บทที่ 5ปะทะแฟนเก่า

2003 Words
บทที่ 5 ปะทะแฟนเก่า ท้องฟ้ายามเช้าสว่างขึ้นอีกครั้งชาวบ้านต่างแยกย้ายทำหน้าที่ของตัวเองหลังจากผ่านอาหารมื้อเช้า ทว่าบ้านเรือนไทยพึ่งจะเริ่มเตรียมมื้อเช้าของวันเสียงเครื่องยนต์รถมอเตอร์ไซค์คันเก่าวิ่งเข้ามาจอดหน้าบ้านเรียกความสนใจจากยายนวลศรีแม่ของเขาให้หันมามอง พลันท่อนขาขาวของหญิงสาวอีกคนก้าวลงมาจากบันไดทีละขั้นเธอมีแต่ความสงสัยว่าใครกันมาในเวลานี้แต่ไม่ทันพูดอะไรออกไปเป็นยายนวลเอื้อนเอ่ยวาจาถามขึ้น “ใครมาน่ะ” พอตัวเล็กลงจากรถมอเตอร์ไซค์กระถินก็รีบขี่ออกไปเพื่อกลับไปช่วยงานแม่ของตัวเองที่ร้าน “สวัสดีค่ะคุณแม่” คนตัวเล็กยกมือไหว้ทักทายหญิงวัยสูงอายุที่เดินออกมาจากห้องครัวในมือของพับแพรถือถุงกระดาษสีเขียวคาดว่าจะเป็นของฝากที่เธอนำมาให้ “ใครเหรอคะแม่” สตรีนางนั้นเดินเข้ามาใกล้มากขึ้นด้วยความสงสัยที่เพิ่มพูนขึ้นและเป็นครั้งแรกที่สองคนได้เจอกันแพรไพลินรู้ดีว่าคนนี้ต้องใช่แฟนเก่าเขาแน่ๆ จึงเลือกที่จะเมินหล่อนแล้วหันไปสนใจกับผู้เป็นแม่บังเกิดเกล้าของรังสิมันต์ตอนแรกก็ดูจะงงๆ ที่เธอมาหาที่บ้านโดยไม่บอกกล่าวจากนั้นความสงสัยที่มีก็คลี่คลาย “พี่หรั่งอยู่ไหมคะคุณแม่” “หรั่งมันไปส่งน้ำมันอยู่ลูก มีอะไรเหรอ” “หนูพับแพรนะคะ เอาขนมมาฝากคุณแม่” ร่างเล็กว่าพลางยื่นถุงกระดาษที่ถืออยู่ในมือส่งให้กับแม่ของรังสิมันต์ ทว่าสายตาไม่พอใจทอดมองมายังเธอ หล่อนคนนั้นยกมือขึ้นกอดอกของตัวเองแล้วจับจ้องเธอตาเป็นมันกลับกันหญิงสาวยกยิ้มมุมปากก่อนที่จะถูกต้อนรับจากแม่เขาเป็นอย่างดี “ขอบใจหลายๆ ลูกเจริญๆ เด้อ” (ขอบคุณมากๆ ลูกเจริญๆ นะ) “หนูรอเขากลับมาได้ไหมคะ” “ได้จ้ะๆ มานั่งนี่ได้เลยลูก หิวบ่แม่เอาข้าวมาให้” (ได้จ้ะๆ มานั่งนี่ได้เลยลูก หิวไหมแม่เอาข้าวมาให้) “ไม่เป็นไรค่ะ หนูทานมาแล้วเชิญคุณแม่กลับไปทำอาหารในครัวได้เลยค่ะ” ตัวเล็กพาตัวเองมานั่งลงบนเก้าอี้จากนั้นระบายยิ้มให้กับแม่ของหรั่ง แต่ดันมีคนที่ไม่ชอบเธอตั้งแต่แรกเห็นนั่งลงฝั่งตรงข้ามหล่อนคนนั้นเอาแต่จ้องเธอราวกับไม่พอใจก่อนจะเปล่งน้ำเสียงพูดขึ้น “นี่เธอเป็นใคร แฟนใหม่ของพี่หรั่งเหรอ” “ตอนนี้ยังไม่ใช่ แต่อนาคตไม่แน่” ได้ยินอย่างนั้นสตรีนางนั้นเปล่งเสียงหัวเราะในลำคอราวกับเธอคือผู้ที่อยู่เหนือกว่าจึงไม่รอช้าที่จะเอ่ยปากแนะนำตัวเอง “ฉันชื่อแนนนะ จะบอกอะไรให้ว่าฉันเป็น..” “แฟนเก่า แต่ได้ยินมาว่าก็แค่ของเก่า” “นี่ ก็ดีกว่ายังไม่ได้เป็นอะไรแบบเธอเลยแหละจ้า มาทำไมเหรอหรือว่ากลัวว่าถ่านไฟเก่ามันจะลุกโชนขึ้นมา” “มาดูหนังหน้าเธอนั่นแหละ แต่อะไรที่มันเก่าแล้วก็ควรที่จะไปอยู่ในถังขยะด้วย” “กรี๊ดอีบ้านี่!” ประโยคเมื่อก่อนหน้าทำให้หล่อนไม่พอใจเป็นอย่างมากรีบลุกจากที่นั่งของตัวเองแล้วง้างมือจะตบคนตรงหน้าให้ได้ ทว่ากลับโดนท่อนแขนของพับแพรรั้งเอาไว้เสียก่อน มือบอบบางออกแรงบีบข้อมือของแนนจนหล่อนขมวดคิ้วนิ่วหน้าด้วยความเจ็บปวดไม่อาจสู้แรงของเธอได้จึงต้องสะบัดแขนออก “โอ๊ย แรงเยอะชะมัด” “ลองตบฉันดูสิ ฉันต่อยคืนแน่” “ว๊ายพี่หรั่งดูมันสิคะ มันจะทำร้ายแนน” นางรีบวิ่งเข้าไปหาคนที่พึ่งกลับเข้ามาจากด้านนอกกลับกันรังสิมันต์เห็นทุกอย่างเขาเลือกที่จะเงียบแต่แรก แววตาประกายคู่สวยเบนทิศความสนใจมามองที่เขาเวลานี้ผู้หญิงที่มีอิทธิพลต่อใจมากที่สุดก็คงจะเป็นคุณหนูพับแพรต่างจากแฟนเก่าที่เลิกกันไปเกือบห้าปีเพราะเหตุผลที่รับเขาไม่ได้ ตอนนี้หล่อนวิ่งเข้ามาแนบลำตัวเขาก่อนจะยกมือเกาะท่อนแขนข้างขวาเอาไว้ “ใครกันแน่ที่จะทำร้ายใคร” “พี่หรั่งไม่เชื่อแนนเหรอก็เห็นอยู่ว่ามันจะต่อยแนน” “แต่เธอจะตบเขาก่อนนะ ปล่อยได้แล้วรีบเข้าไปช่วยแม่ทำกับข้าวในครัว” “สมน้ำหน้าบอกแล้วไงว่าเธอมันควรไปอยู่ในถังขยะ ถังขยะที่ไม่นำเอากลับมาใช้แล้วนะ” “นี่ ฝากไว้ก่อนเถอะ” “ไม่รับฝากย่ะ ไปไหนก็ไปเลย” หล่อนเดินกระทืบเท้าเข้าไปในห้องครัว แต่ร่างสูงกลับยืนมองเธอพร้อมกับคลี่ยิ้มบางๆ อดเอ็นดูในความสู้คนของพับแพรไม่ได้นี่สินะเขาเรียกว่าสาวกรุงเทพกล้าเถียงกล้าต่อปากต่อคำ พลันคนตัวเล็กก็หันหน้ามาทางเขาใบหน้าหล่อเหลาหุบยิ้มในทันทีแต่กระนั้นเธอก็สังเกตเห็นจึงเอื้อนเอ่ยวาจาขึ้น “แน่ะยิ้มตามแพรทำไม” “ไปขี่รถเล่นไหมแถวบ้าน ระหว่างรอแม่ทำอาหาร” “ไปจ้ะ พาไปไหนก็ไปได้หมดแหละ” แค่เขาเอ่ยปากหญิงสาวก็พร้อมนั่งซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ของเขาแล้ว เมื่อตกลงกันเสร็จสับหรั่งเดินไปจูงรถมอเตอร์ไซค์ออกมาแต่มันดันเป็นรุ่นใหม่ที่พึ่งออกมาจำหน่ายตามท้องตลาด พับแพรจึงไม่รอช้าขึ้นไปนั่งซ้อนท้ายเขาพร้อมกับโอบกอดเอวของร่างสูง ยานพาหนะสองล้อแล่นไปตามท้องถนนผ่านบ้านของผู้คนจากนั้นเลี้ยวเข้าซอยเล็กๆ เวลาถัดมาสองข้างทางก็กลายเป็นป่าสลับกับทุ่งนามือขาวซีดโอบกอดเอวของรังสิมันต์แน่นไม่รู้ว่าเขาจะพาไปที่ไหนแต่ยิ่งเพิ่มความเร็วเธอยิ่งกอดเขาแน่นขึ้น ทว่าถัดมามันกลายเป็นป่าล้อมรอบสองข้างทางทำเอาตัวเล็กสะท้อนแววตาอันหวาดกลัวนี่เขากะจะเอาเธอมาปล่อยหรือเปล่า “เราจะไปไหนเหรอคะ” “ป่าช้า” “ป่าช้า กรี๊ดลุงจะพาหนูไปปล่อยป่าช้าเหรอ” “ไปเที่ยวเฉยๆ กูน่ะบ่ใจร้ายหรอก” (ไปเที่ยวเฉยๆ กูน่ะไม่ใจร้ายหรอก) “กรี๊ดลุง อย่าทำ” คนตัวเล็กกรีดร้องเสียงดังพลางกระชับกอดเขาแน่นขึ้นด้วยความที่เขาแกล้งเธอด้วยการยกล้อด้านหน้าของมอเตอร์ไซค์ขึ้นท่ามกลางป่าที่เรียกกันว่าป่าช้านั่นยิ่งเพิ่มความหวาดกลัวเป็นล้านเท่า พับแพรซุกซบหน้าแนบกับแผ่นหลังกว้าง ทว่าร่างสูงหัวเราะราวกับสะใจที่ได้แกล้งเธอผ่านช่วงเวลานั้นมาได้ตัวเล็กออกแรงฟาดลงบนไหล่เขา “แกล้งหนูเหรอนิสัยไม่ดีเลย หนูกลัวแค่ไหนรู้ไหม” “รู้สิ กอดแน่นขนาดนั้น” “ลุงใจร้าย ไหนบอกจะไปขี่รถเล่นไง” “จะพาไปลานไม้ แต่ต้องไปอีกหมู่บ้านหนึ่ง” “คืออะไรโรงขายไม้เหรอ” “ก็ประมาณนั้นรับซื้อไม้พวกไม้ยูคาลิปตัส แล้วก็เอาไปแปรรูป” “ของลุงเองเหรอคะ” “ใช่ กิจการที่บ้านวันนี้จะเข้าไปดูหน่อย ไปด้วยกันนะ” ฉันเกือบหัวใจวายตอนที่เขาแกล้งตรงป่าช้าใครเขายกล้อรถมอเตอร์ไซค์กันอย่างนั้นล่ะดูจะสะใจมากนะเวลาแกล้งฉันสำเร็จมันน่าตีจริงๆ เลยแล้วอีกอย่างฉันได้ยินมาบ้างว่าครอบครัวเขาทำธุรกิจเกี่ยวกับอะไรก็คงไม่พ้นสิ่งที่เกี่ยวกับกระดูกสันหลังของชาติอย่างชาวนาทั้งข้าวมันสำปะหลัง อ้อยเหรอแล้วไหนจะไม้ที่เอาไปแปรรูปอีก “แล้วชอบที่หนูกอดไหม” “ไม่ มันอึดอัด กอดแน่นขนาดนั้นกลัวตกเหรอ” “ก็เวลานั่งซ้อนพี่มันไม่ปลอดภัย ตอนอยู่กับกระถินขี่ดีมาก” “เดี๋ยวก็ชิน” ผ่านมาจนถึงเวลาที่รถมอเตอร์ไซค์แล่นเข้ามาจอดตรงสิ่งก่อสร้างปูนขนาดหนึ่งชั้นด้านหน้าของมันคือตาชั่งขนาดใหญ่สำหรับรถบรรทุกหรือรถยนต์ ดวงตากลมโตสีดำสนิทจับจ้องสิ่งที่น่าสนใจเบื้องหน้าสองคนลงจากรถคันนั้นก่อนที่ร่างสูงจะเดินไปทำธุระ ตัวเล็กกวาดสายตาไปมองรอบด้านรถบรรทุกหลายคันจอดรออยู่ไหนจะกองไม้จำนวนมาก แต่เธอก็ต้องสำลักฝุ่นยามรถเคลื่อนผ่านหน้าเรียวแขนจึงยกขึ้นปิดจมูก “แค่กๆ ไปไหนของเขาเนี่ย” “ไปเสร็จแล้ว ไปเที่ยวต่อกัน” “เราจะไปไหนกันอีกเหรอจ๊ะ ยังมีที่ให้ไปอีกเหรอ” “ไปกดเงินน่ะ พอดีต้องใช้เงินเยอะมาก” ว่าจบประโยครังสิมันต์กำลังจะเดินกลับมาที่รถทว่าเหมือนเขาจะนึกอะไรขึ้นได้จึงเดินหันหลังกลับไปที่บ้านเล็กหลังนั้น ผ่านไปไม่นานร่างสูงเดินกลับมาพร้อมกับหมวกใบหนึ่งก่อนที่จะสวมใส่มันบนศีรษะของคนตัวเล็ก แสดงถึงความอบอุ่นทำเอาใจของหญิงสาวอ่อนระทวย “ไปกัน ขึ้นมาสิ” หลังจากนั้นหรั่งเอื้อนเอ่ยวาจาชวนเธอให้ขึ้นไปนั่งซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ของเขา รถคันนี้แล่นผ่านท้องถนนและป่าไม้ไปตามถนนใหญ่ไม่รู้ว่าเขาจะพาเธอไปที่ไหนแต่ก็มาถึงโรงงานแห่งหนึ่งป้ายบอกว่าเป็นโรงงานทอผ้าแต่ดูเหมือนจะศิวิไลซ์กว่าบริเวณโดยรอบ เขาลงไปจัดการธุระผ่านไปหลายนาทีก็เดินกลับมาพร้อมเงินแบงก์สีเทาจำนวนมาก แต่ก็ไม่ลืมเอ่ยวาจาถามไถ่เธอ “อยากกินอะไรไหม จะซื้อให้” “อยากกินลูกชิ้นทอดตรงนั้น พี่จะซื้อให้แพรเหรอจ๊ะ” “อยากกินก็ไปเลือกเอา จะจ่ายเงินให้” “ใจป๋าจังเลยนะคะ งั้นไม่เกรงใจแล้วนะ” ตอบรับคนตัวโตกว่าแล้วก้าวเท้าเดินไปยังร้านขายลูกชิ้นที่ตั้งอยู่ไม่ไกล เธอเลือกมาจำนวนสิบกว่าไม้ใส่ตะกร้าจากนั้นก็ส่งมันให้กับแม่ค้า ระหว่างที่รอแม่ค้าทอดเสร็จพับแพรก็แวะไปร้านขายน้ำที่อยู่ด้านข้างกันเอ่ยปากสั่งโกโก้ปั่นหนึ่งแก้วและคนที่จ่ายเงินก็เป็นใครไปไม่ได้นอกเสียจากรังสิมันต์ “ซื้อเยอะขนาดนี้กินหมดเหรอ” “ไม่หมดหรอกแต่ก็แบ่งให้พี่กินด้วยไง แล้วเราจะกลับบ้านยังจ๊ะ” “กลับตอนนี้แหละ ยังไม่ทันกินข้าวกลับไปกินข้าวก่อน” “งั้นกินลูกชิ้นด้วยกันไหม เดี๋ยวแพรป้อน” ขณะที่รถมอเตอร์ไซค์คันนี้เคลื่อนไปตามท้องถนนเพื่อมุ่งหน้ากลับบ้านเรือนไทยตัวเล็กก็หยิบลูกชิ้นออกมาจากถุงพลาสติกแล้วยื่นไปด้านหน้าหวังจะป้อนคนตัวสูงที่กำลังวุ่นกับการมองถนน แต่เขาก็ปฏิเสธออกไปทำให้เธออ้าปากรับลูกชิ้นนั้นเข้าไปแทน “ไม่กิน เธอกินเองคนเดียวเลย” “ก็ได้ๆ แพรกินเองก็ได้” “อย่าพึ่งกินหมดละ รอให้ถึงบ้านก่อน” “ทำไมเหรอจ๊ะ ไหนบอกว่าไม่กินด้วยไง” “จะชวนกินข้าวด้วยกัน อยากมีเพื่อนกินข้าวด้วย” ประโยคเมื่อสักครู่ทำเอาหญิงสาวแอบอมยิ้มเธอนั่งกินลูกชิ้นอยู่ด้านหลังทว่าหน้าอกด้านซ้ายกลับเต้นรัวแรงขึ้นไม่เป็นจังหวะ ไม่รู้ระยะทางจะไกลสักแค่ไหนไม่รู้ว่าแดดจะร้อนจนแทบเผาผิวบอบบางของเธอแต่พับแพรสนใจแค่คำพูดของรังสิมันต์เท่านั้น ผู้ชายที่ทำให้ใจเธอเต้นแรงทุกครั้ง ****
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD