หนึ่งชั่วโมงก่อนเกิดเหตุดังกล่าว
ยานพาหนะสีมุกนำเข้าทะเบียนประมูลที่นาน ๆ ทีจะได้ใช้การให้คุ้มสมฐานะและราคายังคงโลดแล่นตามท้องถนนสายหลัก
ผ่านความวุ่นวายในตัวเมือง ก่อนจะปรากฏเป็นป้ายจังหวัดบ้านเกิด ส่งผลให้หญิงสาวแม้ภายนอกจะดูอ่อนหวาน แต่ภายในนั้นกลับเข้มแข็งเกินกว่าจะคาดเดา คิดอยากจะใช้ชีวิตด้วยตนเองตั้งแต่เข้าศึกษาระดับชั้นมัธยมศึกษายิ้มออกมา ถ้าถามว่าหนูณี ณีนรินทร์ ดื้อเงียบได้ผู้เป็นมารดามาขนาดไหน
ก็ถึงขั้นที่ว่าใครก็ห้ามเจ้าตัวขับรถระยะไกลกลับบ้านหลังได้ย้ายคืนถิ่นมาเช่นในตอนนี้ไม่ได้
จากเด็กสาวที่อยากจะลองออกไปเผชิญโลกภายนอกวันนั้น เธอเติบโตขึ้นในสายอาชีพที่ได้เห็นมันตั้งแต่ต้องออกจากอ้อมอกบิดามารดาเข้าโรงเรียนวันแรก
และใช่ ตอนจบมัธยมศึกษาตอนปลาย ณีนรินทร์เลือกที่จะเข้าคณะครุศาสตร์ไม่ใช่คณะแพทยศาสตร์ที่หลายคนเข้าใจว่าเด็กเก่งแบบเธอต้องไปทางด้านนี้แน่ ๆ แต่แท้จริงใครจะไปทราบว่าแม้หัวสมองจะจัดอยู่ในระดับนั้น แต่คนสวยดันกลัวเลือดกลัวเข็มเสียยิ่งกว่าอะไร
เลยจบลงที่คุณครูระดับประถมศึกษา ซึ่งได้ไปบรรจุไกลหูไกลตาครอบครัวอยู่นานหลายปี แน่นอนว่าผู้เป็นบิดากับลูกพี่ลูกน้องอย่างเฮียปราบและน้องสาวสุดที่รักรวมถึงน้องชายอีกคนอย่างปานตะวันไม่มีทางยอมได้
หากแต่มารดาพูดออกมาเพียงประโยคเดียว ทุกคนก็ต้องยอมถอยทัพให้หนูณีได้ทำตามความฝันของตัวเอง จากวันนั้น วันนี้มันผ่านเลยมากี่ปีแล้ว บิดาอายุมากขึ้นทุกวัน เธอที่เอาแต่ใจมาตลอดเลยรู้สึกเหมือนปลดล็อกความเป็นห่วงและคิดถึงลงบ้างที่ตอนนี้จะได้กลับมาทำงานที่บ้านแล้ว
ได้ไปเห็นโลกกว้างมันก็ดี แต่พวกเขาทุกคนก็สำคัญกับณีนรินทร์คนนี้มากเช่นกัน ก่อนมือเรียวจะเอื้อมออกไปกดรับสายคนที่เหมือนตัวเองทุกอย่าง ผิดแค่นิสัยใจคอ
“ว่ายังไงเด็กดื้อ”
[พี่หนูณีต่างหากที่ดื้อ สนามบินก็มี ไกลก็ไกลยังจะอยากขับรถมาเองอีก]
“คนเยอะวุ่นวาย ขับรถมาเองแบบนี้สบายใจกว่า”
[สบายใจพี่ แต่สงสารคนแก่ที่นั่งไม่ติดตั้งแต่ลืมตาตื่นมาหน่อยเถอะ]
“อ่า พี่คิดว่าคุยกับเสี่ยเข้าใจแล้วซะอีก”
ตอนโทรไปแจ้งข่าวว่าจะได้ย้ายกลับมาสอนโรงเรียนประถมศึกษาในตัวอำเภอใกล้บ้านเกิด ผู้เป็นบิดาที่วางมือจากทุกอย่างให้เฮียปราบกับหนูนาเข้ามาช่วยเกือบหมดแล้วก็ดูจะดีใจเป็นอย่างมาก อีกทั้งเหมือนจะเข้าใจในการอยากขับรถกลับบ้านเงียบ ๆ คนเดียวของลูกสาว
แต่ที่ไหนได้ ดันนั่งไม่ติดเสียอย่างนั้นหรือ
“ฝากบอกเสี่ยกับแม่บัวทีว่าใกล้จะเข้าตัวอำเภอแล้ว ไม่ต้องเป็นห่วง”
[โอเคจ้า แต่หนูคิดว่าพี่จะถึงดึก ๆ เลยอะ ไม่ใช่ว่ายิงยาวมาเลยใช่ไหม แบบนั้นเสี่ยกับเฮียปราบรู้เข้าได้ช็อกตามกันไปพอดี]
“พัก พี่แวะพักที่ปั๊มตลอด”
[เค ค่อยสบายใจหน่อย ว่าแต่มาคนเดียวแน่ใช่ไหม]
“พี่พาแฟนมาด้วย”
[หนูณีโว้ย! ไอ้นั่นมันเป็นใคร ชื่ออะไร บ้านเกิดอยู่ที่ไหน เป็นคนดีหรือเปล่า แล้วกล้าไปมีแฟนตั้งแต่เมื่อไหร่ พาเข้าบ้านมาได้โดนลูกปืนเฮียปราบแน่!]
คนที่กล่าวเรื่องไม่จริงออกไปได้แต่ระเบิดหัวเราะออกมาแข่งกับเสียงเพลงซึ่งเปิดคลอเอาไว้เป็นเพื่อนร่วมทาง เธอจะไปมีคนรักได้อย่างไรเพราะที่บ้านเป็นห่วงขนาดนี้
หรือเอาตามตรงเลย ตั้งแต่เกิดมาณีนรินทร์ยังไม่เคยรู้สึกพิเศษกับใครจริงจัง หลายคนที่ผ่านเข้ามาในชีวิตไม่นานก็ผ่านไป เนื่องจากพวกเขาคงจะรู้สึกได้ว่าต่อให้อยู่กับเธอไปนานมากกว่านี้ก็คงจะเป็นได้มากสุดคือเพื่อนกัน
หรือไม่ก็คงทราบได้ตามสัญชาตญาณว่าหญิงสาวมีคนที่อยู่ในหัวใจแล้ว
“ใจเย็น ๆ ก่อน พี่แค่ล้อเล่นเอง”
[มันใช่เรื่องที่จะมาล้อเล่นไหม!]
“หนูนา พี่จะไม่มีสิทธิ์มีแฟนเลยเหรอ”
[มี แต่เอาไว้พี่โตกว่านี้ก่อน]
“เราอายุเท่ากันนะ อีกอย่างพี่ก็โตแล้วด้วย ยังไงสักวันก็ต้องมีคนรักเป็นของตัวเอง”
[หนูจะโกรธพี่ เสี่ยแล้วก็เฮียปราบรวมถึงปานตะวันด้วย]
“ให้ตายสิยัยเด็กคนนี้”
[ไม่รู้แหละ ว่าแต่ทำไมถึงมาคุยเรื่องนี้ได้อะ]
“เปล่า พี่ใกล้จะถึงแล้ว เอาไว้เจอกันที่บ้านเลยนะ มีของฝากให้เยอะแยะเลย”
[ได้ เดี๋ยวหนูไปแจ้งเสี่ยกับเฮียปราบก่อน]
ณีนรินทร์ระบายยิ้มบาง เธอเองก็โตขนาดนี้แล้ว เข้าใจถึงความเป็นห่วงของทุกคนในครอบครัวเป็นอย่างดี ก่อนความเร็วของรถยนต์จะชะลอลงตอนเข้าใกล้แหล่งชุมชนอันคุ้นเคย ถนนหนทางเปลี่ยนไปมากกว่าเมื่อหลายสิบปีก่อนอย่างเห็นได้ชัด
ต้องยอมรับว่าตอนเด็ก ๆ บ้านใจกลางไร่นาของพวกเรามันค่อนข้างจะเงียบเชียบมากเลยทีเดียว ผิดกลับทุกวันนี้ที่ผู้คนในหมู่บ้านนั้นเริ่มขยับขยายออกมาอยู่กันหนาตามากขึ้น
ก่อนเจ้าของรถยุโรปจะต้องเบรกอย่างกะหัน ตอนรถคันด้านหน้านั้นหยุดลงอย่างไม่มีสัญญาณเตือนใด ๆ หรือถ้าจะให้พูดกันตามตรงคือจู่ ๆ มันก็ดับสนิทไปเลยมากกว่า ยังดีที่ตัวเองยังมีไหวพริบอยู่บ้าง ไม่เช่นนั้นคงจะได้ชนท้ายเข้าให้แล้วจริง ๆ และโล่งใจอีกเรื่องที่เธอวางสายจากน้องสาวฝาแฝดไปแล้ว
ไม่งั้นไม่อยากจะคิดเลย
ปัจจุบันเลยต้องเข้ามานั่งรอช่างในอู่ซ่อมรถ ประเมินความเสียหายของรถคุณป้านิดหน่อย ทราบดีว่าตัวเองไม่ได้ผิดอะไร แต่พอเห็นคนมีอายุกล่าวขอโทษกันซ้ำ ๆ ด้วยความรู้สึกผิดจริง ๆ มันก็อดไม่ได้ที่จะต้องยื่นมือเข้าไปช่วย
มันไม่ใช่งานถนัดของเอกราชเลยด้วยซ้ำ แต่จะให้ปฏิเสธพี่เทิดที่มีสิทธิ์ทุกอย่างเป็นรองแค่ป๋าเรืองก็ไม่ได้ เพราะไม่งั้นวันนี้เขาก็คงจะได้รับเงินตามปกติที่เข้างาน แล้วโดนไล่ให้พาตัวเองไปหาหมอจริง ๆ ทั้งที่เมื่อก่อนก็ทำมันมาแทบจะทุกงาน
วันนี้อย่างไรแค่ต้องยกน้ำกับขนมไปเสิร์ฟให้ลูกค้ากิตติมศักดิ์มือไม้มันจึงสั่นไม่เลิก รวมถึงเลือกนำหมวกราคาไม่กี่บาทมาสวมใส่เพื่อบดบังไม่ให้ลูกค้าคนสวยนั้นตกใจกลัวใบหน้าของตนเองซึ่งมีแต่ร่องรอยฟอกช้ำ
ฝากคุณครูเธอด้วย
ที่หายหน้าหายตาไปนานเป็นเพราะแบบนี้เองหรือ ชายหนุ่มรีบสะบัดศีรษะยามคิดอะไรไม่เข้าเรื่อง และเขาก็ไม่ควรจะให้แขกนั่งรอนานมากกว่านี้โดยที่ยังไม่มีอะไรนำไปวางเสิร์ฟให้เลย
“อนุญาตครับ”
“อ่า เชิญเลยค่ะ” หญิงสาวที่ก้มหน้าก้มตาพิมพ์อธิบายเรื่องทุกอย่างซึ่งเกิดขึ้นให้ครอบครัวรับทราบผ่านเครื่องมือสื่อสารเงยหน้ามองคนที่เดินเข้ามาใหม่ ที่ช่างดูคุ้นเคยในความรู้สึก หากแต่ก็ยังนึกไม่ออกว่าเคยเจอกันที่ไหนมาก่อนหรือไม่ รวมถึงเขาก็ดูจะเลี่ยงสบตากับเธอตั้งแต่อยู่ด้านนอกแล้ว จึงไม่ควรจะถามอะไรที่มันละลาบละล้วง
แต่ช้ำทั้งหน้าทั้งตัว ต้องไปโดนอะไรมา แล้วจะเจ็บมากหรือเปล่านะ
“น้ำกับขนมครับ ถ้าประเมินความเสียหายเสร็จแล้วจะเข้ามาแจ้งนะครับ ขาดเหลืออะไรสามารถเรียกได้เลยครับ”
“ค่ะ ขอบคุณมากเลยนะคะ”
ณีนรินทร์ที่กล่าวขอบคุณออกไปเม้มริมฝีปากสุขภาพดีเข้าหากัน ก่อนจะนึกขึ้นมาได้ว่าในกระเป๋าของตัวเองมียาแก้ฟกช้ำโดยชอบซื้อติดตัวเอาไว้ เนื่องจากต้องอยู่กับพวกเด็กแสบตามวิชาชีพตลอด มือขาวจึงรีบคว้ามันขึ้นมาให้ชายหนุ่มตรงหน้าตามสัญชาตญาณ
“ครับ?”
“ขอบโทษที่เสียมารยาทมองไปแล้วนะคะ แต่แผลคุณเยอะมากเลย ฉันให้ค่ะ”
อ่า เธอไม่เปลี่ยนไปเลยสักนิด แต่คนแบบเขามันก็ไม่คู่ควรหรอก ไม่คู่ควรจริง ๆ
“ไม่เป็น—”
“ณีนรินทร์ กลับบ้านกับเฮีย”
TBC.
จากบักปราบวันนั้น วันนี้เป็นเฮียแล้วนะ