ล่ามเฌอ - 2 …เขาน่ากลัว

3042 Words
เฌอลินไม่สามารถหนีจากสถานการณ์บีบบังคับในตอนนี้ได้ สุดท้ายเธอต้องยอมจำนน เดินตามหลังร่างสูงไปยังรถสปอร์ตคันหรู ไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอขึ้นรถของเขา บางทีซันเซบบ์ก็ไปดักรอที่มหาวิทยาลัย และบังคับให้กลับพร้อมกัน หรือแม้แต่ตอนเรียนมอปลาย เขาก็ชอบไปจอดรถรอที่หน้ารั้วโรงเรียน เธอจำไม่ได้แล้วว่าตลอดระยะเวลาหลายปีมานี้ พยายามหนี และพยายามหลบหน้าเขากี่ครั้ง เขาคือคนที่มีพร้อมทุกอย่าง หน้าตา ฐานะ ชาติตระกูลที่เพรียบพร้อม เฌอลินไม่เข้าใจเลยว่าทำไมซีนเซบบ์ถึงยึดติดกับผู้หญิงที่ไม่มีอะไรเลยอย่างเธอมากขนาดนี้ “หิวไหม?” คนที่นั่งอยู่เบาะคนขับหันมาถาม เสียงนั้นราวกับแรงเขย่าให้ร่างเล็กสะดุ้งผวา “…ไม่หิวค่ะ” “เมาหรือเปล่า?” “ไม่ค่ะ” “ไปคอนโดพี่ไหม?” “พี่เซบบ์…ต้องการอะไรจากเฌอ” ใบหน้าหวานหันมองคนข้างๆ ขณะที่รถกำลังแล่นไปบนถนน คำถามของร่างเล็กเหมือนสวิตช์ที่ปิดทุกอย่างให้เงียบลง เมื่ออีกฝ่ายไม่ยอมตอบ ความอัดอั้นที่เก็บเอาไว้ภายในใจก็ถูกเอ่ยออกมา “เฌอไม่ได้รักพี่เซบบ์ ไม่มีทางรู้สึกแบบนั้น” “เงียบไปซะ” เสียงทุ้มต่ำกระแทกออกมาพร้อมแรงบีบพวงมาลัยแน่นขึ้น ราวกับจะบดมันให้แตกละเอียด แต่ถึงเขาจะตวาดคำสั่ง เฌอลินก็ยังไม่ยอมหยุดพูด “เฌอมองพี่เซบบ์เป็นแค่พี่ชาย อย่าพยายามเข้าหากันด้วยวิธีแบบนี้เลยนะคะ” “เฌอลิน พี่บอกให้หุบปาก” แม้ประโยคนั้นจะแข็งกร้าวแต่ลึกๆ แล้วมันกลับเต็มไปด้วยการวิงวอน คำพูดที่บาดลึกเข้ามาในอกทำให้ซันเซบบ์ไม่อยากรับฟัง “เลิกเป็นแบบนี้ได้ไหมคะ เฌอไม่ชอบเลย” ใบหน้าสวยค่อยๆ ก้มลงเนื้อตัวสั่นเทา เสียงหวานสั่นพร่าพูดระบายความในใจ ทุกถ้อยคำที่หลุดออกมาคือความอัดอั้นที่เก็บซ่อนไว้มานาน “พี่เซบบ์…มองเฌอเป็นแค่น้องสาวคนหนึ่ง ได้ไหม” “ไม่ได้ ไม่เคยคิดจะทำ” ดวงตาคมมองถนนเบื้องหน้า อารมณ์พุ่งขึ้นไม่หยุด ประโยคพวกนั้น เขาไม่อยากได้ยินสักคำ “ขะ ขับช้าๆ กว่านี้ได้ไหมคะ” ใบหน้าสวยเงยขึ้น ก่อนจะเห็นว่าตอนนี้รถกำลังเร่งเครื่องไปข้างหน้าด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้นจากเดิม