‘ครื้น....ครื้น...’ เสียงฟ้าร้องดังสนั่น สักพัก เม็ดฝนก็ค่อย ๆ ตกลงมา จากละอองฝนแปรเปลี่ยนเป็นแรงขึ้นจนทำให้เวิ่นเวิ่นที่กำลังนั่งร้องไห้อยู่นั้นลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว รีบหอบสัมภาระวิ่งไปยังต้นไม้ใหญ่สูงเด่นตระหง่าน เพื่อหลบฝน
“ฟู่ว.... ทำไมจู่ๆ ฝนก็ตกหนักแบบนี้กันนะ” ในขณะที่เวิ่นเวิ่น ยืนอยู่ใต้ต้นใหม่ใหญ่อย่างโดดเดี่ยว รอบๆ ก็เกิดฟ้าผ่า มาเป็นระยะไม่ขาดสาย จนเธอต้องเอามืออุดหูอย่างเลี่ยงไม่ได้
“เอ๊ะ ........” เวิ่นเวิ่นก็ฉุกคิดอะไรออกมาได้
“ทำไมข้ารู้สึกว่าไม่ควรอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นเดี่ยวนี้ ขณะฝนตกฟ้าร้อง” เวิ่นเวิ่นยืนนิ่งใคร่ครวญสักครู่
“ฉันควรหลบอยู่พื้นที่ๆ มีกลุ่มต้นไม้ มากกว่าต้นไม้ใหญ่โดดๆ แบบนี้สินะถึงจะปลอดภัยมากขึ้น” ในขณะที่ฟ้ายังผ่าไม่หยุด เธอจึงทำตามความนึกคิดที่พรั่งพรูออกมาจากตนเองอย่างไม่รอช้า เธอวิ่งเข้าไปในกลุ่มต้นไม้ที่ห่างออกไปไม่ไกลนัก
“เปรี้ยง!!!!” เสียงสายฟ้าผ่าดังสนั่นหวั่นไหว เมื่อเธอเหลียวหลังไปมองถึงกลับทำให้เธอเข่าอ่อน
“ให้ตายเถอะ ถ้าเมื่อกี้ข้ายังยืนอยู่ตรงนั้น คงถูกย่างเป็นแน่” เวิ่นเวิ่นตื่นตระหนก ก้มตัวลงอยู่ในกลุ่มต้นไม้นั้น
สักพักกลุ่มเมฆฝนขนาดใหญ่ก็เลื่อนคล้อยหายไป ท้องฟ้ากลับมาสดใส ปลอดโปร่ง เหล่าใบไม้ต้นหญ้า ก็ชุ่มฉ่ำไปด้วยเม็ดฝนที่เพิ่งตกลงมา
“ไม่ใช่ แค่ต้นไม้ใบหญ้าที่เปียกแล้วนะ เสื้อผ้าของข้าก็เปียกไม่เป็นชิ้นดีเช่นกัน เฮ้อ...” เวิ่นเวิ่นก้มมองดูเสื้อผ้าที่ตนสวมใส่มันทั้งเปียก ทั้งสกปรกจากดินโคลนไปทั่วร่าง แต่เนื่องจากบริเวณนี้ไม่มีแม้แต่ลำธารให้เธอได้ชำระร่างกาย เธอจึงตัดสินใจ เดินต่อไปตามทางเพื่อหวังว่าจะพบหมู่บ้านสักแห่งหนึ่ง
‘กรับ.... กรับ...’ เสียงรถม้า แว่วมาด้านหลังของเวิ่นเวิ่น ขณะที่เธอกำลังเดินทางไปตามถนน เมื่อเธอได้ยินเช่นนั้นจึ่งรีบกวักมือให้คนขับรถม้าหยุดจอดทันที โชคดีที่รถม้าคันดังกล่าวหยุดชะลอให้เธอ
“มีอะไรหรือยัยหนู” ชายสูงอายุ ผู้เป็นคนขับรถม้าเอ่ยถามเธอพลางสายตาก็จ้องมองด้วยความเวทนา
“ท่านลุง พอทราบหรือไม่เจ้าคะ ว่าอีกนานเพียงใดกว่าจะถึงหมู่บ้าน” เวิ่นเวิ่นเอ่ยถาม
“ถ้าเป็นหมู่บ้านที่ใกล้ที่สุด ก็อีกไม่ไกลนัก แต่หากเจ้าเดินเท้าเยี่ยงนี้ เกรงว่าคงถึงวันพรุ่ง”
“วันพรุ่งเลยหรือเจ้าคะ ชุดข้า ...... เฮ้อ” เวิ่นเวิ่นถอนหายใจเมื่อได้ฟังการบอกเล่าของชายชรา
“เอางี้ ยัยหนูข้าเห็นสภาพเจ้าราวกับผ่านสงครามพายุมาเช่นนี้ ข้าให้เจ้าติดรถม้าของข้าได้นะ” ชายชรายื่นความช่วยเหลือให้อย่างเป็นมิตร
“ขอบคุณน้ำใจท่านลุงมากเลยเจ้าค่ะ แต่เกรงว่าน้ำใจนี้ข้าคงรับไว้ไม่ได้ ข้าไม่มีเงินสักแดงเดียว หากข้าติดรถม้าท่านไปเกรงว่าจะไม่สามารถตอบแทนอะไรให้ท่านลุงได้เลย”
“ไม่เป็นไร ข้าไม่ใช้คนไร้เงินทองขนาดนั้น ข้าเห็นเพราะว่าอยากช่วย” ชายชรายิ้มให้
“แต่ .....” เวิ่นเวิ่นครุ่นคิด
“ยัยหนู ถ้าเจ้ากลัวว่า การขึ้นรถม้านี้จะทำให้เจ้าไม่สามารถตอบแทนบุญคุณได้ งั้นเอางี้เป็นอย่างไร เจ้ามาทำงานร้านอาหารของข้าหนึ่งวัน เป็นค่าตอบแทน” ชายชรายื่นข้อเสนอ
“เจ้าคะ? ได้หรือเจ้าคะ ข้าจะตั้งใจทำงานทดแทนเจ้าค่ะ” เวิ่นเวิ่นยิ้มรับข้อตงตงลงของชายชระ
“งั้นก็ขึ้นรถม้ามาได้แล้ว”
“ขอบพระคุณท่านลุง ข้าจะไม่มีวันลืมบุญคุณครั้งนี้เลยเจ้าค่ะ” เวิ่นเวิ่นขึ้นรถม้าของชายชรา จากนั้นชายชราก็ค่อย ๆ ขับรถม้าออกไป ในระหว่างทาง ทั้งคู่ยังคงสนทนากันอย่างไม่หยุด
“เจ้ามาจากเมืองไหนรึ” ชายชราเอ่ยถาม
“ข้ามาจากหมู่บ้านเล็ก ๆ ในหุบเขาทางตอนใต้ทางโน้นที่เดินมาเจ้าค่ะ แต่เพราะครอบครัวของข้าเกิดเหตุไม่คาดคิดทำให้ข้ารอดชีวิตเพียงผู้เดียว ข้าไม่เหลือใครเลย จึ่งตัดสินใจออกเดินทางเจ้าค่ะ” เวิ่นเวิ่นตอบชายชราออกไป แม้ว่าจะมิใช่ความจริงทั้งหมด แต่คำว่าไม่เหลือใครนั้นกลับไม่เกินจริง
“อย่างนั้นรึ ยัยหนูเจ้าคงผ่านอะไรมาเยอะสินะ” ชายชราตอบกลับ
“เจ้าค่ะ แต่ข้าเชื่อว่าข้าจะผ่านมันไปได้ อย่างน้อยสิ่งที่โชคดีในวันนี้ ข้าก็ได้ท่านลุงเมตตาช่วยเหลือเจ้าค่ะ” เวิ่นเวิ่นตอบกลับชายชราด้วยรอยยิ้ม
“อยู่เป็นนะยัยหนู ฮ่า....ฮ่า ข้าชักถูกชะตากับเจ้าแล้วล่ะสิ” ชายชราหัวเราะออกมาเสียงดังลั่นด้วยความเอ็นดู จากนั้นรถม้าก็ขับต่อเนื่องไปเรื่อยๆ จนมองเห็นเมืองตรงหน้าอยู่รำไร
“ท่านลุง ทางโน้นคือหมู่บ้านอะไรเจ้าคะ ใหญ่โตจังเลยเจ้าค่ะ” เวิ่นเวิ่นจ้องมองไปยังหมู่บ้านที่อยู่ด้านหน้าด้วยความตื่นตา เพราะ สิบแปดปีที่ผ่านมาเธออยู่เพียงหมู่บ้านเล็ก ๆ เท่านั้นไม่เคยเผชิญออกโลกภายนอกเลยสักครั้ง ทำให้สิ่งที่อยู่ตรงหน้า จึงเป็นสิ่งแปลกใหม่ไปเสียหมด
“นั่นคือจุดหมายปลายทาง เมืองฉีแห่งแคว้นสี่ นะยัยหนู” ชายชราเอ่ย ก่อนที่จะควบรถม้ามาจนถึงปากทางเข้าเมืองฉี โดยมีทหารประจำประตูเมือง คุมอยู่
“หยุด.......รถม้าคันนั้นรายงานตัวซะ” ทหารคนหนึ่งประจำประตูเมืองออกคำสั่ง
เมืองฉีเป็นเมืองท่าติดทะเล ชาวเมืองล้วนทำมาค้าขายเกี่ยวกับการประมงเป็นส่วนใหญ่ และ ถือว่าเป็นเมืองใหญ่ลำดับสาม ของแคว้นสี่ ดังนั้นการรักษาความปลอดภัย จึงมีการกวดขันเข้มงวดนัก ทำให้ผู้คนที่อาศัยในหมู่บ้านนี้มีความมั่งคั่ง รายได้ของชาวเมืองถือว่าอยู่ในเกณฑ์จับจ่ายใช้สอยเงินสะพัด
“ข้า หวังฉินจื่อ เจ้าของร้านอาหารหวังฉิน นี่บัตรประจำตัวของข้า” ชายชราตอบทหารไป
“อ่อ นายท่านฉินเองหรือขอรับ แล้วคนที่อยู่ในรถม้าท่านคือ ...” ทหารจ้องมองเวิ่นเวิ่นที่อยู่บนรถม้าเอ่ยถาม เพราะถึงเป็นคนใหญ่คนโตที่นี่ ก็ต้องมีการกวดขันทุกคนไม่มีเว้น ซึ่งส่วนใหญ่ชาวเมืองก็เคารพกฎข้อนี้เป็นอย่างดี
“นั่นหลานสาวข้า มาจากต่างเมือง ข้ากำลังจะพาไปรายงานตัวที่ว่าการนี่แหละ เจ้าก็จดบันทึกไว้เป็นหลักฐาน แล้วกลับไปตรวจสอบย้อนหลังได้ที่ว่าการ ข้าไปได้รึยัง” ชายชราเอ่ยถามทหารประตูเมือง
“เชิญเข้าเมืองได้ครับ นายท่านฉิน” ทหารโค้งคำนับ ก่อนจะหลีกทางให้รถม้าของเขาผ่านเข้าไป