CHAPTER 5 | สะเดาะเคราะห์

1650 Words
อากาศในยามเช้าของภูทับเบิกนั้นหนาวเย็นและมีแสงแดดสาดส่องเพียงเล็กน้อย อุณภูมิกว่าสิบแปดองศาเซลเซียสทำให้นักศึกษาสาวสองคนที่เอาแต่นอนหลับอุตุลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยความสะลึมสะลือ หลังได้ยินเสียงนาฬิกาปลุกดังจากข้างเตียง "ฮื่อ...แกจะตื่นอะไรแต่เช้าแพง" น้ำเสียงแหบพร่าของคนที่อยู่ในชุดนอนลายหมีมีผ้าคาดตาแปะศีรษะบ่นเพื่อนขึ้นมา หลังจากมองเวลาที่ระบุบนหน้าจอมือถือตนเองแล้วเห็นว่าเพิ่งจะตีห้าสี่สิบเท่านั้น "ออกไปดูพระอาทิตย์ขึ้นกัน" น้ำเสียงสดใสคุยกับคนที่ทำท่าจะหลับตาพริ้มใส่อีกครั้ง และบังคับเพื่อนกลายๆ ด้วยการเป็นฝ่ายลุกไปล้างหน้าแปรงฟันเป็นคนแรก แต่เมื่อพะแพงเดินออกมาจากห้องน้ำก็เห็นว่าเพื่อนสนิทไม่ได้อยู่บนที่นอน ผ้าสีเหลืองสะดุดตาของชุดนอนที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่นอกโดมทำให้รู้ว่าใบเตยออกไปดูพระอาทิตย์ขึ้นก่อนเธอแล้ว จึงคว้าเสื้อคาดิแกนสีครีมสวมทับชุดนอนผ้าแพรสีน้ำเงินเดินตามออกไปโดยไม่ลืมที่จะหยิบโทรศัพท์มือถือ เพื่อเก็บภาพทะเลหมอกและพระอาทิตย์ขึ้นยามเช้าไปด้วย ยืนชมทัศนียภาพบริเวณปากเหวซึ่งเป็นจุดชมวิวของรีสอร์ต และยกชูโทรศัพท์ขึ้นมาเล็งถ่ายเก็บภาพแสงแรกของวันพร้อมม่านหมอกเย็นที่เมืองหลวงให้ไม่ได้ "จะไปกินข้าวก่อนหรือไปวัด?" ใบเตยหันถามเพื่อนที่เอาแต่ถ่ายภาพทิวทัศน์ขึ้นมา "ก็ต้องไปวัดสิ ใครเขากินข้าวก่อนพระฉัน" เพื่อนสาวคนสนิทยักไหล่ เธอไม่ค่อยเข้าวัดเลยไม่รู้ "เราต้องอาบน้ำไหม?" มิวายถามขึ้นอีกครั้ง แต่คราวนี้พะแพงหรี่ตากลมโตใส่ เก็บโทรศัพท์ใส่กระเป๋าเสื้อพร้อมกับดันบ่าสวยของอีกฝ่ายกลับเข้าโดม "ควรจะอาบ ถ้าแกไม่สงสารฉันก็สงสารพระเถอะ" "ก็มันหนาวนี่! T^T" ความจริงปรากฏถึงสาเหตุของการไม่อยากอาบน้ำทำเอาคนตัวเล็กส่ายหน้า รีบดันคนขี้เกียจเข้าไปในห้องน้ำทันที "รีบเลย ทำบุญเสร็จจะพาไปกินข้าว” ทั้งสองเลือกที่จะทำบุญกับวัดใกล้ๆ ร้านอาหารที่เลือกเป็นสถานที่ฝากท้องมื้อเช้าเป็นหลัก เพราะวัตถุประสงค์ของการมาที่นี่คือการเที่ยวพักผ่อน "ยะถา วาริวะหา..." เสียงสวดมนต์บทกรวดน้ำดังก้องศาลาการเปรียญ มือเรียวค่อยๆ รินน้ำจากภาชนะโลหะสีทองใส่โถรองสีเดียวช้าๆ หลุบตามองชุดกรวดน้ำซึ่งได้จากทางวัดด้วยความตั้งใจ พร้อมกับหันมองปลายศอกมนตนเองที่กำลังถูกใบเตยแตะเบาๆ ตามความเชื่อ นักศึกษาสาวนึกถึงเรื่องประหลาดมากมายที่เกิดขึ้นกับตนเองในช่วงนี้ โดยเฉพาะตัวตนเจ้าของเสียงบนรถนั่น เธอตั้งใจทำบุญให้ เขาจะได้ไปจากเธอเสียที หลังเทน้ำจนหมดขวดก็วางภาชนะว่างเปล่าลงบนพื้น ยกมือขึ้นประนมแนบอกสวดมนต์ต่อ กระทั่งเสร็จสิ้นจนถึงบทแผ่เมตตา "เอาไปเทใต้ต้นไม้ก็ได้โยม" เสียงทุ้มเนิบเอ่ยขึ้นพร้อมกับมองไปยังใต้ต้นไทรใหญ่ที่มีรากขึ้นชอนไชทะลุพื้นซีเมนต์วัด ทั้งคู่ก้มกราบลาท่าน จากนั้นจึงค่อยๆ คลานเข่าออกจากศาลาด้วยความเรียบร้อย เดินมาจนถึงโคนต้นไม้ใหญ่ และเห็นว่ามีต้นไม้เล็กๆ ไม่ทราบชนิดกำลังผุดขึ้นท่ามกลางเงาของไม้ใหญ่ ยากจะเติบโต เมื่ออยู่ใต้เงาของคนอื่น เป็นกำลังใจให้ด้วยการรดน้ำลงบนดินรอบๆ พืชไม้ขนาดเล็ก แม้จะรู้ดีว่าคงถูกต้นไทรใหญ่ดึงน้ำไปจนหมด "แพง กินข้าวกัน ฉันหิวแล้ว" เสียงเรียกจากเพื่อนทำให้หญิงสาวหยัดกายลุกขึ้นเดินไปหา หวังว่าผู้หญิงคนนั้นจะได้รับสิ่งที่เธอทำให้วันนี้ วูบบบ~ สายลมพัดผ่านด้านหลังทำเอาขาเรียวซึ่งกำลังก้าวไปข้างหน้าด้วยความมั่นคงหยุดชะงัก รู้สึกเย็นวาบไปทั้งแผ่นหลังแม้ในตอนนี้จะสวมเสื้อกันหนาวทับอยู่ก็ตาม ความรู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออกเกิดขึ้น แต่กลับไม่กล้าแม้แต่จะชำเลืองหางตากลับไปมองยังจุดที่เพิ่งเทน้ำลงดิน สุดท้ายเธอก็ทำตัวขี้ขลาดด้วยการรีบวิ่งไปสมทบกับเพื่อน เพื่อนำชุดกรวดน้ำไปเก็บ พร้อมเดินทางไปเที่ยวกันต่อตามประสาสาวๆ เป้าหมายของวันนี้คือการเที่ยวไร่สตรอว์เบอร์รี แต่มื้อเช้าเป็นสิ่งสำคัญ ทั้งสองคนจึงตกลงเลือกร้านอาหารที่อยู่ไม่ไกลจากวัด แต่ยังคงบรรยากาศภูเขาและทะเลหมอกเอาไว้ รถยนต์จอดสนิทบริเวณจุดจอดรถของร้านอาหาร และมีพนักงานต้อนรับเดินนำไปยังโต๊ะติดระเบียงที่ว่างอยู่ทันที "ขอน้ำเปล่ากับแก้วค่ะ" ใบเตยสั่งเครื่องดื่มตั้งแต่เมนูอาหารยังไม่ถูกนำมาให้เลือกด้วยซ้ำ แต่ก็เข้าใจได้ เนื่องจากใช้เวลาอยู่ในวัดเกือบสองชั่วโมง และทั้งคู่เพิ่งทราบว่า วัดที่ไปทำบุญในวันนี้เป็นวัดเก่าแก่อายุเกือบร้อยปี นักท่องเที่ยวจึงนิยมไปทำบุญที่นั่นจำนวนมาก กว่าจะถึงคิวทำบุญก็ปาเข้าไปเก้าโมง "น้ำมาแล้วค่ะ" น้ำดื่มขวดใหญ่ถูกวางลงบนโต๊ะ พร้อมกับแก้วใส สามใบ... ชีพจรของคนตัวเล็กเต้นเร็วขึ้นกับจำนวนแก้วตรงหน้า เงยหน้าสบตาเพื่อนอีกคนซึ่งกำลังมองมาที่ตนเองเช่นเดียวกัน...อย่างมีความหมาย "เมนูค่ะ" "ขะ ขอบคุณค่ะ" รับมาถือโดยไม่ได้มองมันแม้แต่น้อย เธอสูดลมหายใจเข้าปอดรวบรวมความกล้า ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงไร้ซึ่งความผิดปกติ "ทำไม...ให้แก้วมาสามใบเหรอคะ?" " เอ๊ะ! คุณลูกค้ามากันสามคนไม่ใช่เหรอคะ?" หันกลับมาสบตาเพื่อนสนิทอีกครั้ง แต่ใบเตยทำตาเหลือกตาโปนและเสมองไปทางอื่นเรียบร้อย เลิ่กลั่กที่สุด... "คนที่สามนอกจากเราสองคน...เป็นผู้หญิงหรือเปล่าคะ?" เธอถามไปแล้ว และเพื่อนที่ได้ยินคำถามก็นั่งยืดตัวตรงด้วยความประหม่าหลังจากได้ฟัง ใบเตยเองก็คงกำลังเกิดความกลัวเช่นเดียวกันกับเธอ เพราะพะแพงเล่าเหตุการณ์ประหลาดมากมายเหล่านั้นให้เพื่อนฟังทุกเรื่อง สองสาวใจจดใจจ่อมองหน้าพนักงานหญิงคนนั้น เธอทำท่านึกคิด ขมวดคิ้ว หันมองไปรอบๆ ก่อนจะกลับมามองมองที่ลูกค้าสาวตรงหน้าและคลี่ยิ้ม "ไม่ใช่ค่ะ เป็นผู้ชาย" ตอบคำถามด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม และชี้นิ้วไปยังมุมหนึ่งของร้าน "คุณผู้ชายท่านนั้นไงคะ ไม่ได้มาด้วยกันเหรอคะ" พะแพงมองตามเรียวนิ้วของพนักงานหญิงไปยังลูกค้าผู้ชาย ซึ่งกำลังยืนถ่ายภาพทิวทัศน์อยู่บริเวณระเบียงร้านอาหารเงียบๆ คนตัวเล็กหันกลับมาสบตากับเพื่อน ใบเตยพ่นลมหายใจออกมาด้วยความโล่งอกและคว้าขวดน้ำมาเปิด "ไม่ใช่ค่ะ มากันสองคน ^_^" "อ้าว! ขอโทษด้วยนะคะ" "ไม่เป็นไรค่ะ" ยิ้มหวานออกมาพร้อมคำตอบ ไม่ใช่ว่าใจดีหรืออะไรจึงส่งยิ้มออกไปมากมายเช่นนั้น แต่เธอกำลังโล่งอกกับความอึดอัดมากมายที่มีในใจตลอดหลายวันที่ผ่านมาออกไปได้ ใช้นิ้วเกลี่ยปอยผมทัดใบหู ก่อนจะเริ่มสั่งอาหารบนสมุดเมนูของทางร้านทีละอย่าง วันนี้เธอจะกินให้อิ่ม นอนให้หลับ เที่ยวให้สนุก จบสิ้นแล้วกับเรื่องราวประหลาดจากสิ่งเหนือธรรมชาติ ที่ชื่อว่า 'ผี' "สบายใจแล้วสินะ" ใบเตยที่นั่งสังเกตเพื่อนอยู่สักพักก็พูดขึ้นมา สีหน้าของพะแพงดูดีและสดใสขึ้นทันตา กลับมาสว่างไสวราวกับไอดอลสายน่ารักเหมือนเดิม ต่างจากหลายวันมานี้ ที่เอาแต่เครียดและหวาดระแวงกับสิ่งรอบข้างไปหมด "อื้อ ดีขึ้นแล้ว ผู้หญิงคนนั้นคงไปแล้ว" พยักหน้ารับประกอบคำพูด "เมื่อกี้แพงสั่งของกินคนเดียวไม่ได้ถามเตยเลย อยากได้อะไรเพิ่มไหม?" "ไม่เอาแล้ว แกสั่งเต็มโต๊ะจนจะแบ่งโต๊ะข้างๆ กินได้แล้วเนี่ย" พอบรรยากาศผ่อนคลาย ก็อดกระแนะกระแหนกันไม่ได้ "ก็อยากกินคลายเครียดนี่นา" "ใครสั่งคนนั้นจ่ายนะ" "อ้าว!" เพื่อนเธอตลกบริโภคอีกแล้ว "ยะ อย่ามากินที่แพงสั่งนะ" "ไม่รู้ไม่ชี้!" คนตัวเล็กบึนปากคว่ำกับท่าทางไม่ทุกข์ร้อนของเพื่อนสนิท จะตบจะตีกันก็สู้อีกฝ่ายไม่ได้ หากเพื่อนสนิทอีกคนมาด้วยคงมีคนช่วยจัดการความแสบทรวงของใบเตยให้ "ถ่ายรูปกันไหม?" "ถ่ายดิ ไปถ่ายมุมนั่นไหมเห็นภูเขาลูกนั้นด้วย" "อื้อ" "แกถ่ายฉันดีๆ นะแพง เอาสวยๆ ให้ได้พันไลก์" "คนสวย เอาเครื่องคิดเลขถ่ายก็สวย" "เอ๊ะ! แกว่าฉันปะ?" "ไม่ได้ว่า~" สองสาวพากันลุกจากโต๊ะ กอดคอกันไปถ่ายรูปเล่นระหว่างรออาหารบริเวณระเบียงยังจุดที่ลูกค้าผู้ชายคนนั้นเพิ่งเดินออกไป หัวเราะกันคิกคักสนุกสนานเสียงแผ่วเบาไม่รบกวนแขกคนอื่น ภูเขาสีเขียวขจีกับท้องฟ้าสีฟ้าขาวเคลือบด้วยฟิลเตอร์ธรรมชาติจากแสงอาทิตย์ ทำให้ได้ภาพสวยงามเก็บเป็นความทรงจำจำนวนมาก อากาศวันนี้สดใสสวยงาม ประกอบกับการได้ตื่นมาทำบุญแต่เช้า ทำให้ทั้งคู่สบายใจจนหลงลืมคำกล่าวที่ว่า ‘สงครามยังไม่จบ อย่าเพิ่งนับศพทหาร’ •❣•୨୧┈┈┈୨୧•❣•
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD