ตอนที่ 1 - ก่อน...กักตัว (1)
| มาริสา |
“ขอโทษด้วยนะคะคุณมาริสา ไฟลท์ของคุณเพิ่งบินออกไปเมื่อห้านาทีที่แล้วนี่เองค่ะ”
นี่คือเสียงของสาวฝรั่งผิวขาวผมบลอนด์ยาวสลวย ผู้ทำหน้าที่พนักงานประจำเคาน์เตอร์สายการบินชื่อดังระดับโลก เธอบอกกับฉันเป็นภาษาอังกฤษสำเนียงอเมริกัน ระหว่างที่ตาเธอจ้องมองหน้าจอคอมพิวเตอร์สลับไปมากับพาสปอร์ตของฉันที่เธอถืออยู่ในมือ
วอทเดอะฟ้าค…ตายห่าแล้วไง!! เพราะไอ้ขั้นตอนตรวจโควิดบ้าบอนั่นแน่ๆ เลยทำให้ฉันตกเครื่อง!!
“เอ่อ…แล้วแบบนี้ฉันจะทำยังไงได้บ้างคะ ต้องซื้อตั๋วใหม่เหรอ” ฉันถามเธอกลับไปอย่างร้อนใจ
“ใช่ค่ะ จากที่เช็กให้ ไฟลท์ที่เร็วสุดคืออีกหนึ่งชั่วโมง แวะเปลี่ยนเครื่องที่สนามบินนาริตะประมาณสามชั่วโมง แต่…”
“หืม...แต่อะไรคะ?”
“แต่ไฟลท์นี้เหลือแต่ที่นั่งชั้นเฟิร์สคลาสนะคะ”
นั่นไง บุญมีแต่กรรมบัง!! ลองยกทั้งนิ้วมือนิ้วเท้าขึ้นมานับ เฟิร์สคลาสนี่ราคาพอๆ กับเงินเดือนที่ร้านอาหารไทยเดือนหนึ่งเลยนะนั่น ถึงอยากจะจองตั๋วเที่ยวหน้ากลับไทยแค่ไหนก็ตาม แต่ไม่ไหวหรอก ราคาแพงหูฉี่เลย
“เอ่อ...คุณคะ ฉันไม่มีเงินเยอะขนาดนั้นหรอกค่ะ เงินฉันที่หามาได้ก็ส่งกลับไปให้แม่ที่ป่วยจนหมดแล้ว นี่ก็รีบกลับบ้านไปดูใจเธอค่ะ” ฉันบอกกับสาวผมบลอนด์พลางหลุบตาลง ไม่กล้าสู้หน้าเธอ ก่อนน้ำตาจะไหลร่วงลงอาบสองแก้ม
“เอ่อ…คุณมาริสา ฉันเสียใจด้วยนะคะที่ได้ยินแบบนั้น งั้นเอาเป็นว่าคุณจ่ายในราคาชั้นประหยัด แต่เดี๋ยวฉันจะอัพเกรดที่นั่งให้คุณเป็นชั้นเฟิร์สคลาสก็แล้วกันนะคะ ดีมั้ย?”
ถ้าเป็นหมา ตอนนี้หางฉันคงส่ายดิ๊กๆ ระริกระรี้ บางทีพวกฝรั่งนี่ก็หลอกง่ายดีเหมือนกันนะ ส่วนเรื่องแม่นั่นโกหกทั้งเพ ฉันเป็นเด็กกำพร้า ไม่มีพ่อไม่มีแม่ตั้งแต่เกิด ดังนั้นฉันจะหลอกเธอว่าแม่ป่วยยังไงก็ได้
เมื่อตกลงกันได้ ฉันยกกระเป๋าใบโตสามใบขึ้นชั่งน้ำหนัก ชำระเงินค่าตั๋วเที่ยวใหม่และค่าส่วนต่างของน้ำหนักกระเป๋า ก่อนรับบอร์ดดิ้งพาส และพาสปอร์ตคืนจากเธอ เดินต่อเข้าไปรอขึ้นเครื่องด้านในอาคาร
เฮ้อ...ให้มันได้อย่างนี้สิ! มาริสา...คนที่ตรงต่อเวลาที่สุดคนหนึ่ง ไม่น่ามาพลาดเรื่องโง่ๆ แบบนี้เลย ฉันว่าฉันก็เผื่อเวลาสำหรับขั้นตอนตรวจเชื้อโควิดอะไรนั่นตั้งหลายชั่วโมงแล้วนะ
บ้าจริง…คิดแล้วก็หงุดหงิด วันนี้ทั้งวันไม่มีอะไรเป็นดั่งใจสักอย่าง นอกจากจะตกเครื่องแล้ว ฉันยังต้องหอบกระเป๋า หอบข้าวของทุกอย่างมาที่นี่เอง เพราะเพื่อนสนิทฉันที่นิวยอร์กดันท้องเสียหนัก ฉันกับรูมเมทอีกคนจึงต้องช่วยกันหิ้วปีกเธอส่งโรงพยาบาลกลางดึก ที่คิดว่าจะกินมื้อเที่ยงอำลาก็ต้องชวดไปหมดทุกอย่าง
แต่บ่นไปก็เท่านั้น ฉันยกกระเป๋าเป้สะพายขึ้นบ่า เดินดุ่มเข้าไปตรงจุดสแกนกระเป๋า เสร็จแล้วระหว่างนั้นก็เดินต่อไปหาอะไรกินในระหว่างรอขึ้นเครื่อง
เดินทอดน่องเลือกร้านอยู่นานสองนาน กระทั่งในที่สุดก็ได้แฮมเบอร์เกอร์ชิ้นใหญ่กับเฟรนซ์ฟรายและโคล่าเป็นอาหารมื้อสั่งลา มื้อง่อยๆ มื้อสุดท้ายจากมหานครนิวยอร์ก แทนที่จะเป็นอาหารดีๆ จากภัตตาคารขึ้นชื่อที่ฉันกับยัยเจนนี่จองกันเอาไว้นานเป็นเดือนๆ
แต่ช่างเหอะ จบได้ซะที สองปีกว่าๆ ที่ฉันมาเรียนปริญญาโทต่อที่นี่ สอบได้ทุนเรียนฟรีที่มหาวิทยาลัยนิวยอร์ก แต่ทุนนี้ได้เฉพาะค่าเทอมอย่างเดียว ดังนั้นระยะเวลาที่อยู่ที่นี่ ฉันจึงต้องเรียนไปด้วย ทำงานหาเงินงกๆๆ ไปด้วย สำหรับเอาไปเป็นค่ากินค่าอยู่ และค่าใช้จ่ายจิปาฐะต่างๆ
พอยิ่งจะได้กลับ มันก็ยิ่งทำให้ฉันคิดถึงเมืองไทยมากขึ้น คิดถึงข้าวกะเพราวิญญาณหมูกรอบ คิดถึงก๋วยเตี๋ยวเนื้อร้านดังเจ้าโปรด คิดถึงส้มตำร้านป้าพรหน้าปากซอย และที่สำคัญที่สุด ฉันคิดถึงชานนท์ แฟนคนแรกและคนเดียวของฉัน เขาคือคนที่ทำให้ฉันอยากรีบกลับไทยมากที่สุด
สองปีแล้วที่เราไม่ได้เจอกัน แค่จะวิดีโอคอลคุยกันยังแทบไม่ค่อยได้คุยเลย นั่นเป็นเพราะเวลาที่ต่างกันของสองประเทศ ถ้าที่ไทยคือตอนเช้า ที่นี่ก็คือตอนดึก แล้วยิ่งฉันต้องเรียนไปด้วย ทำงานไปด้วย ดังนั้นเราสองคนแทบจะหาเวลาว่างตรงกันไม่ได้เลย ได้แต่ส่งข้อความหากัน ใครสะดวกตอบก็ค่อยตอบ ถ้ายังไม่สะดวกก็ปล่อยให้ข้อความมันขึ้นค้างว่าไม่ได้อ่านแบบนั้นไปเรื่อยๆ
ฉันนั่งกินแฮมเบอร์เกอร์กับเฟรนส์ฟรายด์เหี่ยวๆ อย่างสบายใจอยู่ริมกระจกใส มองดูเครื่องบินลำใหญ่บินขึ้นลงไปมา แต่คอยอยู่ไม่นาน ก็ได้ยินเสียงประกาศจากเจ้าหน้าที่ของสนามบินแจ้งให้ผู้โดยสารในชั้นเฟิร์สคลาสขึ้นเครื่องก่อน ซึ่งจากที่ดูๆ แล้วมีไม่กี่คนที่โดยสารในชั้นนี้
ขึ้นเครื่องมาได้ไม่นาน หลังจากพนักงานสาธิตวิธีการรัดเข็มขัดและใช้อุปกรณ์ต่างๆ นานาตามขั้นตอนของพวกเขา เครื่องบินก็เริ่มเทคออฟทะยานขึ้นจากสนามบินนานาชาติเจเอฟเคในนิวยอร์ก มุ่งตรงไปยังสนามบินนาริตะที่ญี่ปุ่น ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางต่อไป
ช่วงเวลานี้เป็นอะไรที่ฉันเบื่อเซ็งมาก ยังดีที่เครื่องบินลำนี้มีหนังฮอลลีวู้ดให้ดู มีขนมให้กิน มีเหล้าฟรีให้ดื่ม และมีไวไฟไว้บริการ
นึกๆ ไป...นานเท่าไรแล้วที่ฉันไม่ได้เล่นโซเชียล เฟซบุ๊กเปิดเอาไว้ แต่ไม่เคยเข้าไปโพสต์อะไรเลย แม้แต่ทวิตเตอร์ หรืออินสตาแกรม ฉันสมัครไว้ทุกแอพแต่ก็เท่านั้น ไม่เคยเข้าไปทวีตข้อความอะไร หรือเข้าไปติดตามใครเลยสักคน
ในเมื่อไม่มีอะไรทำ ฉันเลยกดมือถือเข้าแอพพวกนั้น ไถหน้าจอขึ้นๆ ลงๆ เข้าแอพโน้นโผล่แอพนี้ ติดตามข่าวคราวความเคลื่อนไหวของเพื่อน ครอบครัว และคนรู้จัก จนกระทั่ง...ฉันไปเจอความเคลื่อนไหวของแฟนฉันเข้า
O_O
ตาที่ใกล้จะปิดแหล่ไม่ปิดแหล่ เบิกโพลงขึ้นเต็มตื่น ความง่วงที่มาเยือนเมื่อครู่หายเป็นปลิดทิ้ง นี่ฉันไม่ได้ตาฝาดใช่ไหม
“ไอ้แฟนเฮงซวย ไอ้สัส ไอ้เหี้ยชานนท์ กูอุตส่าห์รีบกลับไปเซอร์ไพรส์มึง แต่มึงแม่งแอบมีกิ๊กเป็นอีนมโตคนนี้เนี่ยนะ!!” ฉันสบถออกมาด้วยเสียงที่ไม่เบาไม่ดัง มีหลายคนหันมามองทางฉันบ้าง แต่แล้วไง ใครแคร์ล่ะ ฉันไม่สนใจว่าใครมันจะได้ยินหรอกนะ ช่างสิ แถวนี้มีแต่ฝรั่งหัวทอง พวกแม่งไม่เข้าใจภาษาไทยหรอก
จริงๆ อยากด่าหยาบกว่านี้ อยากด่าเสียงดังกว่านี้ อยากด่ามันยาวกว่านี้ แต่เมื่อกี้โดนอีป้าที่นั่งเยื้องกันหันมาทำตาเขียวใส่ ฉันจึงจำเป็นต้องก้มลงกลับมาให้ความสนใจกับสิ่งที่เห็นในมือถือ
ฉันว่าฉันเจอแอคเคานต์ลับของแฟนฉันเข้าแล้ว!! ไอ้ชานนท์มันไม่มีฝาแฝด ร้อยเปอร์เซ็นต์คือตัวมันแน่นอน แล้วอีนี่คือใคร? รูปทุกรูปเป็นรูปคู่ของแฟนฉันกับอีนั่น กอดกันบ้าง จูบโชว์บ้าง และพอลองไล่ดูรูปแต่ละรูป มันบอกได้ชัดเจนว่าวันที่ฉันโอนเงินให้มันค่าซ่อมรถเมื่อสองเดือนก่อน มันกลับเอาเงินที่ฉันให้ไปเปย์อีผู้หญิงหน้าด้านคนนี้
สรุปคือฉันโดนมันสวมเขามาโดยตลอด!! เงินเดือนจากการทำงานด้วยความเหน็ดเหนื่อย กี่แสนแล้วที่โอนไปช่วยมันผ่อนรถผ่อนบ้าน กลับถูกไอ้แฟนชั่วถลุงจนหมดเกลี้ยง น้ำหน้าอย่างมันไม่มีปัญหาหาเงินได้เยอะขนาดนั้นแน่ๆ พนักงานบัญชีต๊อกต๋อย เพิ่งบรรจุเข้าทำงานได้ไม่ถึงปี เงินเดือนหมื่นห้าถึงรึเปล่ายังไม่รู้ แต่เสือกหัวสูงอย่างกับเงินเดือนเป็นแสนเป็นล้าน เสาร์อาทิตย์เมื่อไร พากันไปทะเลบ้าง ไปภูเขาบ้าง กินหรูอยู่สบาย ใช้ชีวิตอย่างกับลูกเศรษฐี
มันคงเห็นฉันเป็นตู้เอทีเอ็มเคลื่อนที่ล่ะมั้ง หรือไม่ก็เป็นผู้หญิงไม่สนโลก ทำตัวโง่ๆ ทำงานงกๆ เลี้ยงมันงี้เหรอ
แม่ง...เสียแรงที่เคยรัก เสียแรงที่เคยซื่อสัตย์
ไม่อยากจะเล่าตอนที่ใช้ชีวิตอยู่ที่นิวยอร์ก หนุ่มตาน้ำข้าวหัวทองมากกว่าสิบคนเข้ามารุมจีบจนหัวกะไดอพาร์ตเมนต์ไม่เคยแห้ง บางคนหล่ออย่างกับเทพบุตร บางคนก็โคตรรวยชนิดที่ว่าเงินที่มีอยู่ ให้ลูก หลาน เหลน โหลนใช้ไปอีกสิบยี่สิบเจนเนอเรชั่น ใช้ยังไงก็ใช้ไม่หมด
ฉันรู้ตัวดีว่าตัวเองไม่ได้เป็นผู้หญิงดีเด่อะไร ไม่ได้เป็นกุลสตรีแบบผ้าพับไว้ แต่ก็ไม่ได้เป็นผู้หญิงร้อยเล่ห์เสเพลรักไปทั่ว ด้วยความมั่นคงในรักกับความซื่อสัตย์ที่มีให้ไอ้ชานนท์มาโดยตลอด ฉันจึงไม่เคยปันใจให้ใคร ไม่เคยนอกกายนอกใจมันเลยสักครั้ง รู้อะไรไม่สู้รู้งี้ แม่งโคตรเสียโอกาส!!
แปลกดีที่ฉันไม่ได้ร้องไห้ฟูมฟายอะไร ไม่มีน้ำตาไหลออกมาสักหยด ไม่รู้สึกเสียดายความรักห้าหกปีนั่นเลย ที่มีตอนนี้คือความรู้สึกโกรธแค้นและเจ็บใจมากกว่า
ฉันปิดมือถือลง ถอนหายใจให้กับตัวเอง นี่ก็อีกตั้งหลายชั่วโมงกว่าเครื่องจะถึงญี่ปุ่น ฉันจะใช้เวลาที่แสนน่าเบื่อบนเครื่องนี่แหละ ดื่มด่ำให้กับความโง่เขลาของตัวเองที่โดนไอ้ชานนท์มันหลอกซ้ำๆ
“คุณคะ ขอไวน์ที่ดีกรีมันแรงๆ ได้มั้ย ฉันเพิ่งโดนแฟนหลอกมา ฉันอยากเมา” ฉันบอกกับแอร์โฮสเตสผู้หญิงคนหนึ่งที่เดินเข้ามาหา หลังจากกดปุ่มสัญญาณเรียกพวกเธอ
และทันทีที่ได้รับคำสั่งจากฉัน เธอเดินมาพร้อมกับรถเข็นที่มีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์วางอยู่เต็มไปหมด ก่อนจะรินไวน์แดงลงแก้วใส แล้วยื่นมันมาให้ฉัน
“คุณพนักงานคะ ฉันขอไวน์เอาไว้ทั้งขวดเลยได้มั้ย แก้วเดียวมันน้อยไป นะคะคุณ ฉันแค่อยากเมา เมาแล้วเดี๋ยวฉันก็หลับไปเอง”
ดูพนักงานจะไม่กล้ายื่นมันให้ฉันทั้งขวด แต่ฉันมือไวกว่า คว้ามันมากอดไว้ในอ้อมอก ก่อนจะยกขึ้นดื่มอึกๆ แบบคนไร้วัฒนธรรม
ฉันรู้ตัวว่าตอนนี้ฉันไร้มารยาทมาก ป้าฝรั่งเก้าอี้เยื้องๆ คนเดิมหันมามองอีกครั้ง ในขณะที่ฉันยื้อแย่งขวดไวน์กับพนักงานบริการคนเมื่อกี้
“อีป้า มึงจะมองหน้ากูอะไรนักหนา กูสวยใช่มั้ย อิจฉาล่ะสิ ช่างแม่ง...แล้วไงวะ ก็คนมันอกหักนี่หว่า” ฉันพูดออกมาเป็นภาษาไทย ก่อนเธอจะส่ายหัวแล้วหันหน้ากลับไป
ไวน์หนึ่งขวด ฉันใช้เวลาไม่นานก็กระดกดื่มมันจนหมด นั่งพร่ำเพ้อ คุยพึมพำงึมงำกับตัวเอง ก่อนความเย็นจากลมแอร์บนหัวจะเป่าตาให้รู้สึกง่วง และดีกรีของแอลกอฮอล์ในไวน์ ที่บอกได้เลยว่ามันแรงมาก พอหลายอย่างผสมปนเป ในที่สุดฉันผล็อยหลับไปตอนไหนจำไม่ได้หรอก
.
.
โปรดติดตามตอนต่อไป
.
.
สวัสดีคุณนักอ่านชาวดรีมที่น่ารักนะคะ ไรต์กลับมาพร้อมเรื่องราวสนุกแสบๆ แซ่บๆ ซนๆ ของหนูริสา สาวไทยนางหนึ่งที่เพิ่งเรียนจบจากอเมริกาและกำลังย้ายกลับมาอยู่ไทย
(มาหวีดเรื่องนี้ไปพร้อมๆ กันนะคะ แต่ถ้าไรต์บ่นพร่ำเพ้อเหมือนคนบ้า คุณนักอ่านข้ามไปได้เบยน้า แต่ถ้าอยากหวีดด้วยกันก็เชิญเม้นหวีดลูกๆ ได้เลย
ปล. เรื่องนี้มีทั้งหมด 50 กว่าตอน อ่านกันยาวๆ เลยนะคะ ???