EP.4 จากนี้ ข้าคือ เวิ่นเวิ่น แห่งตระกูลหวัง

1697 Words
รถม้าของ ท่านลุงฉิน ยังคงมุ่งหน้าไปยังที่ว่าการของเมือง เวิ่นเวิ่นที่ทอดสายตามองซ้ายขวา ก็พบกับความตื่นตาตื่นใจของเมืองที่ใหญ่โตมโหฬารแห่งนี้ ผู้คนพลุ่งพล่าน ตะโกนค้าขายกันอย่างเนืองแน่น กลิ่นอายทะเล ลอยแตะจมูก ทำให้บ่งบอกความเป็นเมืองการท่าเป็นอย่างดี “เอ่อ ....ท่านลุง ข้าเรียกท่านว่าลุงฉินได้หรือไม่เจ้าคะ” เวิ่นเวิ่นกล่าว “ได้สิ ทั้งลุง ทั้งเจ้าก็คุยกันมาตลอดทางจนลืมเอ่ยถามชื่อแซ่กันไปเลย แล้วลุงต้องเรียกเจ้าเยี่ยงไร” ลุงฉินตอบกลับ “ข้าชื่อ เวิ่นเวิ่น เจ้าค่ะ” เวิ่นเวิ่นเอ่ยชื่อตอบไป “เวิ่นเวิ่นงั้นรึ ชื่อไม่เลว” ชายชราตอบอย่างเป็นมิตร “ว่าแต่ ลุงฉินเจ้าคะ หมายความว่าข้าต้องไปรายงานตัวที่ว่าการเมืองฉีก่อนใช่ไหมเจ้าคะ” เวิ่นเวิ่นเอ่ยถาม “ใช่ การจะอยู่ที่เมืองฉีแห่งนี้ เจ้าควรมีบัตรประจำตัวเพื่อการดำรงอยู่ในแคว้นสี่นะเวิ่นเวิ่น” ลุงฉินอธิบายต่อ “เจ้าเองก็บอกว่า ไม่เหลือครอบครัว ญาติมิตรสหาย หากเจ้ายังรั้นเดินทางต่อโดยที่ยังไม่มีเงินทองติดตัวหรือที่มาที่ไปอย่างบัตรประจำตัวเป็นหลักแหล่ง เกรงว่าคงจะลำบากไม่น้อยเลยที่จะไปมาระหว่างหกแคว้น” ลุงฉินกล่าวด้วยความเป็นห่วง “ขอบคุณท่านลุงฉินเจ้าค่ะที่ชี้แนะ ข้าไม่รู้ว่าจะตอบแทนน้ำใจของท่านอย่างไรถึงจะพอจริง ๆ เพียงแต่...” เวิ่นเวิ่นก้มหน้าลงไป “แต่อะไรเล่า” ลุงฉินเอ่ยถาม เมื่อเห็นว่าเวิ่นเวิ่นหยุดชะงักไป “หากท่านลุงฉินพาข้าไปที่ว่าการเมืองฉีตอนนี้ สภาพข้าคงไม่เหมาะสมนักเจ้าคะ” เวิ่นเวิ่นกล่าวพร้อมกับชี้ไปยังชุดที่ยังคงชื้นและเปื้อนเลอะไปด้วยโคลน “จริงสิ ข้าลืมไปเลย สภาพแบบนี้ยัยหนูอย่างเจ้าโดนมองทั้งที่ว่าการเป็นแน่ งั้นเอางี้ ข้าจะพาเจ้าไปซื้อเสื้อผ้าก่อน ส่วนค่าใช้จ่าย ข้าจะหักจากเงินค่าจ้างทำงานของเจ้าในภายหลังแล้วกัน” ลุงฉิน ยื่นข้อเสนอ นั่นก็ทำให้เวิ่นเวิ่นยิ้มแก้มปริ่ม “ขอบคุณท่านลุงฉินมาก ๆ เจ้าค่ะ” เวิ่นเวิ่นกล่าวขอบคุณด้วยความดีใจ และสำนึกบุญคุณอยู่เต็มอก รถม้าของลุงฉิน วิ่งมาจอดเทียบหน้าร้านเสื้อผ้าชื่อดังแห่งหนึ่งในย่านการค้าเมืองฉี เมื่อพนักงานร้านเห็นรถม้าคันดังกล่าวก็ออกมาต้อนรับ ราวกับรู้ว่ารถม้าคันนี้มาจากตระกูลใด “ยินดีต้อนรับท่านฉินเจ้าค่ะ ไม่เห็นแวะเวียนมาที่ร้านนานเลยนะเจ้าคะ” พนักงานร้านเอ่ยกล่าวอย่างสุภาพ “ข้ายังไม่มีธุระที่ต้องได้สวมเสื้อผ้าใหม่ ๆ นะสิ ว่าแต่ตาเชินสบายดีหรือไม่” ลุงฉินถามถึงเจ้าของกิจการ “นายท่านสบายดีเจ้าค่ะ แต่วันนี้นายท่านไม่อยู่ คงไม่สามารถออกมาต้อนรับท่านฉินได้ ต้องขออภัยด้วยเจ้าค่ะ” “ไม่หรอก ข้าไม่ได้มาหาตาเชิน ข้าอยากให้เจ้าช่วยพาหลานข้า ชำระตัว แล้วก็เลือกชุดดีๆ ให้สักชุดหน่อย” ลุงฉินเอ่ยกับพนักงานร้านพลางชี้นิ้วไปยังเวิ่นเวิ่นให้พนักงานในร้านรับทราบ “ได้เจ้าค่ะ คุณหนูเชิญทางนี้เจ้าค่ะ” พนักงานร้านมองไปยังเวิ่นเวิ่นที่แม้มีสภาพสกปรก เลอะไปด้วยโคลน แต่ก็ยังพอมองออกถึงความงามที่ซ่อนอยู่ในนั้นเป็นอย่างดี พนักงานร้านเสื้อผ้าเองก็เต็มใจให้บริการ “ท่านลุงฉิน ข้า......” เวิ่นเวิ่นที่เห็นว่า ลุงฉินเอ่ยว่าตนเป็นหลานก็ชะงักเล็กน้อย เธอไม่คิดว่าตั้งแต่เข้าเมืองฉีมา ท่านลุงฉิน จะกล่าวเท็จอ้างว่าตนเป็นหลานมาตั้งแต่ประตูเมืองจนมาถึงร้านเสื้อผ้าแห่งนี้ “ไปเถอะชำรตัว แล้วเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เรียบร้อยซะ เลือกตามใจชอบเจ้าเลย” ลุงฉินตอบไปราวกับรู้ว่าภายในใจของเวิ่นเวิ่นคิดสิ่งใดอยู่ “จะ..เจ้าค่ะ” เวิ่นเวิ่นก้มหน้า แล้วเดินตามพนักงานร้านเสื้อผ้าเข้าไปด้านใน เมื่อผ่านไปสักระยะ พนักงานร้านก็เดินนำทางเวิ่นเวิ่นออกมา “เชิญคุณหนูเจ้าค่ะ” สิ้นเสียงของพนักงานเวิ่นเวิ่นก็ก้าวออกมาจากหลังร้าน ด้วยชุดอาภรณ์สีเขียวอ่อนพริ้วไสว ดูสบายตา ใบหน้าที่ถูกแต่งแต้มสีอ่อนๆ ราวกับหญิงสาวแรกแย้ม ผมที่ถูกรวมตึงหางม้ายกสูงเผยให้เห็นต้นคอระหง “คุณหนูงดงามมากเจ้าค่ะ” พนักงานสาวในร้านยังอดชมเชยความงดงามนี้มิได้ “อืม... ไม่เลวเลย หลานข้าสวยมากจริง ๆ” ลุงฉินที่เห็นเวิ่นเวิ่นหลังจากเปลี่ยนเสื้อผ้าอาภรณ์แล้วก็เอ่ยชมเช่นกัน “เอานี่ ตั๋วเงิน ขอบใจเจ้ามาก” ลุงฉิน ยื่นตั๋วเงินให้กับพนักงานร้านด้วยความพึงพอใจ “ขอบคุณท่านฉิน และ คุณหนูที่มาใช้บริการร้านเสื้อผ้าแห่งนี้เจ้าค่ะ” พนักงานโค้งคำนับเป็นการขอบคุณ “ยังไงก็ฝากทักทายตาเชินให้ข้าด้วย ว่าข้าแวะมาอุดหนุน” ลุงฉินเอ่ยอีกครั้งกับพนักงานร้าน ก่อนจะหันไปหาเวิ่นเวิ่น “เอ้า ยัยหนูไปที่ว่าการเมืองกัน” “เจ้าค่ะท่านลุงฉิน” เวิ่นเวิ่นตอบรับ ทั้งสองขึ้นรถม้า พร้อมมุ่งหน้าไปยังที่ว่าการเมืองฉีทันที ยิ่งเข้ามาในตัวเมืองจะพบว่า บ้านเรือนตามทางโออ่าตลอดเส้นทางจนท้ายที่สุด ที่ว่าการเมืองฉีที่เด่นตระหง่านกลางเมือง ก็อยู่ตรงหน้าแล้ว “โห..... ท่านลุงเจ้าคะ นี่คือที่ว่าการเมืองฉีหรือเจ้าคะ ใหญ่โตมากเลยเจ้าค่ะ” เวิ่นเวิ่นมองไปยังตัวอาคารร่วมสมัยที่ดูประณีตกว่าบ้านเรือน หรือร้านค้าทั่วไปมากนัก สถาปัตยกรรมตัวอาคารสวยงามดั่งจีนโบราณ และสูงถึงห้าชั้นเด่นสง่ากว่าตึกไหนๆ ในเมืองฉี ผู้คนเดินเข้าออกไม่ขาดสาย มีทหารยืนประจำการด้านหน้าราวๆ ยี่สิบคน เพื่อคุ้มกันความปลอดภัยให้แก่ผู้มาใช้บริการ สถานที่แห่งนี้ นอกจากเป็นที่ทำบัตรประชาชนแล้วยังเป็นสถานที่ในการเรียกเก็บภาษี การค้าต่าง ๆ ทั่วทั้งเมืองฉี อีกด้วย ลุงฉินจอดรถม้าตรงสถานที่จอดของที่ว่าการเมืองฉี เวิ่นเวิ่นก็ลงรถม้าเดินตามลุงฉินเข้าไป ผู้คนในระแวกนี้รู้จักลุงฉินเป็นอย่างดีเนื่องจาก ร้านอาหารหวังฉินนั่นโด่งดังไปทั่วทั้งเมืองเป็นเดิมทุน อีกทั้งยังมีร้านค้าขายส่งวัตถุดิบอาหารทะเล ซึ่งถือว่าเป็นรายใหญ่ต้นๆ ของเมืองฉีเลยก็ว่าได้ เมื่อเห็นว่าท่านฉินเดินทางมาที่ว่าการด้วยตนเองโดยไร้คนขับรถม้าให้ก็ถือว่าแปลกตามากพอแล้ว แต่บัดนี้กลับมีหญิงสาวงามเดินตามหลัง จึงทำให้เกิดการสนทนากันไปทั่วทั้งบริเวณ และค่อย ๆ ขยายเป็นวงกว้าง โดยเรื่องสนทนาคงไม่พ้นการคาดเดาว่า หญิงสาวที่งดงามผู้นี้เกี่ยวกับ ตระกูลหวัง เยี่ยงไร “ดีขอรับ ท่านฉิน วันนี้มีกิจอันใดกับทางที่ว่าการขอรับ” เจ้าหน้าที่ต้อนรับด้านหน้าลุกขึ้นเอ่ยกับลุงฉินตามมารยาท แต่สายตากลับมองไปยังเวิ่นเวิ่นอย่างไม่ละสายตา จนเวิ่นเวิ่นที่ไม่คุ้นชินกับสถานการณ์ได้แต่เหลือบตามองไปด้านอื่น แต่สุดท้ายไม่ว่าจะมองไปทางใดก็มีแต่สายตาจับจ้องมายังตัวเธอราวกับเป็นจุดศูนย์กลางของสายตา “ข้าพาหลานสาวมาทำบัตรประจำตัว” ลุงฉินเอ่ยกับเจ้าหน้าที่ต้อนรับ “เชิญทางนี้ขอรับ” เจ้าหน้าที่ต้อนรับเดินนำ โดยที่ลุงฉิน และเวิ่นเวิ่นตามออกไป จนถึงห้องทะเบียนบัตรประจำตัว “เชิญนั่งขอรับ” เจ้าหน้าที่ทำบัตรเอ่ย ลุงฉิน และ เวิ่นเวิ่นก็ทำตาม “ต้องขออนุญาตท่านฉิน และ คุณหนูเวิ่นเวิ่นนะขอรับ ข้าจำเป็นต้องสอบถามที่มาก่อนการออกบัตรยืนยันตัวตน” “ได้สิ” ลุงฉินกอดอกตอบกลับไปอย่างคนมีภูมิฐาน “คุณหนูเวิ่นเวิ่นผู้นี้เป็นหลานทางสายเลือดหรืออย่างไรขอรับ” เจ้าหน้าที่ออกบัตรสอบถามข้อมูล “เวิ่นเวิ่น เป็นลูกสาวญาตินอกเมืองของข้า แต่บ้านที่เขาอาศัยนั้นไม่ได้อิงกับแคว้นใด เมื่อวันก่อนข้าไปเยี่ยมพบว่า บ้านของเขาถูกโจรป่าฆ่าตายหมด เหลือรอดแค่เวิ่นเวิ่น ข้าจึงอยากรับลูกสาวของเขาเป็นหลานข้า” ลุงฉินพูดอย่างฉะฉาน “เป็นอย่างนั้นจริงหรือไม่ คุณหนูเวิ่นเวิ่น” เจ้าหน้าที่ออกบัตรเบี่ยงหน้าสอบถามเวิ่นเวิ่นเพื่อความมั่นใจ “เจ้าค่ะ ครอบครัวของข้าถูกโจรป่ารุกรานเกือบหมด มีแต่ข้าที่รอดเพราะออกไปหาสมุนไพรเจ้าค่ะ” เวิ่นเวิ่นกล่าวในขณะที่ก้มหน้าลงไป ภายใจจิตใจของเธอรู้สึกกระวนกระวายเกรงว่าจะถูกจับได้เพราะเอ่ยข้อมูลเท็จออกไป แต่แล้วลุงฉินก็ เอ่ยตาม “เจ้าหน้าที่ เมื่อข้ารับเวิ่นเวิ่นเป็นหลานแล้ว แน่นอนว่า หากยัยหนูนี่กระทำสิ่งใดผิดต่อกฎบ้านเมือง ข้าย่อมรับผิดชอบทุกสิ่ง เพราะว่า เวิ่นเวิ่นหลานข้าคนนี้ คือคนของตระกูลหวังเช่นกัน” ลุงฉินลุกขึ้นกล่าวอย่างจริงใจ “หากท่านฉินเอ่ยด้วยตนเองเช่นนี้ ข้าย่อมออกบัตรประจำตัวเป็นพลเมืองของเมืองฉีให้อยู่แล้วขอรับ รบกวนรอสักครู่” ผ่านไปสักพักเจ้าหน้าที่ก็ออกบัตรปั้มตราประทับของเมืองฉี พร้อมกับยื่นให้ เวิ่นเวิ่น “หวัง เวิ่น เวิ่น” เวิ่นเวิ่นเอ่ยชื่อตนบนบัตร พร้อมหันไปหาลุงฉินด้วยรอยยิ้มเปี่ยมสุข “จากนี้ไปเจ้าคือ หวังเวิ่นเวิ่น หลานสาว ของ หวังฉินจื่ออย่างข้าแล้วนะยัยหนู” ลุงฉินเดินมาตบบ่าของเวิ่นเวิ่นอย่างเอ็นดู “ขอบคุณท่านลุงฉินที่เมตตาข้าเจ้าค่ะ ตอนนี้ข้าได้พึ่งใบบุญของตระกูลหวัง และยังเป็นพลเมืองของเมืองฉี ข้าดีใจมากเจ้าค่ะ” เวิ่นเวิ่นกล่าวออกมาด้วยความดีใจจนมิอาจกลั้นน้ำตาได้ ใบหน้าที่งดงามเต็มไปด้วยน้ำตาอาบแก้ม จนอดสร้างความตื้นตันของผู้พบเห็นทั้งเจ้าหน้าที่ และ ผู้มาใช้งานในศูนย์ที่ว่าการเมืองฉีแห่งนี้ “เอาล่ะ ในเมื่อเรียบร้อยแล้ว เวิ่นเวิ่นหลานลุง กลับบ้านกันเถอะ” ลุงฉินกล่าว “เจ้าค่ะ ท่านลุง”
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD