บทที่ 4
สิหาดอกรักให้
ร่างกายล่ำสันของชายหนุ่มเดินไปตามคันนาหลังจากที่กินอาหารมื้อกลางวันเสร็จไม่รู้ว่าใจของเขาประสงค์สิ่งใด ท่ามกลางแสงแดดจ้ารังสิมันต์เคลื่อนตัวไปหยุดตรงต้นดอกรักกลายเป็นความบังเอิญที่เวลานี้มันออกดอกสีขาวเขาไม่รอช้าที่จะเด็ดออกจากต้น กลุ่มผมสีดำขลับเปียกชุ่มไปด้วยเม็ดเหงื่อแม้จะบ่ายแต่เขาไม่ได้เกรงกลัวต่อแสงแดดเลยแม้แต่น้อย หมู่มวลดอกไม้สีขาวผลิดอกสลับกับดอกตูมๆ ที่กำลังมีนอนช้อนไชอยู่ทว่ารังสิมันต์ไม่ได้สนใจเด็ดตามจำนวนที่เขาต้องการผิวเข้มบนร่างกายสะท้อนแสงอาทิตย์เป็นมันวาว เม็ดเหงื่ออาบร่างกายท่อนบนเดินมาถึงร่มเงาของต้นไม้ไม่รอช้าจะเปิดขวดน้ำออกเทมันใส่ถัง รูปร่างเล็กของพับแพรเดินเข้ามามองการกระทำของเขาด้วยความสงสัย
“อะไรเหรอจ๊ะ มันคือดอกไม้เหรอ”
“ดอกรัก ไม่เคยเห็นเหรอ”
“ไม่เคยจ้ะ พี่เอามาทำไมเหรอ”
“เอามาให้มึง ดอกฮักความหมายกะตามชื่อนั่นละ” (เอามาให้มึง ดอกรักความหมายก็ตามชื่อนั่นแหละ)
“เอามาให้แพรเหรอ แต่ว่าถ้าไม่คิดอะไรเขาไม่เอาให้กันหรอกนะจ๊ะ”
“ก็เพราะคิดไงถึงเอาให้”
“แล้วก็ปากแข็ง งั้นเดี๋ยวหนูกับกระถินจะกลับบ้านแล้วนะหายมานานแล้วกลัวน้านิดจะเป็นห่วง”
“อะ ล้างแล้วกูให้”
ร่างสูงว่าพลางยื่นดอกรักที่พึ่งล้างน้ำสะอาดส่งให้กับเธอ แววตาประกายวาววับดูจะดีใจมากที่ได้รับมันไปถือไว้ในมือตัวเล็กฉีกยิ้มหวานแล้วจึงเอื้อนเอ่ยวาจาขอบคุณรังสิมันต์แม้จะไม่ใช่ดอกไม้ที่มีราคาแพงอะไรแถมยังเก็บได้ตามป่าหรือข้างทางทั่วไปแต่มันสำคัญที่คนให้เธอต่างหาก “ขอบคุณนะคะแพรจะเก็บไว้อย่างดีเลย”
หลังจากที่เอ่ยปากขอบคุณเขาแล้วเธอกับเพื่อนก็เดินทางกลับเข้าหมู่บ้าน แสงแดดส่องสว่างกระทบกับต้นไม้ใบหญ้าระหว่างทางทว่าสายตาของพับแพรจับจ้องอยู่กับดอกไม้ในมือ หัวใจดวงน้อยเต้นเร็วขึ้นอย่างไม่เป็นจังหวะ จากสองข้างทางที่มีแต่ป่าหรือสลับกับทุ่งนาก็เริ่มจะเห็นบ้านผู้คนผ่านวัดและร้านค้ามาหยุดที่ร้านอาหารของน้านิด เสียงของเธอแผดดังขึ้นถามไถ่หลานสาวและลูกของตัวเอง
“ทำไมไปนานจัง ไปส่งข้าวหรือไปไหน”
“ก็มันมีคนไม่ยอมกลับบ้านไง ก็เลยอยู่นานหน่อยค่ะ”
“อะไรล่ะกระถิน มันตั้งไกลไม่ใช่เหรอจะมาว่าเราได้ยังไงกระถินเองยังนั่งหวานกับนายบิ๊กอยู่เลย”
“พับแพร อย่าเอาความจริงมาพูด”
“ป๊าดโท๊ะ ลูกกูหลานกู มาช่วยแม่ล้างจานเลยคนก็เยอะยังจะกลับมาช้าอีก”
“น้านิดอย่าโกรธพวกเราเลยนะคะ เดี๋ยวแพรกับกระถินช่วยล้างจานเอง”
เพราะฉันกลับมาช้าน้านิดก็อาจจะโกรธได้ ฉันว่าไม่ใช่แค่ฉันแล้วแหละที่อยากจะไปหาผู้ชาย เพราะเท่าที่สังเกตกระถินเองก็ดูจะชอบพอกับนายบิ๊กอยู่ แค่ไม่ได้แสดงออกมาแค่นั้นฉันสะบัดความคิดออกจากหัวแล้วเดินไปเก็บดอกรักที่เขาให้มา ที่บอกจะดูแลอย่างดีก็เขาเล่นเดินตากแดดไปเก็บมาให้ฉันขนาดนั้น กว่าจะได้ดอกรักมาเรียกว่าลำบากพอสมควร
หลายวันต่อมา
เรือนผมสีดำสนิทยาวสลวยถึงกลางหลังผิวเธอซีดขาวราวกับสำลีรอยยิ้มร่าเริงยามนั่งทานอาหารพร้อมหน้าพร้อมตากับเครือญาติ กับข้าวเบื้องหน้ามากมายจนเธอไม่รู้จักตักอะไรใส่ปากดี เสียงคุยกันดังเจื้อยแจ้วพับแพรนั่งข้างกระถินและน้านิด บรรยากาศร่วมนั่งทานอาหารเย็นนี้เพราะข้าวที่ตากแดดมาถึงสามวันถูกเก็บขึ้นบ้านแล้ว
“กระถินเราไปร้านค้ากันดีไหม”
“ไปซื้ออะไรเหรอ อยากดื่มอะไรไหม”
“ไปซื้อขนม เราอยากกินขนม”
“โอเคๆ งั้นไปกัน”
“ไปไหนกันลูกร้านค้าเหรอ”
“ใช่แล้วค่ะน้านิด เอาอะไรเพิ่มไหมคะ”
“ฝากซื้อถั่วนะลูก แล้วก็ขนมกับแก้มสักสองสามอย่าง”
รับปากกับน้านิดจากนั้นทั้งคู่ขึ้นรถมอเตอร์ไซค์มุ่งตรงไปยังร้านค้าแถวบ้าน แสงไฟอันอบอุ่นส่องกระทบถนนลาดยางมอเตอร์ไซค์คันเก่าแล่นไปตามถนนกว้างไม่นานก็มาจอดนิ่งอยู่หน้าร้านค้าแปลกมากที่ยามนี้บ้านของผู้คนปิดไฟเข้านอนกันหมดแล้วมีเพียงแสงสว่างจากร้านค้าเป็นที่พึ่งในตอนกลางคืน ไม่ทันสังเกตว่าเสียงคุยกันนั่นคือชายหนุ่มร่างสูงเธอกำลังจะก้าวขาเข้าไปภายในแท้ๆ ทว่าน้ำเสียงอันคุ้นเคยทำให้พับแพรหันไปจับจ้องที่เขา
“กะบ่มีหยัง มันมาเยี่ยมแค่สองสามมื้อ” (ก็ไม่มีอะไร มันมาเยี่ยมแค่สองสามวัน)
“ถ่านไฟเก่ามันสิบ่ลุกขึ้นมาอีกบ่ครับลูกพี่” (ถ่านไฟเก่ามันจะไม่ลุกขึ้นมาอีกเหรอครับลูกพี่)
ร่างเล็กแต่อวบอิ่มของพับแพรก้าวขาเข้าไปในร้านพลางหยิบขนมขึ้นมาทว่าในสมองคิดแต่เรื่องของเขา พอเดาออกว่าบทสนทนานั้นหมายถึงอะไรก็คงจะเป็นเรื่องแฟนเก่าสิน่ะ แม้ว่ามือบอบบางจะหยิบจับขนมแต่ใบหน้าของเธอดูเศร้าหมองจนกระถินสังเกตเห็น อุ้งมือของกระถินสัมผัสเรียวแขนของพับแพรทำให้เธอดึงสติกลับคืนมาได้
“กระถินไปจ่ายเงินกัน จะได้รีบกลับ”
“เขายังอยู่บ้านมึงเหรอวะ”
“ก็เออ ไปไหนล่ะพ่อแม่ก็ต้อนรับขนาดนั้น”
“กระถินกลับบ้านกันเถอะ”
น้ำเสียงใสของคนตัวเล็กเสียงดังจนทำให้รังสิมันต์เบนทิศความสนใจมาทางเธอ รู้ตัวว่ากำลังพูดถึงเรื่องสตรีนางอื่นอยู่อาจจะทำให้เธอเข้าใจผิดเขาจึงปิดปากเงียบ ทว่าแววตาไม่พอใจคู่นั้นทอดมองมาทางเขา ขณะที่สองมือของเธอถือถุงพลาสติกขนาดใหญ่เครื่องยนต์มอเตอร์ไซค์คันเก่าสตาร์ทติดแล้วตัวเล็กก็ขึ้นไปนั่งซ้อนท้ายแล้วเคลื่อนออกไปจากที่ตรงนี้
“ห่ามึง เขาได้ยินแล้ว”
“ผู้ใด๋ พับแพรคนงามบ่จักเด้ออันนี้กะหาทางง้อเองลูกพี่” (ใครเหรอ พับแพรคนสวยเหรอไม่รู้แหละอันนี้ก็หาทางง้อเองลูกพี่)
“กูสิพ้อเขาอีกยามใด๋” (กูจะเจอเขาอีกตอนไหน)
“บ่ยากลูกพี่ เดี๋ยวผมจัดการให้” (ไม่ยากลูกพี่)
หลังจากนั้นก็ผ่านมาถึงช่วงเย็นของวันต่อมาบิ๊กเอ่ยปากจะเป็นคนพาเธอมาพบเขาให้ได้ด้วยวิธีการเข้าหากระถิน พลันเสียงรถมอเตอร์ไซค์คันคุ้นตาก็ขับเข้ามาจอดบริเวณกระท่อมปลายนาของรังสิมันต์ด้านหลังนั่นเป็นสระน้ำที่มีต้นกล้วยรายล้อมอยู่ ไหนจะสวนอ้อยที่ปลูกอยู่ข้างกัน ดวงตากลมโตสีรัตติกาลสำรวจไปรอบด้านแต่ไม่ทันสังเกตว่ากระถินขับรถกลับไปก่อนแล้ว
“อ้าวกระถิน ทำไมปล่อยเราอยู่ที่นี่”
กลีบปากอวบอิ่มขยับถามเธอสวมเสื้อครอปกับกางเกงยีนสีฟ้าอ่อนไม่ทันสังเกตว่ามีคนตัวสูงก้าวเท้าเข้ามาทางด้านหลัง สัมผัสลมหายใจร้อนผ่าวกระทบตรงแผ่นหลังก่อนที่มือหนาจะยื่นดอกรักมาให้กับเธอ นั่นทำให้พับแพรต้องหันไปจ้องมองเขาสลับกับดอกไม้ที่รังสิมันต์ถือแต่เธอก็ต้องอ้าปากค้างเพราะร่างกายท่อนบนของหรั่งเปื่อยเปล่าส่วนล่างมีเพียงผ้าขาวม้าปกปิด
“ไปนั่งคุยกันตรงนู้นดีไหม”
“คุยอะไรจ๊ะ แพรไม่มีเรื่องจะคุยด้วยหรอก”
“แต่กูมี ไปคุยกันก่อน”
คนตัวเล็กพยักหน้าเป็นคำตอบก่อนที่จะรับดอกรักสีขาวมาถือไว้ในมือ เธอก้าวตามแผ่นหลังแกร่งของรังสิมันต์ไปนั่งลงบนเตียงไม้ติดกับทุ่งนาไหนจะท้องฟ้าสีเหลืองยามพระอาทิตย์ใกล้ตกดินสวยจนพับแพรไม่อาจกะพริบตาได้เลย ตัวเล็กเขยิบกายเข้าหาเขาที่นั่งอยู่ข้างๆ ซุกซบดวงหน้างดงามแนบกลางอกของร่างสูง มือข้างขวาของเธอถือดอกรักที่เขามอบให้
“มีอะไรเหรอจ๊ะ ที่พี่หายไปอยู่ในเมืองตั้งสองสามวันเพราะเรื่องนั้นเหรอ”
“เปล่า แค่ไปรับแล้วเที่ยวนิดหน่อยแต่มันไม่มีอะไร เธออย่าคิดมากนะพับแพร”
“จะไม่ให้คิดมากก็ไม่ได้จ้ะ แพรจะเอาอะไรไปสู้คนเก่าพี่”
“กูบ่ได้คิดหยังกับเขาแล้ว คนที่กูคิดกะคือมึง” (กูไม่ได้คิดอะไรกับเขาแล้ว คนที่กูคิดก็คือมึง)
“แพรจะได้ใจพี่หรั่งเหรอจ๊ะ แต่พี่ทั้งปากแข็งทั้งใจร้าย”
“มันแน่นอนอยู่แล้ว ถ้ามึงไม่ทิ้งกูกลับกรุงเทพนะ”
พวงแก้มเนียนแดงระเรื่อด้วยความเขินอายพลันหัวใจดวงน้อยเต้นแรงโครมคราม วินาทีถัดมาสัมผัสจากฝ่ามือหนาโอบกอดเอวบางของเธอทำให้พับแพรพยายามปรับลมหายใจของเธอการเต้นของหัวใจรัวแรงขึ้นผิดปกติ หญิงสาวเบนทิศความสนใจไปมองดอกรักที่ถืออยู่ในมือสิ่งที่เขากลัวคือเธอหนีกลับกรุงเทพงั้นเหรอทั้งที่วางแผนมาอยู่ที่นี่แค่สองสัปดาห์เท่านั้น
“แพรไม่หนีหรอก แค่จะหายไปอยู่ในเมืองสิบวัน”
“ไปทำอะไร อ๋องานไหมน่ะเหรอ”
“แล้วลุงเกี่ยวข้าวเสร็จวันไหนคะ ลอยกระทงปีนี้ไปด้วยกันไหม”
“สิ้นเดือน ลอยกระทงกูพาไปได้แค่อบต.นะ”
“ไม่เป็นไรจ้ะ แค่ไปด้วยกันก็พอ”
“ยายมึงจะยอมเหรอ ครอบครัวมึงคงไม่เห็นด้วยหรอก”
“ก็แอบไปสิจ๊ะ แพรรับฟังพวกท่านนะแต่ก็ใช่ว่าจะทำตาม”
กลายเป็นว่าช่วงเวลาที่ฉันได้อยู่กับเขาแค่สองคนมันทำให้ฉันสบายใจที่สุด มันจะเร็วไปไหมแต่คิดว่าคงไม่หรอกเพราะทำตามหัวใจของตัวเองแต่ใช่ว่าที่บ้านจะเห็นด้วย แล้วไหนจะต้องแข่งกับคนเก่าของเขาอีกจากวางแผนจะมาอยู่ที่นี่แค่ครึ่งเดือนตอนนี้ฉันอยากจะอยู่ตลอดไปแล้วสิ เขาก็ไม่เห็นจะน่ากลัวอย่างที่ใครพูดกันออกจะอบอุ่นกับฉันมากๆ
“กูสิหาดอกรักมาให้มึงทุกมื้อเด้อ สิพยายามหามาให้ได้” (กูจะหาดอกรักมาให้มึงทุกวันนะ)
“แค่นี้แพรก็ดีใจแล้วจ้ะ ขอบคุณเด้อ”
“กูสิไปส่งมึงกลับบ้าน มันสิค่ำก่อน” (กูจะไปส่งมึงกลับบ้าน มันจะค่ำก่อน)
“แต่แพรอยากอยู่อย่างนี้ก่อน ยังไม่อยากไปไหนเลย”
“บ่ได้กูต้องเข้าบ้านแล้ว”
“ไปหาคนนั้นใช่ไหมจ๊ะ ถึงไล่แพรกลับ”
“ไม่ใช่ หรือมึงจะกลับบ้านกับกู”
“ไปได้เหรอจ๊ะ งั้นแพรไปด้วยสิ”
ตัวเล็กขยับดวงหน้าออกจากอก ก่อนแววตาประกายวาววับคู่นั้นจะช้อนขึ้นไปสบตากับเขาถ้อยคำที่เปล่งออกไปทำเอาหน้าอกด้านซ้ายเต้นแรงขึ้น เธอเป็นสาวเป็นนางจะไปบ้านเขาได้ยังไงกัน
“บ่ได้ อย่าดื้อแล้วฟ้าวเข้าบ้านยายมึงสิเป็นห่วง” (ไม่ได้ อย่าดื้อแล้วรีบเข้าบ้านยายมึงจะเป็นห่วง)
“ก็ได้ค่ะ แต่อย่าให้รู้นะว่าทำอะไรกับคนนั้น”
“ไม่มีทาง กูจะรอแค่มึงคนเดียว”
****