บทที่ 2
เพื่อนตัวติดกัน
บ้านวราหิรัญโชติวรกุล
คฤหาสน์หลังใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางพื้นที่กว้าง ตัวอาคารออกแบบสไตล์ยุโรปผสมกลิ่นอายความเป็นโมเดิร์น ผนังสีครีมสะท้อนแสงไฟอุ่นจากโคมไฟระย้าขนาดใหญ่ประดับอยู่บนเพดานสูง ประตูไม้โอ๊กเปิดกว้างรับแขกมากหน้าหลายตาที่ทยอยเข้ามาด้านในด้วยชุดราตรีหรูหรา ใบหูทั้งสองข้างของหญิงวัยกลางคนประดับด้วยต่างหูเพชรเปล่งประกายระยิบระยับ รอยยิ้มกว้างเผยให้เห็นไรฟันขาวสะอาดก่อนจะเอ่ยวาจาต้อนรับแขกคนสำคัญที่มาร่วมงานวันเกิด
“สวัสดีค่ะคุณโฉม ไม่ได้เจอกันนานสบายดีไหมคะ”
“สบายดีค่ะ ปีนี้อายุเพิ่มขึ้นอีกปี โฉมขอให้คุณมุกดามีความสุขและสุขภาพร่างกายแข็งแรงนะคะ”
โฉมสิริวัยสี่สิบหกปีขึ้นชื่อว่าเป็นผู้บริหารร้านอาหารระดับสามดาว เธอเอ่ยวาจาอวยพรเนื่องจากวันครบรอบสี่สิบหกปีของมุกดา หรือที่ทุกคน ณ ที่นี้รู้จักกันในนามของภรรยาคุณสันติภาพบิดาแท้ ๆ ของมังกร ทว่าท่านกลับจากไปเมื่อสามปีก่อนส่งผลให้คุณมุกดากลายเป็นแม่หม้ายและครองตัวโสดมาหลายปี ด้านข้างกายของคุณมุกดาคือแม่สามีอายุราวเจ็ดสิบเก้าปี ทว่าร่างกายยังคงแข็งแรงและยืนด้วยตัวเองได้โดยไม่ต้องการให้ใครมาประคอง
“คุณหญิงหอมจันทร์สบายดีไหมคะ”
“สบายดี แล้วนี่ลูกสาวของอาโฉมเหรอหน้าตาสะสวยเหมือนคุณโฉมสมัยสาว ๆ เลยนะ”
“อ๋อ นี่หนูชมพูลูกสาวของโฉมเองค่ะ ปีนี้ก็ยี่สิบปีแล้วโตเร็วเหมือนกัน เมื่อก่อนยังจำได้ว่าวิ่งเล่นกับลูกชายคุณมุกดาอยู่เลย”
“เชิญเข้าไปด้านในก่อนดีกว่าค่ะ เดี๋ยวมังกรมามุกจะพาไปรู้จักกับหนูชมพูนะคะ เผื่อจะได้เป็นครอบครัวเดียวกัน”
“งั้นโฉมกับลูกขอตัวก่อนนะคะ” เมื่อพยักหน้ารับอย่างเข้าใจแขกจึงเดินเข้าไปด้านในพร้อมกับลูกสาว เหลือเพียงมุกดาและแม่สามียืนต้อนรับแขกอยู่ด้านหน้าตัวคฤหาสน์
สนามหญ้าถูกเนรมิตให้เป็นสวนดอกไม้แถมยังประดับด้วยแสงไฟระยิบระยับ พุ่มไม้สีเขียวขจีถูกตัดแต่งอย่างประณีตและเสียงน้ำพุหินอ่อนที่ตั้งอยู่ถัดไปดังขึ้นมาเบา ๆ
โต๊ะไม้ตั้งเรียงรายก่อนจะวางด้วยถาดอาหารนานาชาติและของหวานจัดวางอย่างพิถีพิถันบนภาชนะสีเงินเงาวับ แก้วเครื่องดื่มแชมเปญถูกยกมาเสิร์ฟโดยบริกรสวมชุดสูทสีดำ ภายในห้องโถงขนาดใหญ่ เพดานสูงประดับด้วยโคมไฟระย้าคริสตัลส่องแสงสว่างสะท้อนลงบนพื้นหินอ่อนขัดมันวาว วินาทีต่อมารูปร่างสูงใหญ่สวมเสื้อเชิ้ตสีขาวจับคู่กับกางเกงขายาวก้าวลงมาจากบันได ลำคอแกร่งรับกับไหล่กว้างแข็งแรงอกผายบ่งบอกถึงพละกำลัง
ใบหน้าหล่อเหลาคมคายประดับด้วยดวงตาสีดำขลับดูลึกล้ำ จมูกโด่งรับกับริมฝีปากหยักได้รูป กลุ่มผมสีเทายาวประบ่าดูโดดเด่น ผิวพรรณคมเข้มแต่แฝงไปด้วยความแข็งแกร่ง โดยรวมแล้วเขามีเสน่ห์ที่ผสมผสานระหว่างความหล่อเหลาและความมั่นใจอย่างสง่างาม ทำให้ดึงดูดสายตาของแขกคนสำคัญในงานได้โดยไม่ต้องพยายาม
“นายน้อยคะ คุณหญิงกับคุณแม่เรียกค่ะ” คราวนี้น้ำเสียงใสของสาวใช้ดังขึ้นมาดึงความสนใจให้มังกรเบนทิศความสนใจไปมองยังหล่อนคนนั้น
“เดี๋ยวฉันตามไป” สิ้นสุดคำพูดของเขา สาวใช้คนนั้นจึงพยักหน้าพร้อมกับเดินออกไป มังกรระบายลมหายใจออกมาเฮือกใหญ่รู้สึกอึดอัดที่ไม่ได้เป็นตัวของตัวเอง ต่อหน้าทุกคนในงานเขาต้องทำตัวเหมือนผู้ชายตามปกติ แต่ภายในใจเขากลับรู้สึกอึดอัดจนอยากจะเดินหนีออกจากงานให้รู้แล้วรู้รอด เมื่อเลือกไม่ได้เขาจึงต้องเดินตรงไปยังด้านหน้าคฤหาสน์เพื่อไปหาแม่ผู้ให้กำเนิด
“สวัสดีครับแม่ คุณย่า” มกรยกมือไหว้ผู้ที่เลี้ยงดูเขามา ดึงความสนใจจากมุกดาและคุณหญิงหอมจันทร์ให้หันมามองเขา คุณย่าของมังกรสวมชุดเดรสสีน้ำเงินดูสง่างาม ส่วนแม่ของเขาสวมเดรสสีแดงดูโดดเด่น ลำคอประดับด้วยสร้อยเพชรราคาแพง
“มาแล้วเหรอวันนี้ถือว่ายังไว้หน้าฉันนะถึงแต่งตัวมาแบบนี้”
“เข้าไปด้านในกันเถอะค่ะคุณแม่ เราจะได้ทานข้าวกัน”
“วันนี้ฉันจะแนะนำให้แกรู้จักกับลูกสาวของโฉมสิริ ทำความรู้จักกันไว้ก็ดีจะได้ร่วมธุรกิจกัน” คุณหญิงหอมจันทร์เอ่ยขณะที่ฝ่ามือของลูกสะใภ้ประคองร่างเข้าไปด้านในตัวบ้าน ส่งผลให้ร่างสูงของเขาเดินตามเข้าไปด้วยเช่นกัน
หลังจากนั่งทานอาหารร่วมกับแขกคนสำคัญมากมาย มังกรนั่งข้างของแม่โดยที่หัวโต๊ะคือย่าแท้ ๆ ของเขา ถัดไปฝั่งตรงข้ามเป็นคุณโฉมสิริและลูกสาวอย่างชมพู วินาทีต่อมาคุณหญิงหอมจันทร์หยิบผ้าผืนเล็กขึ้นมาเช็ดริมฝีปากก่อนจะพูดประโยคที่ทำให้ทุกคนหันมาสนใจในทันที
“คุณโฉม จะเป็นอะไรไหมคะ ถ้าเกิดว่าหลานชายของฉันกับลูกสาวของคุณเรียนจบแล้ว อยากให้ทั้งสองคนแต่งงานกันจะได้เป็นทองแผ่นเดียวกัน เกื้อกูลธุรกิจของกันและกันคุณโฉมว่ายังไงดีคะ” น้ำเสียงเรียบของคุณหญิงหอมจันทร์เอ่ยพูดขึ้น ขณะเดียวกันสายตาคู่นั้นจ้องมองไปยังสองแม่ลูกที่นั่งอยู่ถัดไป
“ตายแล้วถือว่าเป็นเกียรติของครอบครัวเรามากค่ะ แต่อย่าว่าอย่างนั้นอย่างนี้เลยนะคะ โฉมอยากให้การแต่งงานครั้งนี้เป็นการตัดสินใจของลูกสาวมากกว่า หนูชมพูคิดว่ายังไงลูก”
“จะดีเหรอคะคุณแม่ เอาไว้ก่อนดีกว่าค่ะชมพูอยากตั้งใจเรียนก่อนค่ะ” ผู้หญิงหน้าตาสะสวยประดับด้วยนัยน์ตาสีดำ จมูกเป็นสันรับกับริมฝีปากบางนุ่มเอ่ยตอบพลางก้มหน้าลงเล็กน้อย
“เอาที่หนูชมพูสะดวกใจได้เลย แต่ย่าหวังว่าเราจะได้เกี่ยวดองกันนะ ย่าอยากได้หนูชมพูมาเป็นหลานสะใภ้” เมื่อทนฟังสิ่งที่ย่าของตัวเองพูดต่อไม่ไหว วินาทีถัดมามังกรจึงตัดสินใจหยัดกายลุกขึ้นเต็มความสูงพร้อมกับเอ่ยวาจาขอตัวกลับ
“ผมขอตัวกลับก่อนนะครับ”
“นั่งลงเดี๋ยวนี้ ฉันไม่อนุญาตให้แกไปไหนทั้งนั้น”
ใบหน้าของเขาเรียบดุจผืนน้ำนิ่ง สายตาว่างเปล่าพร้อมกับทิ้งน้ำหนักตัวนั่งลงที่เดิม มังกรนั่งฟังบทสนทนาของพวกเขาทั้งหมดอย่างเหม่อลอย ไม่แสดงอารมณ์ร่วมใด ๆ ทั้งสิ้น เขานั่งอยู่ท่ามกลางงานเลี้ยงวันเกิดของแม่ด้วยท่าทีเฉยเมย จนกระทั่งถึงเวลาเป่าเค้กของเจ้าของวันเกิด มังกรปรบมือตามคนรอบข้างอย่างไร้อารมณ์ อยากจะปลีกตัวออกจากที่นี่เต็มแก่แต่ก็ทำได้เพียงพยักหน้ารับรู้ ไร้ซึ่งความกระตือรือร้น
“ขอบคุณทุกท่านที่มาร่วมงานของฉันในวันนี้นะคะ”
หลายนาทีต่อมาเมื่อเขาก้าวออกมายังสนามหญ้าด้านข้างตัวคฤหาสน์หลังโต ร่างสูงใหญ่จึงเดินตรงไปหยิบแก้วแชมเปญขึ้นมากระดกเข้าปากจนหมด จากนั้นจึงหยิบแก้วต่อมายกดื่มราวกับว่าสิ่งนี้เป็นน้ำเปล่า ความซ่าไหลผ่านลำคอพอให้เขาบรรเทาความรู้สึกหงุดหงิดภายในใจ
“พี่ไม่ชอบเหรอคะที่คุณย่าอยากให้เราสองคนแต่งงานกัน” น้ำเสียงสดใสของหล่อนดังมาจากด้านหลัง ส่งผลให้มังกรเบือนหน้าไปมองเธอด้วยสายตาเรียบเฉย
“นี่ ดูด้วยค่ะสาว อย่างหล่อนไม่ใช่สเปกฉันด้วยซ้ำ ถามจริงหล่อนมองไม่ออกรึไงว่าฉันเป็นยังไง”
“ตายจริงนี่พี่เป็นเหรอคะ เห็นแต่งตัวแบบนี้นึกว่าเป็นผู้ชาย”
“ฉันเบื่อที่ต้องนั่งฟังย่าตัวเองพูดเต็มทน เพราะงั้นปฏิเสธไปเถอะแล้วไปหาผู้ชายที่ดีกว่านี้”
“คุณย่าพี่ก็แปลกเหมือนกันเนอะ ชอบจับคู่หลานตัวเองให้คนอื่นเหมือนพยายามจะปกปิดว่าพี่ชอบเพศเดียวกัน”
“หล่อนไม่ต้องมาลำบากใจเรื่องนั้นแทนย่าฉันหรอก ชะนีแบบหล่อนหาผู้ชายได้สบาย แต่ขอโทษนะฉันไม่ได้ชอบผู้หญิง” มังกรเอ่ยพูดพลางกระดกแก้วแชมเปญเข้าปากหลายต่อหลายแก้ว ส่งผลให้วินาทีต่อมาแก้มเนียนทั้งสองข้างแดงก่ำเล็กน้อย ชมพูเอาแต่ยืนจ้องก่อนจะยกแก้วของตัวเองขึ้นจิบช้า ๆ
“ชมพูไม่เอาไปบอกใครหรอกค่ะว่าพี่เป็นยังไง เชิญเป็นตัวของตัวเองเถอะ นั่งเงียบแบบนั้นไม่อึดอัดบ้างเหรอ”
“ฉันก็อึดอัดตอนที่ย่าบอกจะให้แต่งงานกับหล่อน ฉันแทบกรี๊ดใส่หน้าย่าตัวเองแล้ว”
“ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ พี่ไม่ต้องแต่งงานกับชมพูหรอก”
“ขอให้มันจริงเถอะ เดี๋ยวพอเธอเรียนจบย่าฉันก็ต้องพูดเรื่องนี้ขึ้นมาอีกอยู่ดี” เมื่อมือแกร่งยกแก้วแชมเปญใส่ปากของตัวเอง จึงหันมาพูดประโยคเหล่านั้นกับเธอ ก่อนจะเดินออกจากตัวบ้านหลังใหญ่เพื่อเดินทางกลับไปคอนโด เขารู้สึกอึดอัดภายในใจแม้อยากจะปฏิเสธแต่กลับเป็นฝ่ายที่พูดอะไรออกไปไม่ได้เลย
****
“กูเป็นให้ได้แค่เพื่อนค่ะชะนี เป็นผัวให้ไม่ได้หรอก”