ดวงตากลมเหลือบเห็นตัวเลขความเร็วที่พุ่งสูงเรื่อยๆ หัวใจดวงน้อยเต้นถี่รัวอย่างหวาดกลัว เพราะซันเซบบ์ยังคงเหยียบคันเร่ง ไม่ยอมชลอลงอย่างที่เธอขอ “…พี่เซบบ์” “หุบปาก!!” ใบหน้าหล่อหันมาพ่นคำตวาด ก่อนจะเบือนกลับไปจับจ้องถนนอย่างเดิม จากนั้นสนทนาของทั้งสองคนก็จบลง เสียงเครื่องยนต์คำรามก้องภายในห้องโดยสารที่เย็นเฉียบ ซันเซบบ์กำพวงมาลัยแน่นจนเส้นเลือดปูด ทุกประโยคที่เธอพูดออกมาดังวกวนอยู่ในหู ยิ่งกระตุ้นให้อารมณ์ของซันเซบบ์เดือดพล่าน เขาเกลียดคำพวกนั้นมากที่สุด ในทุกๆ วัน สิ่งเดียวที่เขาคิดคือ ต้องใช้วิธีไหนให้ร่างเล็กเดินเข้ามาในกับดัก ต่อให้วิธีนั้นจะสกปรกจนถูกตราหน้าว่าเป็นคนเลวในสายตาของเธอ เขาก็จะทำ “…เฌอมีคนที่ชอบอยู่แล้ว” ร่างเล็กเอ่ยเสียงแผ่ว ประโยคนี้ไม่ใช่ข้ออ้างเพื่อผลักอีกฝ่ายออกไป แต่มันคือเรื่องจริงที่เก็บซ่อนเอาไว้ เธอมีคนที่ชอบอยู่แล้ว “เฌอรักพี่เซบบ์ไม่ได้จริงๆ” และนั่นคืออีกเหตุผลที่หัวใจดวงน้อยนี้ไม่สามารถเปิดรับใครเข้ามาได้ เพราะมันมีคนอื่นที่จับจองอยู่ก่อนแล้ว เพียงแค่เขาคนนั้นอยู่สูงเกินกว่าจะเอื้อมถึง “เลิกยึดติดกับเฌอได้ไหม” คำพูดนั้นเหมือนเชื้อเพลิงสาดลงบนไฟที่ลุกโชนอยู่แล้ว ซันเซบบ์กัดฟันแน่นจนเห็นสันกราม เขาไม่พูดอะไรโต้ตอบ ปล่อยให้ประโยคนั้นเป็นเพียงแค่อากาศ เสียงพ่นลมหายใจดังสะท้อนในความเงียบ ปลายเท้าแตะเหยียบบนคันเร่งจนมิด รถสปอร์ตคันหรูพุ่งทยานไปข้างหน้าด้วยความเร็วราวกับอยู่บนถนนของสนามแข่ง @….คอนโด ดวงตาเย็นชากวาดมองรอบห้องที่ตอนนี้เต็มไปด้วยซากข้าวของกระจัดกระจาย เศษแก้วแตกละเอียดเกลื่อนพื้น เฟอร์นิเจอร์หรูพังทลาย ก่อนจะค่อยๆ หลุบต่ำลงมองฝ่ามือของตัวเอง ผิวแตกช้ำ เลือดซึมออกมา แต่ภาพนั้นกลับทำให้เขาแค่นหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เฌอมีคนที่ชอบอยู่แล้ว ประโยคนั้นยังตามหลอกหลอนจนถึงตอนนี้ เขาพยายามควบคุมตัวเอง ไม่ทำให้เธอกลัว พยายามอดกลั้นและพังทุกอย่างจนสภาพเละเทะอย่างที่เห็น ซันเซบบ์กำลังทรมานจากความรู้สึกที่อยากเป็นเพียงคนเดียวของเธอ แค่เขาคนเดียว ไม่ใช่คนอื่น แต่กลับถูกปฏิเสธซ้ำซาก ร่างสูงก้าวข้ามผ่านข้าวของที่กระจัดกระจายบนพื้น