บทที่ 7
รอยสักของราชา
แสงไฟนีออนสีเหลืองอร่ามส่องสว่างยามค่ำคืน ตัดกับเสียงเพลงที่เปิดดังกระหึ่มจากภายในไนต์คลับ ตรงประตูทางเข้ามีบอดี้การ์ดในชุดดำยืนคุมกันอยู่ด้านหน้า สายตาคมกวาดมองคนเดินเข้าเดินออกอย่างระมัดระวัง บางคนเดินออกมาสูบบุหรี่ตรงซอกตึก บางคู่พากันโอบไหล่เดินออกมาจากร้าน กลิ่นน้ำหอมปะปนกับกลิ่นแอลกอฮอล์ลอยคลุ้งไปทั่วอากาศ ทุกการเคลื่อนไหวถูกจับจ้องด้วยนัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนภายใต้กรอบแว่น
มินตราพาตัวเองมานั่งลงบนม้านั่งด้านหน้าร้าน ซึ่งมุมนี้สามารถมองเห็นคนเดินเข้าออกร้านได้เป็นอย่างดี เหตุผลเดียวที่ทำให้เธอไม่ยอมไปไหนก็เพื่อจะได้เจอเขาอีกครั้ง
เมื่อเวลาล่วงเลยจนเกือบตีสอง เสียงดนตรีภายในร้านเริ่มเบาลง ผู้คนทยอยออกจากร้าน บางคนเดินเซพร้อมกับเสียงพูดคุยกัน บางคนเดินออกมาโบกแท็กซี่ตรงหน้าร้าน ไม่ว่าเวลาจะผ่านมากี่ชั่วโมงก็ไม่เห็นเงาเขาเลย ด้านหน้าของไนต์คลับที่เคยคึกคักตอนนี้เริ่มเงียบลง...บอดี้การ์ดละความสนใจจากหน้าที่ตัวเอง
มินตรายังคงนั่งรออยู่บนม้านั่ง ฝ่ามือเล็ก ๆ ยกขึ้นมาตบยุงที่บินรอบกายอย่างน่ารำคาญ สายตาคู่สวยเหม่อลอยมองดูผู้คนต่างทยอยกลับบ้าน แล้วทำไมเธอถึงยังคงติดอยู่สถานที่แห่งนี้ เหมือนกับว่าเธอใช้เวลารอคอยใครบางคน แต่ก็ไม่มีท่าทีว่าเขาจะปรากฏตัว
เธอถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่แล้วก้มหน้าลง สายลมพัดผ่านมายามดึกบรรยากาศรอบด้านเต็มไปด้วยความว่างเปล่า ความเงียบงันห้อมล้อมร่างบาง...เริ่มรู้สึกหมดหวังเข้าไปทุกที
“ทำไมมานั่งรอตรงนี้” วินาทีต่อมาเสียงฝีเท้าหนักแน่นก้าวมาหยุดตรงหน้า อัตราการเต้นของหัวใจถี่รัว เมื่อน้ำเสียงนุ่มลึกที่เปล่งวาจาถามขึ้นกลายเป็นคนรู้จักอย่าง ราชา
ดวงตากลมโตภายใต้กรอบแว่น ๆ ค่อยเลื่อนขึ้นมาสบตากับเขา ในใจอยากจะก่นด่าออกมาเพื่อระบายอารมณ์ เพราะเขาทำให้เธอต้องนั่งรออยู่อย่างนี้หลายชั่วโมง ทั้งที่ฝากผู้จัดการไปบอกเขาแล้วแท้ ๆ
“คุณนั่นแหละที่มาช้า ปล่อยให้ฉันนั่งรอตั้งนานนี่ถ้ามาช้ากว่านี้ฉันกลับบ้านไปแล้วนะคะ” ยุงกัดไปหลายตัวแล้ว ขอด่าสักทีหน่อยเถอะ!
“เธอไม่เห็นบอกก่อนว่าจะมา” ราชาเลิกคิ้วถามขึ้น
“ฉันบอกผู้จัดการร้านคุณไปแล้วค่ะ ว่าจะรอพบคุณหลังเลิกงานเลยจะมานั่งรอที่หน้าร้าน”
“บอกผู้จัดการงั้นเหรอ?”
“ใช่ค่ะ” เมื่อได้ยินอย่างนั้นราชาก็เข้าใจทันทีว่าฟ้าคงจะรับรู้เรื่องของเธอแล้ว และไม่ยอมเอาเรื่องนี้มาบอกเขาเพื่อที่จะทำให้เราสองคนไม่ได้เจอกัน
เห็นยอมเขาไปเสียทุกเรื่อง ก็ร้ายไม่เบาเหมือนกัน
“ไปขึ้นรถ เราจะไปคุยต่อกันบนรถ”
“แล้วนี่คุณเลิกงานแล้วเหรอคะ” คนตัวเล็กขยับปากถาม ขณะเดียวกันมินตราก็หยัดกายลุกขึ้นเต็มความสูง ทว่าเธอกลับสูงไม่ถึงหัวไหล่ของเขาด้วยซ้ำ
“ก็ใช่ไง ทีหลังถ้าจะมาหาก็โทรมาก่อน ไม่ก็ขึ้นไปบนห้องเลยรู้ไหมจะได้ไม่ต้องมานั่งรอแบบนี้”
“ฉันไม่กล้าหรอกค่ะ ไม่ได้เป็นเมียคุณที่จะกล้าเดินขึ้นไปบนห้องเลย”
“ไม่ได้เป็นตอนนี้ แต่จะเป็นอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ” เขาว่าขณะที่กำลังเดินนำหน้าเธอไปยังรถยนต์คันสีดำที่จอดอยู่
ชายหนุ่มรูปร่างสูงสวมเสื้อเชิ้ตสีดำแถมยังไม่ติดกระดุมเม็ดบน เผยให้เห็นกล้ามเนื้อแน่นกระชับของเขาจับคู่กับกางเกงขายาว เรือนผมสีเทาเข้มให้ลุคเท่และดุดัน นัยน์ตาคมคายคู่นั้นจ้องมองไปด้านหน้า จมูกโด่งรับกับริมฝีปากหยักสวย
คนตัวเล็กทำได้เพียงเดินตามแผ่นหลังของเขา มาหยุดตรงหน้ารถยนต์คันหรู แสงไฟกะพริบพร้อมกับคนตัวสูงเปิดประตูก้าวขึ้นไปนั่งบนรถ เธอจึงไม่รอช้าเปิดประตูตามขึ้นไปฝั่งด้านข้างคนขับ มือเล็กเอื้อมมารัดเข็มขัดนิรภัยอย่างรู้งาน
“แล้วนี่เราจะไปไหนกันเหรอคะ”
“ไปคอนโดของฉัน” เขาตอบเสียงเรียบ ทว่าสายตาสีเทาเข้มเอาแต่จ้องมองถนนด้านหน้า ท่าทางที่สื่อถึงความเย็นชาทำเอาบรรยากาศภายในห้องโดยสารอึดอัดไม่น้อย
“วันนี้ที่ฉันมาหาคุณเนี่ย ก็เพราะมีเรื่องจะคุยด้วย ไม่ได้จะมาเสียตัวค่ะ”
“มีเรื่องอะไรสำคัญไปกว่านั้นด้วยเหรอ?”
“ก็เรื่องตลาดสดไงคะ”
“เรื่องนั้นมันสำคัญมากถึงขั้นมาหาฉันถึงร้านเลยเหรอ”
“มันก็ไม่ได้สำคัญอะไรหรอกค่ะ เพียงแต่ว่าฉันอยากมาคุยกับคุณเป็นการส่วนตัว จะให้ฉันไปเจอคุณที่อื่นก็ไม่ได้เพราะฉันรู้จักแต่ที่นี่” เธอพูดด้วยน้ำเสียงดูเป็นธรรมชาติ ขณะเดียวกันรถยนต์คันนี้แล่นไปตามถนนที่ทอดยาวออกไป เมืองศิวิไลซ์แห่งนี้ไม่เคยหลับใหลและยังคงเต็มไปด้วยผู้คน
“อยากจะถามอะไรก็ว่ามาสิ” เขาตอบขณะที่มือจับพวงมาลัยแน่น
“คุณเป็นคนให้คุณภีมไปดูแลงานที่กำลังปรับปรุงตลาด แสดงว่าคุณก็เป็นเจ้าของที่เหรอคะ”
“อืม” เขาตอบสั้น ๆ
“พูดมาตามตรงเลยดีกว่าค่ะคุณราชา คุณอยากหารายได้เพิ่มหรือเพราะว่าเป็นห่วงฉัน”