“ใหญ่จะไปไหนลูก” นางเกตุวดีรีบถามเมื่อเห็นบุตรชายลงจากชั้นบน แต่งตัวเหมือนจะออกไปข้างนอกทั้งที่วันนี้เป็นวันหยุด
“เอ่อ..ผมมีธุระจะต้องไปจัดการครับแม่” ธาดายังไม่อยากบอกปัญหาที่พบในตอนนี้กับบิดามารดาเพราะเขาเกรงว่ามันจะเป็นเรื่องใหญ่
“ธุระด่วนไหม ลูกไม่มีนัดเรื่องงานไม่ใช่เหรอ พ่อแม่มีเรื่องอยากคุยด้วยอยู่คุยกันก่อนได้ไหม”
สายตาขอร้องกึ่งบังคับทำให้ธาดาต้องเปลี่ยนใจจากการออกไปตามหาหัวขโมยเป็นการอยู่คุยกับบิดามารดาก่อน
คุณเธียรนั่งอยู่ที่ห้องนั่งเล่น ตรงหน้าชายสูงวัยมีรูปภาพเซ็ทเดียวกับที่ชายหนุ่มมีนั่นคือภาพของพิชชาและลูกๆ ของเธอ
“หมอกิตเขาบอกพ่อหมดแล้ว เรื่องใหญ่ขนาดนี้ลูกจะไม่ปรึกษาพ่อแม่ก่อนเหรอ” คุณเธียรถามลูกชาย
“ผมตั้งใจว่าจะไปคุยกับผู้หญิงคนนี้ก่อนครับแล้วค่อยมาเรียนพ่อกับแม่”
สีหน้าคุณเกตุวดีค่อนข้างคิดหนักเมื่อฟังบุตรชายพูด
“ลูกจะไปคุยอะไรกับเขา เท่าที่แม่รู้มาทางนั้นก็ไม่ได้ตั้งใจ เขาไม่รู้ว่าสเปิร์มที่เขาได้ไปไม่ใช่สเปิร์มบริจาค”
“หมอกิตบอกแม่อย่างนั้นเหรอครับ”
“ใช่ บ้านเรากับเขารู้จักกันมานานเขาไม่ใช่คนปกป้องลูกน้องโดยที่ไม่มีเหตุสมควร”
“แล้วเขาตอบได้ไหมละครับ ว่าทำไมลูกน้องเขาถึงเอาสเปิร์มของผมไปผสมให้ผู้หญิงคนนั้น”
“ใหญ่..พ่อว่ามันเป็นเรื่องเข้าใจผิดนะ หมออนันต์เองก็ฝากสเปิร์มที่นั่นเหมือนกัน เขาน่าจะตั้งใจหยิบของตัวเองไปใช้มากกว่าเพราะงานนี้เขาทำส่วนตัว หนูพิชชาไม่ได้เข้าระบบคนไข้ของโรงพยาบาล”
“พ่อจะบอกว่าเขาตั้งใจหยิบของตัวเองไปใช้แต่หยิบผิดมาเอาของผมไปเนี่ยนะ” ธาดาเสียงสูงแต่เธียรพยักหน้า
“ใช่ ช่องเก็บของแกกับของหมออยู่ติดกัน รหัสติดกันมันก็เป็นไปได้นี่ที่จะมีเรื่องผิดพลาด”
“แต่ความผิดพลาดของเขามันส่งผลตามมาขนาดไหน พ่อก็เห็นนี่ครับ พ่ออาจจะเห็นแก่หมอกิตเลยไม่อยากเอาเรื่องโรงพยาบาล แต่จะให้ผมอยู่เฉยๆ ไม่ทำอะไร ผมทำไม่ได้ยังไงตัวต้นเหตุก็ต้องรับผิดชอบ”
“แล้วใหญ่จะให้ทางนั้นรับผิดชอบยังไง เรื่องมันผ่านมาตั้งนานแล้วไอ้ลูกอ็อดของลูกก็กลายเป็นเด็กตาดำๆ สองคนนี่จะยัดกลับเข้าท้องแม่เขาก็ไม่ได้แล้วนะ”
ธาดามีท่าทางฮึดฮัดแต่ฌานแอบยิ้มเมื่อได้ยินคุณเกตุวดีพูดคำว่า “ลูกอ็อด” แทนการเรียกว่าสเปิร์ม แถมยังบอกว่าจะให้ยัดเด็กแฝดสองคนกลับเข้าท้องพิชชาก็คงไม่ได้อีกซึ่งเขาก็เห็นด้วย
“แล้วแม่คิดว่าจะแก้ไขยังไงดีที่สุดครับ” ลูกชายถามเสียงเรียบ
“ใหญ่ไม่ต้องจัดการอะไรเลยก็ได้ลูก เรื่องหลานพ่อแม่จัดการเองลูกลืมเรื่องนี้ไปเลยก็ได้นะ” คุณเกตุวดีพูดหน้าตาเฉยแต่ลูกชายทำสีหน้าเหมือนไม่อยากเชื่อ