เดินกลับมานั่งที่โซฟา ก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา เสียงลมหายใจพ่นกระแทกกับไอร้อนที่แผ่ปกคลุมไปทั่วมุมห้อง ปลายนิ้วแกร่งเลื่อนแตะบนหน้าจอโทรศัพท์ กดไปยังรายชื่อของ คลื่น ที่เป็นลูกพี่ลูกน้องกัน แล้วโทรออก เพราะต้องการปรึกษาคนที่เจนจัดเรื่องผู้หญิง เสียงสัญญาณรอสายดังท่ามกลางความเงียบในห้องที่ยังคุกรุ่นด้วยอารมณ์เกรี้ยวกราด ไม่นานคนที่โทรหาก็กดรับ ( เวลานี้ มึงโทรมาทำเหี้ยอะไรไม่ทราบ ) เสียงบ่นปนรำคาญของคลื่นดังขึ้นทันทีที่รับสาย แต่ซันเซบบ์ไม่สนใจคำทักนั้นด้วยซ้ำ เขาตั้งคำถาม พลางจ้องเขม็งไปข้างหน้า มือหนากำโทรศัพท์แน่น “ถ้าอยากให้ใครสักคนให้เดินเข้ามาในกับดัก ต้องทำยังไง” ประโยคคำถามทำเอาปลายสายเงียบลงครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยด้วยความไม่เข้าใจ ( มึงต้องการอะไรจากกู ) “ตอบคำถาม” ซันเซบบ์ไม่ตอบ เขายังย้ำเพื่อให้ได้คำตอบที่ตัวเองต้องการ ( วางกับดักเอาไว้ แล้วรอ ) “แล้วถ้า…รอไม่ไหวล่ะ?” ( จับกดเตียง ) “อ่า…เลวใช้ได้” เสียงหัวเราะในลำคอของร่างสูงตามมาทันทีหลังได้ยินคำแนะนำ ( ถ้ากับดักที่มึงวางเอาไว้มันมากพอ ยังไงก็หนีไม่พ้น ) “ใช้วิธีไหนดี ถึงจะเห็นผลเร็วที่สุด” ( หมายถึงใครวะ ใช่เด็กหน้าตาน่ารักๆ ข้างบ้าน ที่มึงชอบเพ้อหาหรือเปล่า ) “มึงบอกกูที ว่าต้องทำยังไง” เสียงเย็นยะเยือกย้ำคำถามอีกครั้ง ดวงตาคู่คมเพ่งมองไปตรงหน้า ราวกับจะบดขยี้อะไรสักอย่างให้แหลก ( ปล่อย ) “นั่นไม่ใช่สิ่งที่กูอยากทำ” ซันเซบบ์ตอบทันทีโดยไม่ต้องคิด แววตาคมค่อยๆ ละจากผนังห้อง หลุบต่ำลงมองฝ่ามือที่แตกช้ำของตัวเอง ( ทำให้น้องติดหนี้มึงดิ แบบในละคร ลูกหนี้ขัดดอก ) “อืม น่าสนใจ” ( เฮ้ยๆ ไอ้เซบบ์ กูพูดเล่น ) โทรศัพท์ราคาแพงถูกละออกจากหู ก่อนจะวางสาย ร่างสูงเอนหลังพิงกับพนักโซฟา แล้วคิดซ้ำๆ ถึงคำแนะนำของคลื่น ซึ่งน่าสนใจไม่น้อย แต่จะทำยังไงให้เธอกลายมาเป็นลูกหนี้ได้ เฌอลิน เหมือนผีเสื้อลวดลายสวยงาม สวยมากซะจนซันเซบบ์อยากจับมาขังเอาไว้ ไม่ให้บินหนีไปที่ไหนได้อีกเลย แสงของวันใหม่ส่องสว่างอยู่บนท้องฟ้า ณ มหาวิทยาลัยชั้นนำ ขึ้นชื่อเรื่องค่าเทอมที่สูงลิ่ว นักศึกษาส่วนใหญ่เป็นลูกหลานของมหาเศรษฐีมีชาติตระกูล หนึ่งปีจะเปิดรับเด็กทุนเพียงแค่ห้าคน และหนึ่งในนั้นคือเฌอลินกับกระต่ายที่สอบชิงทุนได้ “ปวดหัวมากเลย” กระต่ายบ่นระหว่างที่กำลังเดินไปเรียน ซึ่งไม่น่าแปลกใจเท่าไรเพราะเมื่อคืนเธอดื่มชนิดที่ว่าแทบไม่มีสติ “เฌอห้ามแล้ว ต่ายนั่นแหละไม่ฟังเอง น่าตี” ร่างเล็กมองค้อนเพื่อน “ว่าแต่ แกกลับตอนไหน กลับยังไง” ลมหายใจของคนที่ถูกถามสะดุดไปวูบหนึ่ง ก่อนจะตอบกลับเสียงเบา “พี่เซบบ์ไปส่งที่บ้าน” เพราะเธอไม่เคยมีความลับกับเพื่อนเลยจึงเลือกตอบตามความจริง พอกระต่ายได้ยินก็ตาโตขึ้นรีบถามกลับทันที “เดี๋ยวนะ พี่เซบบ์ตามแกอีกแล้วหรอ” “อื้อ” กระต่ายรู้ดี ว่าซันเซบบ์ตามเฌอลินอยู่บ่อยครั้ง คล้ายสต๊อกเกอร์ที่รู้ทุกการเคลื่อนไหว ทั้งที่เขาเป็นคนหน้าตาดี หล่อจนผู้หญิงเหลียวหลังมองทุกครั้งที่เดินผ่าน แต่กลับทำตัวน่ากลัวจนต้องถอยห่าง “แกคงต้องมีแฟนจริงๆ แล้วเฌอ พี่มันจะได้เลิกยุ่ง” “เฌอไม่อยากมีใครเลย” “จ้า แกชอบพี่นทีนี่เนอะ” พอเพื่อนพูดอย่างนั้น เฌอลินก็ยกมือขึ้นมาหยิกแก้เขินทันที ใบหน้าหวานเห่อร้อนจนต้องรีบเบือนหนี เธอก็เหมือนผู้หญิงทั่วไปที่มีหนุ่มในดวงใจ แต่ก็ทำได้เพียงแค่แอบปลื้มเท่านั้น “ไหนดูสิ หน้าแดงไหมน้า” กระต่ายยังแซวไม่ยอมหยุด เฌอลินจึงต้องรีบเปลี่ยนเรื่องคุย ไม่อย่างนั้นคงจะเสียอาการมากกว่านี้ “อาทิตย์หน้าเฌอจะไปออกงาน ต่ายว่างไหม” เวลาร่างเล็กมีงาน มักจะขอให้เพื่อนไปด้วยกันเสมอ เพราะทำให้เธอรู้สึกสบายใจมากกว่าไปคนเดียว “พี่เพียร์ซป้อนงานให้อีกแล้วหรอ” “อื้อ” “ที่ไหน งานอะไร?” “ดูแลนักแข่งน่ะ เพื่อนพี่เพียร์ซขอให้ไปช่วย เห็นว่าขาดคน” เฌอลินรู้จักกับ เพียร์ซ ตั้งแต่ช่วงเรียนปีหนึ่ง ตอนที่เธอกำลังหางานพาร์ทไทม์ทำ เพียรซ์เป็นเจ้าของร้านบาร์เล็กๆ แถวย่านมหาวิทยาลัย ความบังเอิญในตอนนั้น เธอไปสมัครงานที่บาร์ของเพียร์ซพอดี ตั้งแต่ตอนนั้นทั้งสองคนก็สนิทกันมากขึ้น เวลามีงานที่ได้เงินเยอะเพียร์ซก็มักจะนึกถึงเฌอลินเสมอ “คงไม่ใช่สนามแข่งของทายาททรัพย์หิรัญสกุลนะ” “เฌอลืมถามเลย แต่ตกลงไปแล้ว” “ถ้าใช่ล่ะ? สนามนั้นใหญ่ที่สุดด้วย” กระต่ายเริ่มมีสีหน้าที่คิดหนักขึ้นมา หลังได้ยินว่าเฌอลินไม่ได้ถามรายละเอียดสถานที่ทำงานก่อนตอบตกลง “ไม่เห็นเป็นอะไรเลย ถ้ามัวแต่ระแวงแล้วเฌอต้องทิ้งงานหรือไง” เสียงถอนหายใจดังลอดออกมาเบาๆ หากให้เลือก สุดท้ายเธอก็ต้องเลือกงานที่ได้เงิน อาณาจักรของตระกูลทรัพย์หิรัญสกุลยิ่งใหญ่ มีธุรกิจหลากหลาย หากต้องเลี่ยงทั้งหมดมันไม่ง่ายเลย “ก็เห็นแกไม่ชอบ” “อยากทำงานเก็บเงินมากกว่า” “บอกให้ยืมฉันก็ไม่ยืม แกนี่นะ” “ต่ายกับพี่เต้ก็ต้องใช้นะ ช่วยเฌอหลายอย่างแล้วด้วย” “ฉันอยากให้แกออกมาจากบ้านหลังนั้นเร็วๆ ถ้าเขาไม่อยากให้อยู่ก็รีบออกมาเถอะเฌอ อยู่ไปก็มีแต่จะโดนดูถูก” “อื้อ รู้แล้ว เก็บเงินอยู่นี่ไง” ใบหน้าหวานหม่นลงเมื่อเพื่อนพูดถึงเรื่องนี้ เฌอลินเกิดและโตในฐานะลูกสาวแม่บ้าน แต่แล้วหลังเกิดได้ไม่นาน พ่อกับแม่ก็ด่วนจากไปเพราะอุบัติเหตุ เธออยู่กับยายมาจนอายุสิบเก้าปี ในวันที่สอบชิงทุนเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำได้ไม่นาน ยายก็จากไปอีกคนด้วยโรคชรา หลังจากยายเสีย แม้จะไม่เหลือใครในชีวิตอีกแล้ว แต่ท่านปรีชาก็ยังให้เธออยู่ที่บ้านหลังนั้นต่อ และจ่ายเงินเดือนให้เท่ากับแม่บ้านคนอื่นๆ ท่านเอ็นดูเธอมาก แต่ตอนนี้ท่านป่วยหนักจนต้องถูกส่งตัวไปรักษาที่ต่างประเทศ ด้วยความที่จารุณีไม่ชอบเฌอลินมาตั้งแต่ไหนแต่ไร พอมีโอกาสก็เริ่มหนักขึ้นทุกวัน จากเงินเดือนที่ต้องให้เท่ากับแม่บ้านคนอื่นกลับถูกลดลงเหลือเพียงครึ่งหนึ่ง พยายามบีบคั้นทุกวิธี คำสั่งที่เธอได้ยินบ่อยครั้ง คือห้ามอยู่ใกล้กับ นที ลูกชายเพียงคนเดียวของตระกูล สุดท้ายเมื่อทนต่อแรงบีบคั้นไม่ไหว คิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมาว่าอยากจะย้ายไปอยู่ที่อื่น แต่เพราะไม่มีเงิน รายได้ของเธอมาจากเงินเดือนไม่ถึงหมื่น และการทำงานเสริมบ้าง แต่ค่าใช้จ่ายบางทีก็มากเกินรายรับ แม้จะได้ทุนเรียนฟรี แต่เพราะเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำ ก็มีราคาที่ต้องจ่ายแพงตามมาด้วย ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์การเรียน หรือสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่เด็กธรรมดาอย่างเธอต้องเก็บเงินทั้งเดือนเพื่อซื้อมัน หลังเรียนเสร็จ เฌอลินกลับมาที่บ้าน วันไหนที่คุณหญิงต้องบินไปหาคุณท่านที่ต่างประเทศ เธอจะโล่งใจเป็นพิเศษ ร่างเล็กนำกระเป๋าสะพายราคาถูกไปวางลงบนโต๊ะข้างเตียง ก่อนจะเดินไปเปิดผ้าม่านและหน้าต่างให้อากาศภายในห้องถ่ายเท แต่ไม่สังเกตเลยว่ามีสายตาคู่หนึ่งกำลังจับจ้องมองอยู่ คนที่รู้เวลาชีวิตของเธอเป็นอย่างดี ติ้ง~ เสียงแจ้งเตือนเรียกให้ร่างเล็กรีบเดินไปหยิบโทรศัพท์ เพราะนึกว่าเพียร์ซส่งรายละเอียดงานมาให้ แต่แล้วขอบตาก็ต้องร้อนวาบ แชต: ซันเซบบ์ ซันเซบบ์: เปิดหน้าต่างห้องทิ้งเอาไว้แบบนี้ รอให้พี่เข้าไปหาใช่ไหม เฌอลินรีบวางโทรศัพท์ในมือลงหลังจากได้อ่านข้อความจากซันเซบบ์ เสียงถอนหายใจดังออกมาเบาๆ ก่อนจะรีบเดินไปปิดหน้าต่างทั้งที่เพิ่งเปิด จังหวะนั้นใบหน้าหวานเงยขึ้น ดวงตาคู่กลมทอดมองไปยังบ้านหลังใหญ่ที่อยู่ติดกัน เห็นร่างสูงของคนที่เป็นเจ้าของข้อความเมื่อครู่ยืนอยู่ตรงระเบียง กำลังจับจ้องมองลงมา ก็อกๆ เสียงเคาะประตูดึงสติของคนตัวเล็ก เฌอลินรีบปรี่ตัวออกจากบานหน้าต่างเดินไปเปิดประตูทันที “เฌอ ไปทำบุญให้ยายมาแล้วใช่ไหมลูก” “ค่ะ ป้านวล” ป้านวล คือผู้ใหญ่เพียงคนเดียวที่เฌอลินเหลืออยู่ในชีวิต แม้จะไม่ใช่ญาติทางสายเลือด แต่ป้านวลก็เอ็นดูเธอเหมือนลูกเหมือนหลานคนหนึ่ง “ดีแล้ว ป้าเป็นห่วง กลัวจะถูกคุณหญิงท่านดุอีก” “คุณหญิงกลับมาแล้วหรอคะ” “จ้ะ กลับมาเมื่อตอนบ่าย” เฌอลินพยักหน้า ความรู้สึกเดิมวนกลับมาอีกครั้ง เพราะต้องเตรียมรับมือกับความกดดันที่ถูกกดขี่มาตลอด “เดี๋ยวเฌอไปช่วยทำอาหารนะคะ” ช่วงค่ำ หลังทำมื้อเย็นเสร็จแล้ว ร่างเล็กตั้งใจกลับไปอาบน้ำที่ห้อง ทว่า ระหว่างทางเดินบังเอิญเจอกับ นที เข้า ขาเล็กที่กำลังก้าวไปข้างหน้าจึงหยุดนิ่งทันที “จะไปไหนครับ” เสียงทุ้มนุ่มเอ่ยถามพร้อมรอยยิ้ม นทีเป็นหนุ่มวัยสามสิบต้นๆ เขากำลังรับช่วงธุรกิจต่อจากพ่อที่ล้มป่วย “เฌอ กำลังจะกลับห้องค่ะ ขอตัวก่อนนะคะ” หัวใจดวงน้อยเต้นแรงทุกครั้งเวลาอยู่ต่อหน้าของนที ใบหน้าหวานมักจะเห่อร้อนเสมอ “พี่ซื้อของฝากมาให้เฌอด้วยนะ แต่ลืมถือติดมือมา” “เฌอบอกพี่นทีหลายรอบแล้วนะคะ ว่าเกรงใจ” “พี่เต็มใจให้ครับ” “คราวหลังอย่าซื้ออะไรให้เฌอเลยนะคะ คุณหญิงท่านคงไม่ชอบถ้ารู้เข้า” คำเตือนอีกหนึ่งประโยคที่คุณหญิงจารุณีเคยบอกเอาไว้ คืออย่าคิดใฝ่สูง ผู้หญิงไร้หัวนอนปลายเท้าอย่างเธอไม่คู่ควร คำนั้นมันฝังลึกอยู่ภายในใจจนเฌอลินไม่ค่อยกล้าพูดคุยกับนที เธอหักห้ามความรู้สึกของตัวเองมาตลอด แต่ยิ่งพยายามรักษาระยะห่าง เขากลับยิ่งพยายามชวนคุย นทีทำได้เพียงมองตามแผ่นหลังบางที่ห่างออกไป พลางถอนหายใจเฮือกใหญ่ ความพยายามทุกครั้งไร้ความหมาย เพราะไม่ว่ากี่ครั้ง เฌอลินก็ตีตัวออกห่างเสมอ ภายในห้อง ร่างเล็กนอนทอดกายอยู่บนเตียง สายตาเหม่อลอยท่ามกลางความคิดสับสน เสียงแจ้งเตือนจากโทรศัพท์ที่วางอยู่ตรงมุมหัวเตียงดังขึ้น ทำให้เธอชะงักเหมือนถูกดึงออกจากสิ่งที่สาดซัดเข้ามา เฌอลินคิดว่าอาจเป็นข้อความจากเพื่อน จึงเอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์ แต่ทันทีที่หน้าจอสว่างขึ้น ความรู้สึกหนักอึ้งเมื่อตอนเย็นก็ย้อนกลับมาอีกครั้ง เพราะข้อความนั้นมาจากซันเซบบ์ แชต: ซันเซบบ์ ซันเซบบ์: พี่ไม่ชอบให้เฌอคุยกับมัน เฌอลินไม่ได้คิดจะตอบกลับ แต่ยังไม่ทันได้วางโทรศัพท์ลง แชตของเขาก็เด้งเข้ามาในเครื่องอีกครั้ง ซันเซบบ์: คนสวย ซันเซบบ์: เฌอน่าจะรู้ดีว่าพี่ไม่ชอบถูกเมิน ถ้าไม่อยากให้ไปรับที่มหาวิทยาลัยพรุ่งนี้ ซันเซบบ์: เฌอควรตอบข้อความ ดวงตาคู่สวยร้อนผ่าวเมื่อได้อ่านคำข่มขู่ผ่านหน้าจอ นิ้วเรียวกดแป้นพิมพ์ตอบกลับ เพราะรู้ว่าซันเซบบ์ไม่ใช่แค่ขู่ เขาทำจริง และเคยทำแบบนั้นมาแล้วหลายครั้ง เฌอลิน: ที่พูดไปเมื่อคืน พี่เซบบ์ไม่เข้าใจเลยหรอคะ ซันเซบบ์: พูดอะไรครับ? ซันเซบบ์: เฌอไม่ได้พูดอะไรกับพี่เลยสักคำ เขาน่ากลัว จงใจพิมพ์ประโยคนั้นส่งมา เป็นเหมือนการย้ำเตือนให้รู้ ว่าไม่ใส่ใจคำพูดของเธอเลยสักนิด ไม่สนใจคำปฏิเสธ ไม่แยแสแม้แต่จะฟัง แค่ต้องการให้รู้ว่าเขายังอยู่ตรงนี้ ไม่ว่าเธอจะผลักไส มันก็ไม่มีความหมายอะไรทั้งนั้น นั่นคือทั้งหมด…ที่ซันเซบบ์พยายามทำให้เห็นมาตลอด
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD