EP.3 เมืองฉี แห่งแคว้นสี่

1138 Words
‘ครื้น....ครื้น...’ เสียงฟ้าร้องดังสนั่น สักพัก เม็ดฝนก็ค่อย ๆ ตกลงมา จากละอองฝนแปรเปลี่ยนเป็นแรงขึ้นจนทำให้เวิ่นเวิ่นที่กำลังนั่งร้องไห้อยู่นั้นลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว รีบหอบสัมภาระวิ่งไปยังต้นไม้ใหญ่สูงเด่นตระหง่าน เพื่อหลบฝน “ฟู่ว.... ทำไมจู่ๆ ฝนก็ตกหนักแบบนี้กันนะ” ในขณะที่เวิ่นเวิ่น ยืนอยู่ใต้ต้นใหม่ใหญ่อย่างโดดเดี่ยว รอบๆ ก็เกิดฟ้าผ่า มาเป็นระยะไม่ขาดสาย จนเธอต้องเอามืออุดหูอย่างเลี่ยงไม่ได้ “เอ๊ะ ........” เวิ่นเวิ่นก็ฉุกคิดอะไรออกมาได้ “ทำไมข้ารู้สึกว่าไม่ควรอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นเดี่ยวนี้ ขณะฝนตกฟ้าร้อง” เวิ่นเวิ่นยืนนิ่งใคร่ครวญสักครู่ “ฉันควรหลบอยู่พื้นที่ๆ มีกลุ่มต้นไม้ มากกว่าต้นไม้ใหญ่โดดๆ แบบนี้สินะถึงจะปลอดภัยมากขึ้น” ในขณะที่ฟ้ายังผ่าไม่หยุด เธอจึงทำตามความนึกคิดที่พรั่งพรูออกมาจากตนเองอย่างไม่รอช้า เธอวิ่งเข้าไปในกลุ่มต้นไม้ที่ห่างออกไปไม่ไกลนัก “เปรี้ยง!!!!” เสียงสายฟ้าผ่าดังสนั่นหวั่นไหว เมื่อเธอเหลียวหลังไปมองถึงกลับทำให้เธอเข่าอ่อน “ให้ตายเถอะ ถ้าเมื่อกี้ข้ายังยืนอยู่ตรงนั้น คงถูกย่างเป็นแน่” เวิ่นเวิ่นตื่นตระหนก ก้มตัวลงอยู่ในกลุ่มต้นไม้นั้น สักพักกลุ่มเมฆฝนขนาดใหญ่ก็เลื่อนคล้อยหายไป ท้องฟ้ากลับมาสดใส ปลอดโปร่ง เหล่าใบไม้ต้นหญ้า ก็ชุ่มฉ่ำไปด้วยเม็ดฝนที่เพิ่งตกลงมา “ไม่ใช่ แค่ต้นไม้ใบหญ้าที่เปียกแล้วนะ เสื้อผ้าของข้าก็เปียกไม่เป็นชิ้นดีเช่นกัน เฮ้อ...” เวิ่นเวิ่นก้มมองดูเสื้อผ้าที่ตนสวมใส่มันทั้งเปียก ทั้งสกปรกจากดินโคลนไปทั่วร่าง แต่เนื่องจากบริเวณนี้ไม่มีแม้แต่ลำธารให้เธอได้ชำระร่างกาย เธอจึงตัดสินใจ เดินต่อไปตามทางเพื่อหวังว่าจะพบหมู่บ้านสักแห่งหนึ่ง ‘กรับ.... กรับ...’ เสียงรถม้า แว่วมาด้านหลังของเวิ่นเวิ่น ขณะที่เธอกำลังเดินทางไปตามถนน เมื่อเธอได้ยินเช่นนั้นจึ่งรีบกวักมือให้คนขับรถม้าหยุดจอดทันที โชคดีที่รถม้าคันดังกล่าวหยุดชะลอให้เธอ “มีอะไรหรือยัยหนู” ชายสูงอายุ ผู้เป็นคนขับรถม้าเอ่ยถามเธอพลางสายตาก็จ้องมองด้วยความเวทนา “ท่านลุง พอทราบหรือไม่เจ้าคะ ว่าอีกนานเพียงใดกว่าจะถึงหมู่บ้าน” เวิ่นเวิ่นเอ่ยถาม “ถ้าเป็นหมู่บ้านที่ใกล้ที่สุด ก็อีกไม่ไกลนัก แต่หากเจ้าเดินเท้าเยี่ยงนี้ เกรงว่าคงถึงวันพรุ่ง” “วันพรุ่งเลยหรือเจ้าคะ ชุดข้า ...... เฮ้อ” เวิ่นเวิ่นถอนหายใจเมื่อได้ฟังการบอกเล่าของชายชรา “เอางี้ ยัยหนูข้าเห็นสภาพเจ้าราวกับผ่านสงครามพายุมาเช่นนี้ ข้าให้เจ้าติดรถม้าของข้าได้นะ” ชายชรายื่นความช่วยเหลือให้อย่างเป็นมิตร “ขอบคุณน้ำใจท่านลุงมากเลยเจ้าค่ะ แต่เกรงว่าน้ำใจนี้ข้าคงรับไว้ไม่ได้ ข้าไม่มีเงินสักแดงเดียว หากข้าติดรถม้าท่านไปเกรงว่าจะไม่สามารถตอบแทนอะไรให้ท่านลุงได้เลย” “ไม่เป็นไร ข้าไม่ใช้คนไร้เงินทองขนาดนั้น ข้าเห็นเพราะว่าอยากช่วย” ชายชรายิ้มให้ “แต่ .....” เวิ่นเวิ่นครุ่นคิด “ยัยหนู ถ้าเจ้ากลัวว่า การขึ้นรถม้านี้จะทำให้เจ้าไม่สามารถตอบแทนบุญคุณได้ งั้นเอางี้เป็นอย่างไร เจ้ามาทำงานร้านอาหารของข้าหนึ่งวัน เป็นค่าตอบแทน” ชายชรายื่นข้อเสนอ “เจ้าคะ? ได้หรือเจ้าคะ ข้าจะตั้งใจทำงานทดแทนเจ้าค่ะ” เวิ่นเวิ่นยิ้มรับข้อตงตงลงของชายชระ “งั้นก็ขึ้นรถม้ามาได้แล้ว” “ขอบพระคุณท่านลุง ข้าจะไม่มีวันลืมบุญคุณครั้งนี้เลยเจ้าค่ะ” เวิ่นเวิ่นขึ้นรถม้าของชายชรา จากนั้นชายชราก็ค่อย ๆ ขับรถม้าออกไป ในระหว่างทาง ทั้งคู่ยังคงสนทนากันอย่างไม่หยุด “เจ้ามาจากเมืองไหนรึ” ชายชราเอ่ยถาม “ข้ามาจากหมู่บ้านเล็ก ๆ ในหุบเขาทางตอนใต้ทางโน้นที่เดินมาเจ้าค่ะ แต่เพราะครอบครัวของข้าเกิดเหตุไม่คาดคิดทำให้ข้ารอดชีวิตเพียงผู้เดียว ข้าไม่เหลือใครเลย จึ่งตัดสินใจออกเดินทางเจ้าค่ะ” เวิ่นเวิ่นตอบชายชราออกไป แม้ว่าจะมิใช่ความจริงทั้งหมด แต่คำว่าไม่เหลือใครนั้นกลับไม่เกินจริง “อย่างนั้นรึ ยัยหนูเจ้าคงผ่านอะไรมาเยอะสินะ” ชายชราตอบกลับ “เจ้าค่ะ แต่ข้าเชื่อว่าข้าจะผ่านมันไปได้ อย่างน้อยสิ่งที่โชคดีในวันนี้ ข้าก็ได้ท่านลุงเมตตาช่วยเหลือเจ้าค่ะ” เวิ่นเวิ่นตอบกลับชายชราด้วยรอยยิ้ม “อยู่เป็นนะยัยหนู ฮ่า....ฮ่า ข้าชักถูกชะตากับเจ้าแล้วล่ะสิ” ชายชราหัวเราะออกมาเสียงดังลั่นด้วยความเอ็นดู จากนั้นรถม้าก็ขับต่อเนื่องไปเรื่อยๆ จนมองเห็นเมืองตรงหน้าอยู่รำไร “ท่านลุง ทางโน้นคือหมู่บ้านอะไรเจ้าคะ ใหญ่โตจังเลยเจ้าค่ะ” เวิ่นเวิ่นจ้องมองไปยังหมู่บ้านที่อยู่ด้านหน้าด้วยความตื่นตา เพราะ สิบแปดปีที่ผ่านมาเธออยู่เพียงหมู่บ้านเล็ก ๆ เท่านั้นไม่เคยเผชิญออกโลกภายนอกเลยสักครั้ง ทำให้สิ่งที่อยู่ตรงหน้า จึงเป็นสิ่งแปลกใหม่ไปเสียหมด “นั่นคือจุดหมายปลายทาง เมืองฉีแห่งแคว้นสี่ นะยัยหนู” ชายชราเอ่ย ก่อนที่จะควบรถม้ามาจนถึงปากทางเข้าเมืองฉี โดยมีทหารประจำประตูเมือง คุมอยู่ “หยุด.......รถม้าคันนั้นรายงานตัวซะ” ทหารคนหนึ่งประจำประตูเมืองออกคำสั่ง เมืองฉีเป็นเมืองท่าติดทะเล ชาวเมืองล้วนทำมาค้าขายเกี่ยวกับการประมงเป็นส่วนใหญ่ และ ถือว่าเป็นเมืองใหญ่ลำดับสาม ของแคว้นสี่ ดังนั้นการรักษาความปลอดภัย จึงมีการกวดขันเข้มงวดนัก ทำให้ผู้คนที่อาศัยในหมู่บ้านนี้มีความมั่งคั่ง รายได้ของชาวเมืองถือว่าอยู่ในเกณฑ์จับจ่ายใช้สอยเงินสะพัด “ข้า หวังฉินจื่อ เจ้าของร้านอาหารหวังฉิน นี่บัตรประจำตัวของข้า” ชายชราตอบทหารไป “อ่อ นายท่านฉินเองหรือขอรับ แล้วคนที่อยู่ในรถม้าท่านคือ ...” ทหารจ้องมองเวิ่นเวิ่นที่อยู่บนรถม้าเอ่ยถาม เพราะถึงเป็นคนใหญ่คนโตที่นี่ ก็ต้องมีการกวดขันทุกคนไม่มีเว้น ซึ่งส่วนใหญ่ชาวเมืองก็เคารพกฎข้อนี้เป็นอย่างดี “นั่นหลานสาวข้า มาจากต่างเมือง ข้ากำลังจะพาไปรายงานตัวที่ว่าการนี่แหละ เจ้าก็จดบันทึกไว้เป็นหลักฐาน แล้วกลับไปตรวจสอบย้อนหลังได้ที่ว่าการ ข้าไปได้รึยัง” ชายชราเอ่ยถามทหารประตูเมือง “เชิญเข้าเมืองได้ครับ นายท่านฉิน” ทหารโค้งคำนับ ก่อนจะหลีกทางให้รถม้าของเขาผ่านเข้าไป
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD