ช่วงบ่ายของวันหลังจากที่คุณหมอแพรววาแวะไปดื่มกาแฟที่ร้านอโรชา เธอรีบกลับมาเคลียร์งานที่ค้างอยู่ให้เสร็จก่อนเวลาเลิกงาน เพราะวันนี้หมอสาวตั้งใจจะไปรับลูกสาวเร็วกว่า ทุกวัน ชดเชยทุกครั้งที่เคยไปรับช้า
แต่! สิ่งที่เธอคิดกลับไม่ได้เป็นดั่งใจคิด เมื่อคนไข้ระดับวีไอพีที่คุณหมอสาวอยากหลีกเลี่ยงที่สุดกลับสร้างปัญหาไม่รู้จบ
(คุณหมอแพรววาคะ คุณหยางโวยวายไม่ยอมให้พยาบาลถอดสายน้ำเกลืออีกแล้วค่ะ)
(อีกแล้วเหรอคะ?)
(คุณหมอคะ? คุณหยางไม่ยอมให้ฉีดยาเข้าเส้นค่ะ)
(จะไป เดี๋ยวนี้ค่ะ)
(คุณหมอคะ คุณหยาง) เสียงมือถือดังเกือบตลอดทั้งบ่าย และทุกสายที่โทรเข้ามามักจะเป็นเคสเจ้าของโรงพยาบาลที่ไม่ยอมให้บุคคลอื่นกระทำกับตัวเอง นอกเสียจากเธอเพียงคนเดียว
หากเป็นใครหลายคนอาจจะดีใจ แต่! สำหรับหมอแพรววา เธอกลับรู้สึกหงุดหงิดจนแทบอยากจะฉีดยานอนหลับให้หยางให้สิ้นเรื่อง
(ถ้าเขาไม่ยอมอีก เชิญออกจากโรงพยาบาลเลยค่ะ)
(แต่ คุณหยางเป็นเจ้าของโรงพยาบาลนะคะ) พยาบาลวิเวียนตอบกลับด้วยน้ำเสียงกระอักกระอ่วนใจ เมื่อบุคคลที่เธอกล่าวถึงคือเจ้าของโรงพยาบาล
(จะไป เดี๋ยวนี้ค่ะ) คงเป็นคำพูดติดปากที่หมอแพรววาตอบรับพยาบาลที่โทรเข้ามาเรียกตนเองตลอดช่วงบ่ายนี้
“จริงสินะ! คนที่ควรจะออกเป็นฉันรึเปล่าเนี่ย โอ๊ย! ไอ้บ้าหยาง” เพียงแค่คุณหมอสาววางสายพยาบาล
หญิงสาวกลับพูดเสียงดังด้วยน้ำเสียงเคียดแค้นปนหงุดหงิด แต่! ก็ต้องจำใจฝืนเดินออกจากห้องทำงาน มุ่งตรงไปยังห้องพักวีไอพีด้วยอาการเบื่อหน่าย
ภายในห้องพักผู้ป่วยวีไอพีที่มีคนไข้ใบหน้าหล่อเหลาราวกับเทพบุตร พ่วงตำแหน่งเจ้าของโรงพยาบาล นั่งพิงพนักเตียงด้วยใบหน้าเรียบเฉยไร้ซึ่งอารมณ์ใด ๆ
ต่างจาก! พยาบาลที่เข้าไปดูแลคนไข้ก่อนหน้านี้ ก้มหน้ารอคุณหมอแพรววาอย่างมีมารยาท
“ทำไม? มาช้า” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยถามหมอแพรววาที่เดินเข้าไปในห้องพักท่าทางสุขุม แตกต่างจากช่วงก่อนหน้านี้ที่ดูหงุดหงิดโดยสิ้นเชิง
“หมอรีบที่สุดแล้วค่ะ อีกอย่างหมอเป็นหมอ ไม่ใช่นักวิ่งทางไกล” หมอแพรววาตอบด้วยความใจเย็น พลันติดประชดประชันด้วยความหมั่นไส้ตัวปัญหา
“ประชด” น้ำเสียงเย็นยะเยือกถามกลับเพียงประโยคสั้น นัยน์ตาคมจ้องมองหน้าคุณหมอสาวที่ยืนประจันหน้าโดยไม่นึกกลัวบารมีของเขา
“เปล่าค่ะ รอบนี้มีปัญหาอะไรอีกคะ” หมอแพรววาถามกลับด้วยน้ำเสียงและใบหน้าปลงตก เธอเป็นเพียงแค่หมอตัวเล็ก ๆ คนหนึ่ง จึงไม่อยากมีปัญหากับเจ้าของโรงพยาบาลสักเท่าไรนัก
“ไม่มี”
“คุณ! กวนตีนหมอเหรอคะ” คำพูดไม่สุภาพหลุดออกจากปากหมอแพรววาดั่งคนลืมตัว ความโมโหครอบงำจนขาดสติไม่ครู่หนึ่ง
“พอดีผมไม่มีอะไรทำ” หยางตอบกลับด้วยน้ำเสียงและใบหน้าเรียบเฉย ไม่ได้บ่งบอกอารมณ์ใด ๆ ดั่งเช่นเคย
“หมอไม่ได้ว่างมากเหมือนคนไข้นะคะ หมอมีเอกสารต้องเคลียร์ มีเคสอื่นที่ต้องศึกษา มีลูกต้องไปรับหลังเลิกเรียน”
“เดี๋ยวไปรับให้” คำพูดที่ทำให้หมอแพรววาชะงัก ไม่ต่างอะไรกับดรัณและพยาบาลที่ยืนฟังอยู่ ที่มีท่าทางตกใจกับคำพูดของหยางที่พูดออกมาไม่น้อย
“ฉันไม่ตลก ลูกฉัน! ถ้าไม่มีอะไรแล้วขอตัวค่ะ อ้อ และกรุณาอย่าสร้างความวุ่นวายให้พยาบาลค่ะ” คำพูดที่ได้ยินจากหยาง กลับทำให้หมอแพรววาอารมณ์เสียมากกว่าเดิม จนต้องรีบเดินออกจากห้องโดยไม่สนว่าชายหนุ่มเป็นเจ้าของโรงพยาบาลที่สามารถไล่เธอออกได้ทุกเมื่อ
นัยน์ตาคมทอดมองแผ่นหลังบางที่เดินออกจากห้องพัก จนลับสายตา สายตาที่ยากจะเดาความคิดและความรู้สึก
ภายในห้องทำงานแพทย์เสียงร้องโอดโอยของหมอแพรววาดังขึ้น โดยที่หมอสาวนั้นยกมือขึ้นกุมขมับตนเองเสมือนคนกำลังเสียสติ
“โอ๊ย! ฉันทำอะไรลงไป ทำไมฉันไม่มีสติเลย”
“เกิดอะไรขึ้น” หมอไลลาที่พึ่งตรวจคนไข้เสร็จ เดินเข้ามาเจอเพื่อนสาวของตนเองในสภาพนี้ เป็นอันต้องตกใจไม่น้อย
“ก็ไอ้คุณหยางไง วุ่นวาย วอแวกับฉัน จนสติของฉันหลุดต่อว่าเขาไป” เพราะเขาคนเดียว เขาคนเดียวที่ทำลายชีวิตของเธอ
“คงไม่เป็นไรหรอกมั้ง คุณหยางคงไม่ถือ” ไลลาตบที่หัวไหล่เล็กของแพรววา ปลอบใจเพื่อนสนิทอย่างอ่อนโยน
“ภาวนาให้เป็นเช่นนั้น ไม่งั้นฉันคงต้องหาโรงพยาบาลใหม่ แต่! ที่ไหนจะให้ค่าตอบแทนดีมากกว่าที่นี่ล่ะ” โรงพยาบาลนี้จัดเป็นโรงพยาบาลที่คัดสรรบุคลากรทางการแพทย์
และ! ผลตอบแทนที่ได้ก็มากเช่นกัน จึงทำให้หมอแพรววาหนักใจในเรื่องที่เธอเผลอทำตัวไม่ดีใส่เจ้าของโรงพยาบาลเข้า
“แพรววา แกใจเย็นก่อน” หมอไลลาส่ายศีรษะเบา ๆ กับท่าทางตีโพยตีพายไปก่อนของหมอแพรววา ที่น้อยครั้งจะได้เห็นหมอสาวในสภาพเช่นนี้
“ช่วงนี้ฉันไม่มีสติเลยแก” ตั้งแต่เจอหน้าหยาง สติของเธอกลับฟุ้งซ่านและคิดไปต่าง ๆ นานา จนแทบไม่อยากเจอหน้าเขา และ! เหมือนว่าหยางจะรู้ตัว เขามักจะกลั่นแกล้งเธอให้เข้าไปพบอยู่บ่อยครั้ง
“ฉันรู้ แกก็อย่าคิดมาก แกท่องเอาไว้ว่าเขาจำแกไม่ได้ ถ้าเกิดจำได้ เขาคงมีปฏิกิริยาอีกแบบ”
“ใช่ไหม? เขาจำฉันไม่ได้ หรือเขาไม่อยากจำกันแน่” ดูจากสายตาของหยางที่ใช้มองเธอ เป็นเพียงแค่สายตาสงสัยและครุ่นคิด ไม่เหมือนสายตาของคนเคยรู้จักกันเลยสักนิด
“อย่าคิดมาก”
“แต่ก็ดีเหมือนกัน ฉันไม่อยากมีปัญหาอะไรตามมาให้ปวดหัวอีก” หากเขาเลือกที่จะไม่รู้จักเธอ ก็ไม่มีเหตุอันใด ที่ต้องคิดมาก
เพราะเขาและเธอทุกอย่างไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น และเธอก็ไม่เคยรู้จักผู้ชายที่ชื่อ หยาง มาก่อน ณ เวลานี้ชายหนุ่มเป็นเพียงแค่เจ้าของโรงพยาบาลเท่านั้น
“ใช่ไหมล่ะ? แกก็ใช้ชีวิตของตัวเองไป ยืนยันว่าไม่เคยรู้จัก เท่านั้นก็จบ”
“เป็นความคิดที่ดี หลังจากนี้ฉันจะไม่กังวลอะไรอีกแล้ว” เรื่องกังวลต่าง ๆ คงถูกซ่อนเอาไว้ให้ลึกที่สุด ดำเนินชีวิตต่อไปโดยมีพาขวัญอยู่ข้าง ๆ
“แกเป็นคนเก่ง ฉันเชื่อว่าแกจะผ่านไปได้” หมอไลลาตบบ่าเล็กอีกครั้ง ให้กำลังใจเพื่อนสาวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“ขอบคุณที่ช่วยเตือนสติฉันนะไลลา” ไม่รู้จะขอบคุณยังไง หากชีวิตของเธอไม่มีไลลาและอโรชา คงเคว้งคว้างน่าดู เพราะชีวิตของเธอกำพร้าพ่อและแม่ด้วยอุบัติเหตุตั้งแต่อายุสิบหกปี และดำเนินชีวิตอยู่ได้ก็เพราะเงินประกันก้อนโตที่ได้รับเป็นมรดก
“แกก็เหมือนคนในครอบครัวฉัน เอาเป็นว่า รีบทำงานเถอะ จะได้รีบไปรับพาขวัญ” ไลลาตอบกลับด้วยใบหน้าเปี่ยมด้วยรอยยิ้มอบอุ่น แพรววาคือเพื่อนที่ดีที่สุดของเธอ
“จริงสิ! ฉันควรลืมเรื่องในอดีต โฟกัสแค่ลูกเท่านั้น” เมื่อคิดได้และสติที่เลือนหายกลับมา หมอแพรววาจึงหยิบแฟ้มเอกสารขึ้นมาเปิดและตั้งใจอ่านอย่างใช้สมาธิ หวังให้งานเสร็จอย่างรวดเร็ว เธอจะได้ไปรับลูกสาวหลังเลิกเรียน
อีกด้านหนึ่ง ภายในห้องพักผู้ป่วยที่มีหยางนั่งอยู่บนเตียง ใบหน้าครุ่นคิดบางเรื่องและใช้สมาธิเงียบ ๆ
จนกระทั่ง!
“ฉันอยากได้รูปถ่ายของเด็กคนนั้น” เสียงเข้มพูดออกมาโดยไร้สัญญาณ พลันพูดความต้องการของตนเอง เพื่อให้ดรัณไปจัดการ
“คนไหนครับ” ดรัณขมวดคิ้วเข้าหากัน สงสัยไม่น้อยจึงต้องรีบถามกลับ เพื่อความแน่ใจ เนื่องจากเจ้านายของเขาไม่ชอบเด็กสักเท่าไรนัก จึงเป็นเรื่องที่ผิดแปลกไปไม่น้อย
พลันแปลกใจจนอยากถามหมอแพรววา ว่ายาที่ฉีดให้กับเจ้านายคือยาอะไร เหตุใด? เจ้านายของเขาถึงดูแปลกไปเช่นนี้
“ลูกสาวเธอ!”