“แม่ครับ นั่นน่ะลูกผมที่เกิดมาจากสเปิร์มของผม ถือเป็นทรัพย์สินของผมที่ผมต้องเอาคืนมา ไม่งั้นในวันหน้าผู้หญิงคนนั้นเกิดพาเด็กสองคนนั่นมาเรียกร้องค่าเลี้ยงดูหรือทรัพย์สินอะไรเราจะทำยังไง” ธาดาพูดในด้านที่เลวร้ายที่สุดที่อาจจะเกิดขึ้นได้ก่อน
“ก็ไม่เป็นไรนี่ หลานแม่แม่ให้ได้หรือว่าคุณมีปัญหาคะ” นางเกตุวดีหันไปถามสามีที่ปฏิเสธทันทีว่าไม่มีปัญหา
ธาดาส่ายหน้าด้วยความหงุดหงิด เขาเดินออกมาทันทีจากห้องนั้นโดยที่มารดาเรียกไม่ทัน
“ตาใหญ่ กลับมาคุยกับแม่ก่อน”
“ช่างลูกเถอะคุณ ถือว่าเราพูดแล้วว่าเราคิดยังไง”
################
หนึ่งชม.ต่อมา รถยุโรปทรงสปอร์ตสีขาวแล่นมาจอดหน้าบ้านของพิชชา ธาดานั่งที่เบาะหลังมองตัวบ้านอย่างพิจารณา
“หลังนี้เหรอ”
“ครับ หลังนี้ไม่ผิดแน่ผมเคยมาดูแล้วทีนึง” ฌานตอบ
“ดูท่าทางก็มีฐานะดี ทำไมทำตัวเป็นหัวขโมยแบบนั้น”
ธาดาเปิดประตูรถลงไปเขาสั่งให้คนสนิทรอบนรถ ชายหนุ่มเดินไปที่หน้ารั้วยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะกดกริ่งหรือไม่แต่เสียงเด็กผู้หญิงที่วิ่งมาที่หน้ารั้วและมีเด็กผู้ชายวันเดียวกันวิ่งตามมา ทำให้เขาละสายตามามองเด็กสองคนนี้นิ่งนาน
“แพรว! เดี๋ยวเขาจะฟ้องแม่นะว่าตัววิ่ง” เสียงเด็กชายตะโกนมา
“พุท ตัวเองเดินช้าอย่ามาว่าเขาวิ่งนะ” เด็กหญิงผมยาวสีน้ำตาลเข้ม หน้าตาน่ารักเหมือนตุ๊กตาผิวขาวจัดหันไปตอบ
ธาดาตัวชาเขายืนนิ่งด้วยความตกใจ ชายหนุ่มเคยเห็นรูปเด็กทั้งสองมาแล้วนั้นใช่ แต่การได้มาพบตัวจริงความรู้สึกนั้นต่างกันราวฟ้ากับเหว เด็กหญิงตัวเล็กเองที่หันมาเห็นเขาก็นิ่งไปด้วยความตกใจเช่นกัน
“คุณลุงมาหาใครเหรอคะ” เด็กหญิงพิชนันท์ถอยหลังไปสองก้าวด้วยสัญชาตญาณระวังภัย
ธาดามองร่างเล็กผ่านประตูรั้ว เขาไม่มีโอกาสใกล้ชิดเด็กมากนักจึงทำตัวไม่ถูก ขณะนั้นเด็กชายอีกคนก็มายืนข้างพี่สาวฝาแฝดด้วยท่าทางไม่กลัวใคร
“คุณลุงมาหาใครครับ” เด็กชายณพิชย์ขยับมายืนด้านหน้าเหมือนจะบังร่างคู่แฝด ธาดามองปฎิกิริยาปกป้องของเด็กชายด้วยความพอใจโดยไม่รู้ตัว
“คุณแม่หนูอยู่ไหมครับ” ชายหนุ่มย่อตัวนั่งบนส้นเท้าคุยกับเด็กๆ ภาพนั้นทำให้ฌานที่เปิดประตูตามลงมา ขยี้ตาด้วยความไม่แน่ใจว่าสายตาเขาเพี้ยนหรือเปล่า
ณพิชย์ยังคงจ้องมองธาดาอย่างไม่ไว้ใจ แต่พิชนันท์ส่งเสียงตอบแทน
“คุณแม่อยู่ค่ะ จะให้บอกว่าใครมาหาคะ” คำถามของเธอทำให้ธาดารู้ว่าเด็กหญิงได้รับการอบรมอย่างดี
พิชชารีบออกมาหลังจากที่หาลูกในบ้านไม่เจอ เธอตรงมาหน้าประตูรั้วที่ธาดาและฌานยืนอยู่ด้านนอก โดยมีลูกฝาแฝดยืนมองชายหนุ่มสองคนอย่างสนใจ
“คุณมาหาใครคะ” เธอมองหน้าธาดาแล้วขมวดคิ้ว รู้สึกคุ้นหน้าเขาอย่างประหลาดแต่นึกไม่ออกว่าคุ้นแบบไหน
“ผมมาหาคุณ คุณพิชชา” ธาดาตอบมองเธอสลับกับเด็กทั้งสองคน
“มาหาฉัน” หญิงสาวชี้นิ้วเข้าหาตนเอง
“ผมชื่อธาดา เสขสุรักษ์ ทนายของผมส่งจดหมายเตือนมาถึงคุณแล้วแต่ไม่ได้รับการตอบกลับ ผมเลยต้องมาเอง”
อ้อ.. คนนี้เองเจ้านายของทนายความคนที่ส่งหนังสือถึงเธอ แต่พิชชาก็ไม่เข้าใจอยู่ดีว่ามีเรื่องอะไร
“ลูกเข้าบ้านไปก่อนค่ะ แพรวพุท” เธอก้มลงบอกเด็กทั้งสองคน คู่แฝดทำท่าอิดออดแต่เมื่อมารดาย้ำอีกครั้งจึงพากันเดินเข้าบ้านไป
“ฉันไม่เคยเอาอะไรของคุณมา ถ้าคุณคิดว่าฉันขโมยของอะไรของคุณ คุณน่าจะเข้าใจผิด” พิชชาแน่ใจว่าชีวิตของเธอไม่เคยเกี่ยวข้องอะไรกับเขา แล้วเธอจะไปขโมยของเขามาได้ยังไง
“เมื่อห้าปีก่อนหมออนันต์ขโมยของของผมมาให้คุณ” ธาดาพูด หญิงสาวคิดตามเธอแน่ใจว่าเธอไม่เคยรับของมีค่าอะไรจากอนันต์เลย
“ไม่จริง ฉันไม่เคยรับอะไรจากเขา” เธอยืนยันเสียงแข็ง เริ่มคิดว่าธาดาเป็นคนโรคจิตหรือจงใจหาเรื่องเธอ
“เมื่อห้าปีก่อน อนันต์ขโมยสเปิร์มของผมมาผสมเทียมให้คุณ และหลักฐานก็คือลูกคุณทั้งสองคนนั่นไงคุณยังจะปฏิเสธอีกเหรอว่าไม่ใช่” ธาดาพูดช้าๆ ชัดๆ
พิชชามองหน้าเขาและหันไปมองในตัวบ้าน เธอนึกออกแล้วว่าที่คุ้นหน้าผู้ชายคนนี้ ความคุ้นนั้นมาจากไหนมันมาจากหน้าของลูกฝาแฝดของเธอนั่นเอง หญิงสาวขาอ่อนจนธาดาต้องเอื้อมมือข้ามรั้วเตี้ยๆ นั้นมาพยุงตัวเธอไว้
เธอเกาะรั้วและเบี่ยงตัวออก ในใจเหมือนมีกลองตีจนอื้ออึงไปหมด เธอไม่เคยรู้เลยว่าอนันต์ได้สเปิร์มมาโดยเจ้าของไม่อนุญาตแล้วเธอจะทำอย่างไร
“แต่พี่หมอบอกฉันว่า มันเป็นสเปิร์มที่มีคนบริจาค ฉันจะรู้ได้ยังไงว่าคุณไม่ได้เมคเรื่องขึ้นเอง”
“คุณคิดว่าคนอย่างผม จะบริจาคสเปิร์มมั่วซั่วให้ใครก็ได้งั้นหรือ จะบอกให้ว่าผมเก็บสเปิร์มไว้ที่โรงพยาบาลสำหรับภรรยาในอนาคตที่ถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้น ไม่ได้บริจาคให้ใครก็ได้”
“ถ้าคุณพิชชาจะให้เราเข้าไปคุยข้างใน ผมมีเอกสารหลักฐานทั้งหมด รวมถึงภาพจากกล้องวงจรปิดในวันที่คุณหมอหยิบสเปิร์มของคุณใหญ่ออกมาจากตู้เก็บด้วยครับ และมีบันทึกเสียงคำสารภาพของเขาอยู่ด้วยถ้าคุณอยากฟัง”
ฌานถือแฟ้มเอกสารที่เขานำติดตัวลงมาจากรถ ขณะที่พิชชาสมองมึนงงคิดอะไรไม่ออก เธอกำลังช็อก!