ภายในห้องพักที่เงียบสงัด เย็นยะเยือกราวกับห้องแช่แข็ง เพียงเพราะใบหน้าเรียบเฉยของหยางดุดันและแผ่รังสีอำมหิตรอบตัว จนดรัณที่ยืนอยู่ไม่ไกลกลับรู้สึกร้อนหนาวโดยไม่ทราบสาเหตุ
จนกระทั่ง!
“ดรัณ นายออกไปก่อน” หยางเอ่ยปากไล่ดรัณให้ออกจากห้องพัก เพราะเขาอยากอยู่เพียงลำพัง อยากใช้ความคิดเพื่อทบทวนความคิดและความรู้สึกบางอย่างที่ไม่ควรเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วเช่นนี้
“ครับ” ดรัณถอนหายใจพรืดยาวด้วยความโล่งใจ รีบเดินออกจากห้องพักเจ้านายหนุ่มทันที ขืนอยู่ต่อมีหวังถูกเจ้านายใช้สายตาเชือดเฉือนสับเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยเป็นแน่
ภายในห้องพักวีไอพีเงียบสงัดได้ไม่นาน กลับต้องวุ่นวายอีกครั้ง เมื่อเสียงแหลมของผู้หญิงคนหนึ่งดังขึ้นหน้าห้องพัก พร้อมกับเสียงเอ่ยปากห้ามของดรัณที่พยายามกีดกันไม่ให้หญิงสาวคนนั้นเข้ามา
“เข้าไม่ได้นะครับ นายสั่งห้ามเอาไว้”
“ทำไมจะเข้าไม่ได้”
“เจ้านายสั่งเอาไว้ครับ นายยังไม่ต้องการพบใคร” ดรัณยังคงค้านหัวชนฝา หากปล่อยให้จินนี่ หลานสาวตระกูลหมิงเข้าไปตอนนี้ หัวของเขาคงหลุดออกจากบ่าเป็นแน่
“แต่ฉันต้องการเข้าไปเยี่ยมเฮียหยาง”
บานประตูถูกเปิดเข้าไปภายในห้องพักพร้อมกับเสียงร้องห้ามของดรัณ โดยที่เขานั้นเดินตามจินนี่เข้าไปในห้องด้วยสีหน้าวิตกกังวล
“เดี๋ยวครับ!”
“เฮียหยาง เป็นยังไงบ้างคะ รู้รึเปล่าว่าจินนี่เป็นห่วง” จินนี่เดินย่างก้าวเข้าไปภายในห้องพัก ย่างกายเดินเข้าไปข้างเตียงเอ่ยปากถามด้วยน้ำเสียงหวาน
“ใครอนุญาตให้เธอเข้ามา” น้ำเสียงเรียบเฉยปนดุดันถามกลับจินนี่ นัยน์ตาดุดันแสดงความไม่พอใจออกมา
“ผมห้ามเธอแล้วครับ” ดรัณเมื่อเห็นสถานการณ์ไม่ดี พร้อมระเบิดได้ทุกเมื่อ จนต้องรีบพูดแก้ตัวขึ้นพัลวัน
“โธ่! เฮีย ก็จินนี่เป็นห่วงเฮียหยางหนิคะ” จินนี่พยายามโน้มน้าว ออดอ้อน หวังให้หยางเห็นใจและอ่อนโยนกับเธอบ้าง
“ฉันขอร้องเธอเหรอ” หยางถามกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยปนหงุดหงิด รำคาญใจ ไม่ชอบผู้หญิงประเภทนี้เลยสักนิด
“เฮีย แต่เราสองคนคือว่าที่คู่หมั้นกันนะคะ” จินนี่พยายามหาข้ออ้าง เผื่อว่าหยางจะใจดีกับตนบ้าง แต่! ทุกอย่างยังคงเดิม
“ไล่เธอออกไป” หยางหันหน้าไปออกคำสั่งกับดรัณที่ยืนมองตาปริบอยู่ข้างเตียงด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว
“เฮียจะทำแบบนี้กับจินนี่ไม่ได้นะคะ ไม่งั้นจินนี่จะฟ้องปู่เฮีย”
“เชิญ!” หยางตอบกลับเสียงเข้ม ไม่ได้รู้สึกเกรงกลัวหรือเกรงใจปู่ของตนเองแม้แต่น้อย ยังคงทำหน้าเรียบเฉยออกปากไล่จินนี่ให้ออกจากห้องพักตนดังเดิม
“เฮียหยาง” จินนี่อุทานเรียกชื่อหยางด้วยความไม่พอใจ เธอกระทืบเท้าเสมือนเด็กกำลังถูกผู้ใหญ่ขัดใจก็ไม่ปาน
“ออกไป!” แม้แต่อยู่ในโรงพยาบาลชีวิตของเขากลับวุ่นวาย ไม่ได้เงียบสงบดั่งที่ควรจะเป็น แต่! กลับฟุ้งซ่านมากกว่าเดิมด้วยซ้ำ
@ บ้านตระกูลหมิง
คฤหาสน์ที่พึ่งเงียบสงบกลับต้องวุ่นวายอีกครั้ง เมื่อจินนี่ที่เดินเข้ามาในบ้าน มุ่งตรงไปยังห้องรับแขกที่มีเจ้าสัวฮุ่ยหมิ่นประมุขของบ้านนั่งจิบชายามบ่ายท่าทางสบาย กลับต้องรีบวางแก้วชาลงอย่างใจเย็น
“อากงต้องช่วยจินนี่นะคะ” จินนี่เดินเข้าไปนั่งข้างอากงท่าทางออดอ้อน พยายามขอร้องให้อากงช่วยเหลือตนเอง
“เกิดเรื่องอะไรขึ้น” เจ้าสัวฮุ่ยหมิ่นเอ่ยถามหลานสาวด้วยน้ำเสียงร้อนรนปนเป็นห่วง เพราะนิสัยที่เอาแต่ใจและอารมณ์ร้อนจนพลันมีเรื่องกับบุคคลอื่นไปทั่ว
“ก็วันนี้จินนี่ไปเยี่ยมเฮียหยางที่โรงพยาบาล กลับถูกเฮียไล่ตะเพิดกลับ”
“จะให้กงช่วยอะไรล่ะ นิสัยเจ้าหยางก็เป็นแบบนั้น” เจ้าสัวฮุ่ยหมิ่นถอนหายใจพรืดยาว อึดอัดใจที่จะพูดหรือกดดันฝั่งหยางที่มักจะเฉยชาและปฏิเสธความสัมพันธ์กับหลานสาวตนเองอยู่เสมอ
“อากงรีบเร่งงานหมั้นให้จินนี่หน่อยสิคะ” จินนี่ถูไถใบหน้ากับแขนแกร่งเจ้าสัวฮุ่ยหมิ่นอย่างเอาใจ หวังให้อากงช่วยเร่งความสัมพันธ์และผูกมัดหยางเอาไว้
“เรื่องนี้กงต้องปรึกษาไอ้เหว่ย ปู่เจ้าหยางก่อน” เรื่องนี้เขาไม่อาจตัดสินใจใด ๆ ด้วยตัวเองได้ ต้องปรึกษาเจ้าสัวเหว่ยเสียก่อน
“จินนี่เห็นอากงพูดแบบนี้มานานหลายปีแล้วนะคะ” จินนี่เบะปากดั่งคนถูกขัดใจ เพราะเธอมักจะได้ยินประโยคเช่นนี้จากปากของอากงมาเป็นเวลานาน แต่! ทุกอย่างกลับไม่มีความคืบหน้า
“เจ้าหยางมันไม่ยอมน่ะสิ ส่วนไอ้เหว่ยก็ตามใจหลานอย่างกับอะไรดี” แม้แต่ก่อนเจ้าสัวเหว่ยจะเคยเข้มงวดกับหลานชาย แต่! ก็มักจะตามใจแทบจะทุกครั้ง
“แบบนี้จินนี่ไม่แย่เอาเหรอคะ”
“หนูก็ต้องทำให้เจ้าหยางรักให้ได้สิ สมัยนี้คลุมถุงชนคงไม่มีแล้ว” เจ้าสัวฮุ่ยหมิ่นไม่ได้อยากจับหลานสาวคลุมถุงชนดั่งยุคก่อน เพราะการแต่งงานไร้ความรัก ชีวิตคู่มักไร้ความสุข จนไม่อยากให้หลานสาวเจอชะตากรรมเช่นนั้น
“ไม่รู้ละ ยังไงอากงต้องช่วยหนู” จินนี่กอดอก พ่นคำพูดเอาแต่ใจเสียงแหลม ไม่ว่ายังไง เฮียหยางต้องเป็นของเธอเพียงผู้เดียว
“เอาแต่ใจจริง ๆ กงให้จินนี่ได้ทุกอย่าง แต่เรื่องเจ้าหยาง กงไม่รับปากจริง ๆ”
“แต่ตอนนี้เฮียหยางยังไม่มีใคร ทำไม? จะไม่ได้ล่ะคะ” เธอสืบทราบมาว่าชายหนุ่มยังไม่มีใคร และไม่คิดจะชายตามองใครด้วย จนทำให้ตลอดหลายปีที่ผ่านมาจินนี่สบายใจและดีใจไม่น้อย
“เจ้าหยาง อ่านใจยากจะตาย มีใครอ่านใจมันได้บ้าง” หยางเป็นผู้ชายที่อ่านใจยาก เย็นชา และเด็ดขาด ทั้งเรื่องส่วนตัวและเรื่องธุรกิจอยู่เสมอ
“โอ๊ย! กง งั้นจินนี่จะหาวิธีเอง” จินนี่แว้ดเสียงใส่เจ้าสัวฮุ่ยหมิ่นอย่างเอาแต่ใจ หากอากงไม่ให้ความร่วมมือหรือช่วยเหลือ เธอคงต้องหาวิธีพิชิตใจเฮียหยาง ชายหนุ่มที่เธอหลงรักตลอดหลายปีด้วยตัวเอง
“ตามใจ กงจะดูอยู่ห่าง ๆ” ครั้งนี้คงไม่สามารถตามใจหรือจัดการตามคำขอหลานสาวได้ เพราะใคร ๆ ก็ทราบถึงกิตติศัพท์ของหยางเป็นอย่างดี
“ไม่ว่ายังไง? จินนี่ต้องได้เฮียหยางมาครอบครอง” จินนี่ประกาศเสียงกร้าว เธอต้องได้ครอบครอง ไม่ว่ายังไง? เฮียหยางต้องเป็นของเธอ และ! ครั้งนี้เธอคงไม่รอให้ผู้ใหญ่จับคู่กันดังเดิม
กริ่ง! เสียงประตูร้านกาแฟในโรงพยาบาลดังขึ้น พร้อมการปรากฏตัวของคุณหมอแพรววาคนสวยที่เดินยิ้มกริ่มเข้ามาภายในร้านกาแฟที่เพื่อนสาวเธอเป็นเจ้าของ
“สวัสดีคุณหมอแพรววาคนสวย ว่างแล้วเหรอคะ” อโรชาเจ้าของร้านกาแฟ พ่วงตำแหน่งเพื่อนสนิทของหมอแพรววาเอ่ยถามเพื่อนสาวด้วยน้ำเสียงสดใส
“ร่างกายต้องการคาเฟอีน” หมอแพรววาเดินไปนั่งโต๊ะประจำดั่งคนหมดแรง เนื่องด้วยคนไข้ในช่วงเช้าที่มากเป็นพิเศษ
“เหมือนเดิมใช่ไหม” อโรชาเอ่ยถามขึ้น ใบหน้าของเธอเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มเอ็นดูกับท่าทางหมดแรงของเพื่อนสาว
“ใช่เลย” หมอแพรววาพยักหน้ารับทันที ก่อนที่เธอนั้นจะทิ้งตัวพิงเก้าอี้และหลับตาลง เพื่อพักผ่อนสมองและสายตา
จนกระทั่ง! กาแฟรสโปรดถูกวางตรงหน้าโดยฝีมือของอโรชา ที่แทรกตัวนั่งตรงข้ามหมอแพรววาเสมือนกำลังมีเรื่องพูดคุย
“ฉันได้ข่าวว่า คุณหยาง มารักษาตัวที่นี่” อโรชากระซิบถามหมอแพรววาให้ได้ยินกันแค่สองคน
“อือ” หมอแพรววาตอบกลับเพียงประโยคสั้น ๆ ใบหน้ายังคงเรียบเฉยปนเหนื่อยล้า
“กลับมาเจอกันแล้วเหรอ? แล้วแกจะบอกเรื่อง” อโรชาเป็นอันชะงัก เมื่อปะทะเข้ากับสายตาของหมอแพรววาที่กำลังสั่งให้เธอหยุดพูด
“หยุด! ตั้งคำถามเรื่องนี้ได้แล้ว ฉันกับเขาเราไม่เคยรู้จักกันมาก่อน”
“โอเค! เข้าใจแล้ว ว่าแต่หลานสาวจะปิดเทอมเมื่อไหร่” เมื่อได้ยินคำตอบอโรชาจึงต้องยกธงขาว และเปลี่ยนเรื่องทันที
“พึ่งเปิดเทอมเอง” หากลูกสาวปิดเทอมชีวิตคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวอย่างเธอจะเหนื่อยมากขึ้นเท่าตัว
“ถ้าหลานปิดเทอมอีก มาฝากฉันเลี้ยงได้” อโรชาเสนอตัวเองทันที เพราะเธอหลงหลานยิ่งกว่าอะไรดี
“ให้คุณแม่อย่างฉันได้หายใจ หายคอบ้างเถอะ”
“แบบนี้คงต้องหาพ่อให้พาขวัญแล้วมั้ง” คำหยอกล้อของอโรชา เรียกสายตาอาฆาตจากหมอแพรววาได้เป็นอย่างดี พร้อมกับประโยคคำพูดดับฝันเพื่อนสาวตนเอง
“หยุดความคิดนั้นซะ!”