บทที่ 9 สะกิดแผล

1818 Words
“ว่าไงละ...เคลิ้มเลยดิ” ฉันที่เกือบเคลิ้มไปแล้วแต่เมื่อเห็นแววตาล้อเล่นนั้นพลันทำให้ฉันตั้งสติก่อนจะใช้เข่ากระแทกไปที่เป้า แต่ทว่าอีกคนว่องไวกว่าพลิกตัวหลบทำให้ฉันตีเข่าไปที่ต้นขาของเขาแต่คิดว่าอีกคนน่าจะมีเจ็บนิด ๆ “อุ้ย ๆ...ชอบรุนแรงเหรอครับ” “ปล่อยนะ...ฉันไม่ใช่ผู้หญิงของนายนะ” “แล้วเป็นผู้หญิงของใครล่ะ” “ไม่ใช่ของใครทั้งนั้น” “หรือว่ากับคนเก่า...แต่เอ๊ะ...เหมือนว่าเขามีคนอื่นไปแล้วไม่ใช่เหรอ...กับรักแรกอะไรนั่นน่ะ” ฉันตระหนกทันที ไม่คิดว่าคนตรงหน้าจะรู้ความลับของฉัน ต้องไปแอบสืบจากใครสักคนในบรรดาเหล่าพี่ชายของฉันแน่ ๆ พี่ยูตะดูจะน่าสงสัยที่สุดนะ “จริงสินะ...คนเก่าเด็ดเหรอถามจริง ไม่อยากลองใหม่ ๆ บ้างเหรอ พี่ก็เด็ดไม่แพ้กันนะ” อีกคนเปลี่ยนจากยั่วอารมณ์เริ่มเป็นยั่วโมโหแล้ว และฉันจากที่มีความรู้สึกหวาบหวามตอนนี้อยากซัดคนตรงหน้าสักป้าบ ที่เอาปมในอดีตคนอื่นมาบูลลี่ “ขาดความอบอุ่นเหรอเอาปมด้อยมาล้อ ใส่ใจเรื่องคนอื่นดี เรียนเคยตั้งใจแบบนี้บ้างหรือเปล่า ถามจริงเหอะว่างเหรอถึงชอบกวนประสาทฉันนัก เป็นรุ่นพี่หัดทำตัวให้น่าเคารพบ้าง บางทีเจอหน้าก็ไม่อยากจะยกมือไหว้หรอกเสียมือ” ฉันใส่ยับแบบไม่ให้มีช่องว่างให้ได้แทรก ก่อนจะผลักอีกคนให้ออกไปแล้วว่ายน้ำกลับไปทางลงที่เป็นขั้นบันไดแล้วเดินขึ้นจากน้ำอวดหุ่นโดยไม่สนว่าอีกคนจะมองอะไรต่อมิอะไรเธอหรือเปล่า ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาปกปิดร่างกายแต่เป็นเวลาปกปิดร้อยแผล จนหงุดหงิดต้องการที่ระบายอารมณ์สักหน่อย และฉันที่เดินไปหยิบผ้าขนหนูหยิบขึ้นพาดบ่าแล้วหยิบมือถือขึ้นเดินตรงไปคิดจะเข้าลิฟต์ แต่ทว่าอีกคนเดินมารั้งเอาไว้ “นี่หัดรู้จักปิดเนื้อตัวบ้างเหอะ คิดจะอวดคนทั้งตึกเลยหรือไง” “ไม่ต้องมายุ่ง” ฉันโมโหจริง ๆ โมโหมาก เพราะไม่เคยมีใครกล้ามากระตุกต่อมหรือสะกิดแผลนี้ของฉันเลย แม้แต่เหล่าพี่ชายก็เถอะ ใบหน้าฉันตอนนี้ไม่เหมาะจะพูดคุยเสวนากับใคร และดูเหมือนอีกคนจะวุ่นวายไม่เลิก “นี่...เป็นอะไร...ล้อเล่นนิดเดียวเอง” ฉันหันขวับมองด้วยสายตาแข็งทื่อ แต่นัยน์ตาสั่นไหวพยายามกลืนความโกรธไม่เผลออาละวาดต่อหน้าเขา และเขาคงไม่รู้ว่าได้ล้ำเส้นของฉันเข้าแล้ว และหากฉันได้โกรธแล้วบอกเลยไม่ต้องง้อ เพราะไม่มีวันหายโกรธง่าย ๆ “ขอโทษ” อีกฝ่ายบอกออกมา นั่นทำให้ฉันสูดหายใจลึก ๆ ก่อนจะผละเดินออกไป โดยไม่พูดอะไรกับเขาอีก แน่นอนว่านอกจากไม่พูดแล้วหน้าของเขาเธอก็ไม่อยากจะมองด้วย ฉันเดินถึงลิฟต์กดที่ชั้นของตัวเองแล้วมุ่งเข้าห้องโดยไม่สนใจอีกคนที่ตามมาแล้วพูดมากอย่างกับหมีกินผึ้ง แล้วก็กระแทกประตูใส่หน้า ตึง! ฉันไม่สนใจว่าอีกคนจะรู้สึกอย่างไร เพราะเขาก็ไม่มีมารยาทกับฉันก่อน ทำไมฉันต้องมีมารยาทกับเขาด้วย เมื่อเข้าห้องแล้วฉันเดินเข้าไปในห้องน้ำเปิดน้ำรดหัวให้ความร้อนมันค่อย ๆ บรรเทาลง แต่คาดว่าน่าจะเสียน้ำไปไม่น้อยเพราะนั่นมันเกือบครึ่งชั่วโมง จนกระทั่งรู้สึกว่าตัวซีดจนมือเริ่มเหี่ยวแล้ว จึงอาบน้ำสระผม เมื่อออกมาจากห้องน้ำฉันก็เป่าผมทาครีมก่อนเลือกเสื้อผ้าสบาย ๆ ก่อนจะขึ้นเตียงนอนเลียแผลใจตัวเอง ที่มันไม่ยอมลืมเขาสักที อย่าว่าแต่ลืมเลยในมือถือยังมีรูปเขาที่ยังไม่ลบ ตั้งสองปีแล้วนะที่โดนบอกให้เลิกยุ่ง แต่ใจมันก็ไม่รักดีเอาแต่คิดถึงคนเก่าซ้ำ ๆ ต่อให้มีแฟนใหม่มากี่คนก็ไม่เคยลืมคนเก่าได้เลย ‘พี่ไม่ได้คิดกับโมจิเกินน้องสาวครับ อย่ามารอพี่เลยนะ พี่มีคนที่ชอบอยู่แล้ว’ ทุกคนรู้ว่าฉันชอบพี่สกายเพื่อนพี่เทมโป้ แต่เพราะไม่อยากทำให้ฉันเจ็บจึงไม่มีใครบอก ส่วนฉันก็หลงคิดว่าเขาเอ็นดูฉันมากกว่าน้องสาว จึงคิดเกินเลย กระทั่งเขาคิดจะมีแฟนนั่นแหละฉันจึงโดนสั่งห้ามยุ่งกับเขา ตอนนั้นจำได้โคตรเจ็บปวดเลย...ใจสลายเป็นอย่างไรก็ได้รู้วันนั้น ยิ่งเขาได้อยู่กับคนรักโดยที่ฉันทำได้แค่มองมันยิ่งตอกย้ำว่าฉันและเขาเป็นไปไม่ได้ จำได้ว่าไม่กินข้าวอยู่เจ็ดวันจนพี่ยูตะไปฟ้องแม่ สุดท้ายก็ร้องไห้ต่อหน้าแม่กับพ่อ ร้องเหมือนหมาเลย และมีคำหนึ่งที่พ่อกับแม่บอกเอาไว้ ‘วันนี้เลิกรักเขาไม่ได้ก็ไม่เป็นไร แต่สักวันหนึ่งเราจะเลิกรักเขาได้เองนะ ชีวิตคนเราเริ่มใหม่ได้ทุกวัน แค่วันนี้กล้าเล่าให้แม่ฟังก็เก่งมากแล้ว’ ที่จริงฉันติดรอบโควตาที่มหาวิทยาลัยเดียวกับพี่ชายทั้งสอง แต่พอรู้ว่าจะต้องไปเจอใครก็ไม่อยากไปเรียน จึงยื่นใหม่อีกรอบและติดที่นี่ เรื่องนี้ฉันไม่เคยบอกใครหรอก เพราะที่บ้านอยากให้เรียนที่เดียวกับพี่ ๆ แต่ฉันคิดว่าคงจะเรียนไม่ไหวหรอก หากต้องเห็นเขาสองคนอยู่ด้วยกัน เวลาสองทุ่มฉันเดินเข้าไปในครัว เปิดดูตู้เย็นว่ามีอะไรกินบ้างนอกจากน้ำ จึงได้เห็นว่านมสดมีอยู่จึงดูวันหมดอายุแล้วพบว่ายังพอกินได้ จึงเอาไปอุ่นก่อนจะเหลือบไปเห็นว่ามีข้อความแจ้งเตือนจากรุ่นพี่ พี่ริน : กินอะไรหรือยัง มากินข้าวด้วยกันไหม ฉันอ่านแล้วก็สงสัยว่าพี่รินทำไมอยู่ ๆ ถึงชวนไปกินข้าวด้วย แต่ว่าฉันไม่อยากเจอหน้าใครทั้งนั้นจึงตอบปฏิเสธไป โมจิ🍡 : ไม่ดีกว่าค่ะ ขี้เกียจลงไปอยากนอนอยู่ห้องเก็บพลังเอาไว้เยอะ ๆ พี่ริน : พี่อยู่หน้าห้องเนี่ย ฮะ! อยู่หน้าห้อง...แล้วพี่เขามาทำไม พอนึกขึ้นได้ว่ามาหาคนที่กวนประสาทฉันสินะ ฉันก็ไม่คิดว่าจะไปเจอด้วยทันที พี่ริน : มีเหล้าด้วย...กับแกล้มเพียบ พี่รินฮาร์ดเซลล์มาก แบบหลอกล่อสุด ๆ แล้วฉันเป็นพวกชอบเมาอยู่ด้วยสิ แต่ไม่ค่อยสนิทกับพี่เขาก็ไม่อยากกิน อีกอย่างไม่อยากเจอเจ้าของห้องตรงข้าม เหม็นขี้หน้า โมจิ🍡 : เกรงใจค่ะ ไม่เป็นไรพวกพี่ตามสบายเถอะค่ะ โมจิไม่ค่อยสนิทกับใครเดี๋ยวอึดอัด ฉันพิมพ์ตอบแล้วก็หยิบนมที่อุ่นเอาไว้ออกมาดื่ม โดยไม่รู้เลยว่าอีกห้องหนึ่งนั้นกำลังทำอะไรอยู่ ปุณณ์🐯 “เป็นไงไอ้ริน...มาไหม” “ไม่มา...มึงมันเหี้ย เหี้ยกว่าน้องชายมึงอีก เสือกไปขยี้ปมเขา นี่กูมีเพื่อนเป็นควายเผือกตัวเมียสองตัวเลยหรือไง” “ใครจะฉลาดเหมือนมึงล่ะแหม” ผมเถียงมัน ใครจะไปรู้ว่าน้องจะเสียใจขนาดนั้นวะ ยิ่งเห็นสายตาเจ็บปวดขนาดนั้นแล้วแม่งอยากตบปากตัวเอง “หยุดเลย...มึงนะมึงสงสารน้อง กูถามไอ้ยอดแล้วห้ามใครพูดถึงเลยเรื่องนี้ คงเจ็บหนักรักแรก แล้วมึงก็สาระแนไง เรื่องล้อเล่นมีเป็นร้อย เสือกเอาเรื่องนี้มาแหย่น้องมันเล่น สนิทก็ไม่สนิท วันหลังไม่ต้องแดกแล้วนะเหล้า เดี๋ยวกูซื้อหญ้าให้แดก” นอกจากโดนน้องโกรธแล้วยังโดนเพื่อนด่าอีก “เออ...กูก็อยากขอโทษนี่ไง วันนี้กูไม่เห็นน้องมันลงไปกินข้าวเลย จะเป็นไรป่ะวะ กูเครียดนะเนี่ย” เพราะว่าตรงหน้าประตูห้องจะมีกล้องที่ส่องเอาไว้คอยดูว่ามีใครเข้าออกห้องบ้าง แต่ไม่ได้มีถึงห้องนอนหรอก แค่มันส่องทางเข้าออก แล้วผมก็ขโมยรหัสผ่านจากเครื่องไอ้ปัณณ์มาได้ ตอนแรกก็แค่จะส่องดูว่าอีกคนทำอะไรอยู่ แต่ตอนนี้กลายเป็นว่ามองทุกชั่วโมงว่าน้องจะออกมาตอนไหน จะได้ไปขอโทษ “สันดานหมา เห่าเก่ง” “เออ...กูยอมเป็นหมาเห่าโฮ่ง ๆ เลยไอ้สัด” ผมตอบไอ้ริน แต่เมื่อหันมองไอ้ปั้นจะหาพวกแล้วมันเหมือนจะเพ่งมองผมจนผมเริ่มรน “อะไร...มึงมองอะไร” “เปล๊า!” เสียงสูงฉิบหาย ไอ้ปั้นแม่งไม่ยอมพูดเอาแต่ยกยิ้มแปลก ๆ ปล่อยให้ผมกระวนกระวายอยู่คนเดียว “ทำไงดีวะไอ้รินช่วยคิดหน่อยดิ” “ให้ไอ้ยอดรักพี่รหัสน้องชวนไปกินข้าวดิ” “กูบอกแล้วมันบอกไม่เด็ดขาด ไม่เคยมีใครกล้ายุ่งกับโมจิตอนอารมณ์ไม่ดี ไม่อยากโดนลูกหลง แล้วไอ้ยูตะกับพี่ชายไม่อยู่ พ่อแม่ยิ่งไม่อยู่ไปใหญ่เลย” ผมพูดรัว ๆ แทบไม่ได้หายใจพลางคิดหนัก แต่ว่าจะดึงไอ้ปัณณ์มาช่วยก็ไม่ได้ช่วงนี้มันยุ่งกับเรื่องแฟนของมันอยู่ นั่นก็ปัญหาไม่เล็กเลย ค่อนข้างใหญ่ด้วย ไอ้ปั้นที่เงียบอยู่นานเอ่ยขึ้นบ้าง “ดูมึงเป็นห่วง แปลก ๆ นะ ลืมแล้วเหรอว่าสัญญากับพวกกูไว้ยังไง” ผมมองค้อนมัน ใครจะไปลืมล่ะ ผมพูดต้องเป็นคำพูดดิวะ “กูบอกแล้วไงต่อให้หิวยังไงก็ไม่หน้ามืดหรอก เดี๋ยวมีปัญหาระหว่างสถาบันยุ่งตาย”ยกเว้นว่าผมจะจริงจัง อันนั้นผมเก็บไว้ในใจไม่ได้พูดออกไป เรื่องบาดหมางของสองมหาวิทยาลัยผมคิดว่าให้มันจบที่รุ่นพี่ไปน่ะดีแล้ว อย่ารื้อฟื้นเรื่องแบบนี้ขึ้นมาเลย อีกอย่างผมก็แค่เล่นสนุกไปวัน ๆ ยังไม่ได้คิดจริงจังกับใคร แต่ต่อไปก็ไม่แน่ “เออ...จะคอยดูว่ามึงจะทำได้ไหม” จะดูอะไรก็ดูไปเถอะผมไม่สนใจหรอก ตอนนี้ภาพในหัวมีแต่แววตาที่เจ็บปวดรวดร้าวของน้องยังตราตรึง มันดูน่าสงสารจนอยากดึงเข้ามากอดปลอบด้วยซ้ำ
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD