ทว่าเย็นนั้นเมื่อภีมไปถึงบ้านพักของบุษราคัม เขาได้พบหญิงสาวอีกคนเธอมองเขาเขม็งเมื่อเขาจอดรถที่หน้าบ้าน
“สวัสดีค่ะ มาหาเตยเหรอคะ” บุณฑริกหรือใบบัว ยกมือไหว้เขาอัตโนมัติถึงจะไม่ทราบว่าเขาเป็นใครก็ตาม
“ผมภีม ครูเตยชวนผมมาทานข้าว” ภีมแนะนำตัว
บุณฑริกทำหน้างง ไหนเพื่อนสาวบอกว่าคุณอาจะมาทานข้าวด้วย
“ใบบัวเป็นเพื่อนเตยค่ะ เป็นครูอยู่ที่นครนายกเห็นเตยเพิ่งมาเมื่อวานเลยมาเยี่ยม คุณเป็นเจ้าของไร่ใช่ไหมคะทำไมเตยบอกว่าเป็นคนแก่” ใบบัวพูดตรงๆ แล้วรีบเอามือปิดปาก
“ขอโทษนะคะ บัวไม่ได้หมายความว่าคุณภีมแก่ เชิญในบ้านเลยค่ะ” เธอรีบพูดเมื่อเห็นสีหน้าเขา
“เรียกอาเหมือนครูเตยก็ได้ครับ ครูบัวสอนที่ไหนครับนี่” ภีมเดินขึ้นบ้าน เห็นบุษราคัมกำลังจัดโต๊ะอาหาร
“สอนที่บ้านนาค่ะ เดี๋ยวบัวช่วยเตยจัดโต๊ะแปบนะคะ”
บุณฑริกลากเพื่อนเข้าไปคุยในครัว
“ไหนแกบอกว่าเจ้าของไร่เป็นคนแก่ไง”
“ก็แก่กว่าพวกเราเป็นสิบปี ไม่แก่เหรอ” บุษราคัมทำหน้างง ในความหมายของเธอคือภีมเป็นผู้ใหญ่ ไม่ได้บอกว่าเขาเป็นผู้ชราสักหน่อย
บุณฑริกทำสีหน้าล้อเลียน “แต่ก็ดีใจด้วยนะ มาต่างถิ่นยังมีคนดูแลดีๆ แบบนี้” แถมงานดีด้วย เพื่อนสาวคิดในใจ
“อะไรของแก ทำท่าแปลกๆ” บุษราคัมผู้ไม่เข้าใจอะไรทั้งสิ้น มองหน้าเพื่อนแล้วยกถ้วยจับฉ่ายส่งให้
“อะ ยกไปได้แล้ว”
สองสาวเดินตามกันออกมา บุณฑริกวางกับข้าวบนโต๊ะอาหารขนาดสี่ที่นั่ง เธอตักข้าวส่งให้ทุกคน
“กับข้าวแค่สามอย่างอาทานได้ไหมคะ” บุษราคัมนั่งลงข้างๆ เพื่อน
“สบายมาก ทำกับข้าวเก่งนี่เรา” เขาเอ่ยชมเมื่อเห็นหน้าตาจับฉ่าย น้ำพริกตาแดงและไข่เจียว
“เคยเป็นเด็กหอค่ะ ต้องทำได้เพื่อความอยู่รอด” บุษราคัมหัวเราะ นอกจากเด็กหอจะทำกับข้าวเก่งแล้วยังพลิกแพลงเก่งด้วย หุงข้าวในไมโครเวฟได้สบายๆ
“ทานเลยค่ะอา” เธอเชิญเจ้าของไร่ให้เริ่มลงมือทานอาหาร
“ครูบัวมายังไงครับ” ภีมถามเขาไม่เห็นมีรถอะไรจอดหน้าบ้านเลย
“มารถสองแถวค่ะ ขึ้นรถทัวร์จากบ้านนามาลงมวกเหล็ก แล้วต่อจากมวกเหล็กมาที่นี่” บุณฑริกกับบุษราคัมใช้รถโดยสารสาธารณะจนเคยชินแล้ว
“แล้วพรุ่งนี้มีโปรแกรมไปไหนกันรึเปล่า” เขาถามต่อ
“ก็คงยังหรอกค่ะ รอเตยซื้อรถก่อนค่อยไปเที่ยวกันวันนี้แค่อยากมาดูว่าเพื่อนอยู่ยังไง”
ภีมหันไปมองบุษราคัมเมื่อได้ยินว่าเธอจะซื้อรถ
“ครูเตยจะซื้อรถเหรอ”
“ค่ะคุณอา เผื่อไปไหนจะได้สะดวก คงเป็นพวกรถมือสองน่ะค่ะ งบมีไม่เยอะ”
ภีมพยักหน้า “ถ้าเจอเดี๋ยวอาแนะนำให้”
“ขอบคุณค่ะ” เธอพึมพำขอบคุณ
“พรุ่งนี้ไปเที่ยวงานดอกทานตะวันกันไหม ในตัวเมืองสระบุรีแล้วอาจะเลยไปส่งครูบัวด้วยก็ได้ จะได้ไม่ต้องเหนื่อยนั่งรถสองแถวไป”
เกือบร้อยกิโลขืนบุณฑริกนั่งรถโดยสารกลับนครนายก เธอคงหมดแรงสอนนักเรียนแน่ ภีมคิดในใจ
“งานดอกทานตะวัน ที่มีดอกไม้อื่นๆ ด้วยใช่ไหมคะ” บุณฑริกตื่นเต้นกว่าอีกคน เขามองท่าทางเหมือนเด็กของเธอแล้วอดยิ้มไม่ได้
“ใช่ เป็นงานแสดงไม้ดอกประจำปีของสระบุรี แต่ไฮไลท์จะอยู่ที่ทุ่งทานตะวันบนพื้นที่หลายไร่ ถ้าชอบถ่ายรูปก็เหมาะเลย”
หลังจากที่ภีมกลับไปแล้วในเย็นวันนั้น บุณฑริกอาสาเก็บล้างในครัว บุษราคัมจึงรีดเสื้อผ้าสำหรับใส่ไปทำงานในสัปดาห์ต่อไปแขวนเก็บไว้ในตู้ เธอเตรียมพร้อมแล้วสำหรับการทำงานวันแรก
บุณฑริกเดินออกมาจากในครัว หลังจากที่เธอมองไปรอบๆ บ้านพักที่เพื่อนบอกว่าเช่าเดือนละสองพันบาท
“นี่แกฟังไม่ผิดแน่นะว่าเดือนละสองพัน” บุณฑริกยังข้องใจ บ้านพักสไตล์ห้องชุด มีห้องนอน ห้องโถง ห้องครัว มีเฟอร์นิเจอร์เกือบทุกอย่างแม้แต่เครื่องซักผ้าก็มีให้
“ฮื่อ ก็อาเขาบอกแบบนั้นจริงๆ” บุษราคัมยืนยัน
“เมียคุณอามิค้อนแย่เลยเหรอ” บุณฑริกพูดขึ้นมา
“เขาว่าไม่มีนะ” บุษราคัมพูดตามที่เคยได้ยินมา
“ฉันว่าเขาดูใจดีเกิน แกก็ระวังตัวหน่อยแล้วกัน”
วันรุ่งขึ้นภีมมารับสองสาวในตอนสาย บุณฑริกและบุษราคัมแต่งตัวทะมัดทะแมงพร้อมไปเดินในงาน เมื่อไปถึงงานทุ่งทานตะวัน พวกเธอก็ต้องตื่นตาตื่นใจกับทุ่งดอกไม้กว้างสุดลูกหูลูกตากับวิวเชิงเขา
พวกเธอผลัดกันถ่ายรูปให้กันจนพอใจแล้วจึงขอให้ภีมช่วยถ่ายรูปคู่ให้ ชายหนุ่มก็ทำให้ตามที่ขอในระหว่างที่กำลังกดชัทเตอร์มีคนเข้ามาทักพวกเขา
“เฮ้ย.. นายมาด้วยเหรอ” ชายหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกับภีมเข้ามาตบบ่าคนที่กำลังถ่ายรูปให้สาวๆ
“อ้าว มึงมาไง” ภีมหันไปมองทรงภพเพื่อนของตนเอง เขาหันไปถ่ายรูปต่อและส่งโทรศัพท์คืนให้บุษราคัมแนะนำให้สองสาวรู้จักเพื่อนเขา
“นี่ทรงภพเพื่อนอาครับ มันทำสวนกล้วยไม้อยู่แถวๆ นี้ แล้วนี่ครูเตยกับครูใบบัว เป็นครูสอนอยู่ที่แถวบ้านเพิ่งมาบรรจุ”
สองสาวยกมือไหว้ทรงภพที่รับไหว้แทบไม่ทัน
“ไม่ต้องไหว้ผมก็ได้ครับ เรียกผมพี่ก็ได้นะไม่ต้องเรียกอาแบบไอ้หมอนี่หรอก” ทรงภพรีบพูด เขานึกแปลกใจว่าภีมนับญาติกับคนอื่นนอกครอบครัวตั้งแต่เมื่อไหร่กัน
“สอนที่ดงพญาเย็นทั้งสองคนเลยเหรอครับครู” ทรงภพถาม
“เปล่าค่ะ บัวสอนที่นครนายกเมื่อวานมาเยี่ยมเพื่อน เตยเขาเพิ่งมาบรรจุที่นี่ค่ะ เป็นห่วงเห็นว่าบ้านพักไม่ค่อยดีเลยมาดู” บุณฑริกตอบ
“ผมมาออกบูธครับถ้าสนใจกล้วยไม้เชิญที่บูธฟาร์มกล้วยไม้ต้องตาได้เลยนะ” ทรงภพทำฟาร์มกล้วยไม้ ผลิตส่งขายทั้งในสระบุรีและส่งออกต่างประเทศ ตอนหลังเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมด้วย
ทรงภพอยู่คุยด้วยสักครู่จึงแยกตัวไป ภีมดูเวลาเห็นว่าจะเที่ยงแล้วจึงชวนสองสาวไปทานอาหาร เขาพาแขกไปที่ร้านอาหารริมแม่น้ำป่าสักมีเมนูขึ้นชื่อคือกุ้งแม่น้ำเผา
ในระหว่างที่รออาหารมีคนมาทักทายภีมเป็นระยะ ซึ่งชายหนุ่มก็คุยด้วยตามมารยาท บางคนเขาก็แนะนำให้พวกเธอรู้จักแต่บางคนก็ไม่
“พี่ภีมคะ ทำไมเข้าเมืองไม่เห็นบอกดาเลยล่ะ” สาวสวยมากคนหนึ่งเดินมาที่โต๊ะพร้อมกับคนกลุ่มใหญ่ เธอตรงมาหาภีมทันทีที่กวาดสายตามาพบเขา
ภีมขยับตัวอย่างอึดอัด
“พี่มาธุระครับ คุณดาหลามากับเพื่อนไม่ใช่เหรอ”
ดาหลาหันมามองสองสาว ก่อนที่เธอจะเมินอย่างไม่สนใจตามนิสัยที่สนใจแค่เรื่องของตัวเอง
“มากับเพื่อนๆ ค่ะ นี่พวกเพื่อนดาหลาก็อยากไปเที่ยวฟาร์มแกะของพี่ภีมนะคะ อยากไปค้างด้วยหลายๆ วันเมื่อไหร่รีสอร์ทจะเปิดให้เข้าพักสักทีคะพี่”
“น่าจะอีกนานครับ ฝากขอบคุณเพื่อนๆ คุณดาหลาด้วยที่สนใจ เปิดเข้าพักเมื่อไหร่เดี๋ยวคงได้ทราบข่าวกัน” ภีมไม่ถึงกับตัดรอนเสียทีเดียว แต่ก็ยังไม่ตอบรับให้คนนอกเข้ามาพักในฟาร์ม
“แหม.. ถ้ารีสอร์ทไม่เปิด ดากับเพื่อนๆ ไปพักบ้านพี่ก็ได้นะคะ บ้านพี่ภีมสวยเหมือนปราสาทในหนังฝรั่งใครๆ ก็อยากไปค่ะ” ดาหลาทิ้งท้าย