตรงอย่างขบขัน "ทำตัวตามสบายเถอะ เรียกพ่อว่าพ่อแบบพริมโรสก็ได้" ลอบหัวเราะออกมาเบาๆ หลังจากพูดจบ "มะ ไม่ดีกว่าค่ะ แพงกลัวจะติดไปพูดข้างนอกให้คนอื่นได้ยิน" เธอไม่อยากให้ใครเรียกหรือดูถูกว่าเป็นเด็กเส้น ตั้งใจจะทำงานและเรียนรู้งานให้เต็มที่ "ใครมันจะว่า เดี๋ยวพ่อจัดการให้" ก็ลูกชายคุณพ่อนั่นแหลค่ะ! พะแพงคิดในใจ แต่ไม่กล้าพูดออกมาจึงได้แต่ยิ้มแหยใส่ “งั้นในเวลางาน แพงขอเรียกคุณพ่อว่าท่านผู้บริหารเหมือนพี่พนักงานคนอื่นๆ นะคะ จะได้ชินปากไม่ไปเรียกต่อหน้าอาจารย์ด้วย” เห็นแบบนี้เธอก็เอาตัวรอดเก่ง รู้ว่าอะไรควรพูดหรือไม่ควรพูด คนเป็นผู้ใหญ่กว่าจึงได้แต่มองยิ้มๆ ด้วยความเอ็นดู “ตามใจหนูก็แล้วกันลูก” ท่านพยักหน้าให้อย่างใจดี คนตัวเล็กจึงยกมือไหว้และหยิบแก้วน้ำส้มขึ้นมาจิบไม่ให้เสียมารยาท “ท่านผู้บริหารจะให้แพงเริ่มงานจากตรงไหนคะ” เข้าประเด็นเพื่อไม่ให้รบกวนเวลาของผู้หลักผู้ใหญ่ไปมากกว่านี้ แต่พ่อของเพื่อนกลับเบรกเธอด้วยคำพูดชวนสงสัยขึ้นมา “ฉันจะให้หนูฝึกงานคู่กับนักศึกษาอีกคนหนึ่ง งานอื่นๆ หนูเรียนรู้จะแผนกบริหารบุคคลด้านล่างได้ แต่งานที่ฉันสั่งให้ทำจะต้องทำคู่กับนักศึกษาคนนั้น” ใบหน้าหวานพยักหน้าอย่างเข้าใจได้ ท่านมีงานเยอะมาก คงต้องการประหยัดเวลาในการประเมินเธอและนักศึกษาฝึกงานอีกคนด้วยการให้ทำงานคู่ จะได้ตรวจแค่ครั้งเดียว แต่พะแพงเองก็เพิ่งทราบว่ามีนักศึกษาอีกคนมาฝึกงานด้วยกัน อาจจะมาจากมหาวิทยาลัยอื่น “ได้ค่ะ งั้นก่อนนักศึกษาฝึกงานอีกคนจะมาแพงมีอะไรจะให้ค่ะ” ถุงกระดาษสีน้ำตาลถูกหยิบขึ้นมาจากข้างกาย คนอายุน้อยกว่าใช้ทั้งสองมือยื่นมันให้ผู้ใหญ่ “ผ้าพันคอจากภูทับเบิกค่ะ เป็นผ้าพันคอมัดหมี่ลายอันลูนซีม เป็นลายทาง ลวดลายไม่ฉูดฉาดมาก มิกซ์แอนด์แชตช์กับเสื้อสูทได้” เธอเล่าให้ท่านฟังด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้นจนผู้บริหารโรงพยาบาลอดแปลกใจไม่ได้ “หนูชอบลายผ้าไทยเหรอ ฟังดูเชี่ยวชาญมาก” “แหะ เปล่าค่ะ แพงไปนั่งฟังคนเฒ่าคนแก่ที่ร้านของฝากเล่าให้ฟังมา ฟังทีเดียวก็จำได้เลย” ไม่ได้อวด แต่ขนาดเธอเองยังรู้สึกแปลกใจเหมือนกันว่าทำไมสามารถฟังเรื่องราวที่ไม่เคยได้ยินแล้วจดจำได้มากขนาดนี้ ก๊อกๆ ไม่ทันที่จะได้คุยอะไรต่อ เสียงเคาะประตูห้องทำงานก็ดังขึ้น พร้อมกับการปรากฏตัวของลูกชายเจ้าของโรงพยาบาลเดินเข้ามาโดยไม่รอให้บิดาอนุญาต ร่างสูงหย่อนกายนั่งลงที่โซฟาอีกตัวที่ว่าง มองมาที่คนตัวเล็กด้วยสายตาเหนื่อยหน่ายชั่วครู่ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นเย็นชาไร้ความรู้สึก รู้จากบิดาอยู่แล้ว ว่าวันนี้จะเป็นวันเริ่มงานวันแรกของเพื่อนน้องสาว “คนนี้ไงที่พ่อจะให้ทำงานคู่กัน” ใบหน้าหวานหันมองเขาขวับ! “-_-” พี่ชายเพื่อนของเธอเขาเพิ่งเรียนจบหมอมาไม่ถึงเดือนมิใช่หรือ แล้วจะยังมาเรียนอะไรอีก! “พัตเตอร์เพิ่งจบหมอมา เลยจะพักเรื่องเรียนต่อสาขาเฉพาะแล้วมาเรียนบริหารก่อน” ท่านผู้บริหารอธิบายให้นักศึกษาฝึกงานสาวฟัง ติดอวดความเก่งของลูกชายนิดๆ “ตอนนี้กำลังเรียนบริหารมหาวิทยาลัยเอกชนเป็นหลักสูตรที่ไม่ต้องเข้าห้องเรียน พ่อเลยให้มาฝึกงานโรงพยาบาลคู่กับหนูแพงเก็บประสบการณ์ไปด้วย” หากไม่ติดว่าอยู่ต่อหน้าผู้ใหญ่ พะแพงคงนั่งกุมขมับไปแล้ว ฝึกงานด้วยกันยังพอไหว แต่ไอ้จะให้ทำงานคู่กันนี่มัน... “หนูแพงติดปัญหาอะไรไหมลูก ดูไม่ค่อยสบายใจ” ความเป็นแพทย์และผู้บริหารทำให้ดูคนออก แม้ใบให้เล็กนั้นจะเปลี่ยนสีหน้าไปไม่มากก็ตาม “เอ่อ พะ แพงแค่กลัวว่าพี่พัตเตอร์จะเสียเวลา แพงทำงานช้านิดหน่อยค่ะ” เธอเป็นพวกย้ำคิดย้ำทำจริงไม่ได้โกหก แม้ทำงานละเอียดเรียบร้อย แต่มักจะใช้เวลาพอสมควร “ก็ดีเลย ช่วยกันแอ็กทิฟการทำงาน พัตเตอร์ก็เป็นพวกคิดไวทำไว จะได้บาลานซ์กัน” ท่านพูดอย่างมองโลกในแง่ดี ทั้งที่ในหัวของเธอตอนนี้มีแต่คำว่า ‘หายนะ’ “ถ้าพี่พัตเตอร์ไม่ติด แพงก็ไม่มีปัญหาค่ะ” โบ้ยไปยังคนตัวโตให้เขาช่วยพูด ภาวนาให้เขาติด ให้เขามีปัญหา ไม่อยากมาข้องเกี่ยวคนน่ารำคาญอย่างเธอ แต่ทว่า… “ไม่ติดครับ” จบแล้วชีวิตพะแพง T^T เมื่อเป็นอันตกลงกันเรียบร้อย งานแรกที่ที่ถูกนำมาให้ทำคือการศึกษาพันธกิจของโรงพยาบาล ก่อนที่ท่านผู้บริหารจะขอตัวออกไปตรวจคนไข้และปล่อยเธอไว้กับลูกชายเพียงลำพัง “ห้ามวุ่นวาย...” “คะ!? พะ พี่พัตเตอร์คุยกับแพงเหรอคะ” เงยหน้าขึ้นจากเอกสารตรงหน้าด้วยใบหน้าเหลอหลาตกใจ “ตั้งใจทำงาน ห้ามเหม่อ ห้ามช้า” อ้าว! เนี่ย เขามีปัญหากับเธอชัดๆ ทำไมไม่ปฏิเสธท่านไปแต่แรก ตัวเองเป็นลูกชายแท้ๆ ย่อมปฏิเสธง่ายกว่าเธอ “ค่ะ!” รับคำด้วยน้ำเสียงประชดประชันอย่างช่วยไม่ได้ แต่ไม่ลืมจะแสดงน้ำใจด้วยการยื่นถุงของฝากไปตรงหน้าเขา “ของฝากภูทับเบิกค่ะ” ผ้าพันคืออย่างเดียวกันเพียงแต่คนละสี เธอซื้อสีแดงให้น้องสาวเขา และสีครามให้กับคนตรงหน้า แค่รู้สึกว่าเขาเหมาะกับสีนั้นเลยซื้อมาโดยไม่คิดอะไร สายตาคมกริบมองถุงกระดาษในมือเรียว พัตเตอร์ก็ไม่ได้ทิฐิกับคนตัวเล็กตรงหน้าขนาดนั้น อย่างไรเธอก็เพื่อนของน้องสาว “ขอบใจ” “ยินดีค่ะ ^^” ส่งยิ้มผูกมิตรให้ด้วย เผื่อการทำงานระหว่างเธอกับเขาตลอดสี่เดือนต่อจากนี้จะมีอะไรดีๆ เกิดขึ้น “แต่ตั้งใจทำงานดีกว่า อย่าเอาของมาติดสินบนคนอื่น” เอาเถอะ...ไม่มีอะไรแย่ไปกว่านี้แล้วล่ะ •❣•୨୧┈┈┈୨୧•❣•
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD