| มาริสา |
ฉันไม่รู้ว่าตอนนี้ฉันอยู่ที่ไหน แต่ที่รู้ก็คือหัวฉันกำลังนอนหนุนตักใครสักคนหนึ่ง ก่อนฉันจะค่อยๆ เปิดเปลือกตาขึ้นมา
โอ้โห้…เทพบุตร!! ยิ่งกว่าเทพบุตร โคตรพ่อโคตรแม่หล่อ ดวงตากลมโต คิ้วหนาเรียงตัวสวย จมูกโด่งเป็นสันได้รูป ส่วนปากนั่นก็หยักสวยทรงกระจับ แถมยังสีชมพูน่าจูจุ๊บเป็นที่สุด
ฉันคิดว่าตอนนี้ตัวฉันอยู่ในความฝันแหละ ฝันแน่นอน ก่อนฉันจะทำปากยื่น หมายจะให้เจ้าชายในฝันก้มลงมาจูบ
ตอนอยู่ในเครื่องฉันกินไวน์ยี่ห้ออะไรไป ทำไมกินแล้วถึงหลับฝันดีขนาดนี้น้า...
“นี่คุณ ไหวมั้ยเนี่ย”
อื้อหือ...นั่นเสียงคนหรือเสียงทวยเทพ ทำไมมันถึงนุ่มละมุนได้ขนาดนั้น
“ขอจูบก่อนได้มั้ย สุดหล่อของฉัน”
“นี่คุณ…ใจเย็นๆ”
“จุ๊บๆๆๆ”
“คุณ…ตื่นได้แล้ว”
หืม...เสียงนุ่มทุ้มต่ำแปรเปลี่ยนเป็นเสียงที่ดังขึ้นจนฉันสะดุ้งตื่น ตาเบิกโพลงเต็มที่ แต่เดี๋ยวก่อนนะ ตื่นแล้วทำไมหน้าคุณเทพบุตรเขายังอยู่ที่เดิมล่ะ เอ๊ะ...หรือจะเป็นฝันซ้อนฝัน!? พลันตัวฉันเด้งดึ๋งลุกขึ้นนั่ง พร้อมมือที่เกาหัวแกรกๆ
“อะ...อ้าว…ซวยละ นี่มันไม่ใช่ฝันนี่หว่า ว่าแต่ที่นี่มันที่ไหนกันวะเนี่ย” ฉันพึมพำกับตัวเอง มองซ้ายมองขวาด้วยสายตาที่ยังไม่ได้ปรับโฟกัส
แหม…จะไม่ให้ฉันงงได้ไง ครั้งสุดท้ายที่จำได้คือกำลังเมาไวน์ นอนเหยียดยาวซุกตัวอยู่ในห่มผ้าบนที่นั่งชั้นเฟิร์สคลาส แต่ตอนนี้มันกลายเป็นห้องเล็กๆ ไม่มีคน มีแต่ฉันกับพ่อเทพบุตรคนนี้ แล้วก็เสื้อสูทของเขาที่ห่มตัวฉันอยู่
“ตอนนี้เราอยู่สนามบินนาริตะ กำลังรอเปลี่ยนเครื่องกลับกรุงเทพฯ”
“หา…!! แล้วฉันมาอยู่ตรงนี้ได้ยังไง”
“วีลแชร์ไง คุณเมาจนไม่มีสติ ลำบากผมมาดูแลคุณนี่แหละ”
“ขะ…ขอโทษค่ะ”
โอ๊ย…อยากเขกหัวตัวเองสักร้อยที ตายแล้ว...ยัยริสา เธอจะทำตัวเละเทะต่อหน้าผู้ชายหล่อขนาดนี้ไม่ได้
“ผมต้องพยุงตัวคุณนั่งวีลแชร์ เข็นเข้าด่านโน้น ออกด่านนี้ คุณนี่ภาระจริงๆ”
“แล้วเขาให้ผ่านได้ยังไงคะ”
“ก็ต้องเล่นบทผัวเมียไง”
“ฮะ!!!”
“นี่เห็นว่าเป็นคนไทยด้วยกันนะ ผมถึงช่วย คุณนี่ไม่ยอมดูแลตัวเองเลย มาคนเดียวแบบนี้ปล่อยตัวเองให้เมาเละเทะแบบนั้นได้ยังไงกัน”
“ขอโทษไปแล้วไง คุณอย่าบ่นฉันมากสิ สำนึกผิดไม่ทันแล้ว” หล่อแต่บ่นเยอะก็ไม่ไหวนะ “ว่าแต่คุณชื่ออะไรเหรอ”
“คุณจะอยากรู้ไปทำไม”
“แหม…คุณ เป็นผัวเมียกันแล้ว ก็ควรรู้จักชื่อกันหน่อยมั้ย” ฉันกดอารมณ์ลงให้ตัวเองใจเย็นสุดๆ แล้วนะ อีตานี่แม่งกวนตีนชะมัด!! “อ้ะๆๆ ฉันแนะนำตัวก่อนก็ได้ ฉันมาริสานะ เรียกริสาเฉยๆ ก็ได้”
“รู้แล้ว ผมเห็นในพาสปอร์ตคุณ”
“แล้วสรุปคุณชื่ออะไร”
“กวิน”
“ค่ะ คุณกวิน ยินดีที่ได้รู้จัก อ้อ…แล้วก็ขอบคุณที่รับบทเป็นสามีชั่วคราวนะคะ ขอบคุณมากๆ ค่ะ” ฉันทำหน้าเฟกยิ้มกว้างกลับไปให้เขา
“อืม ก็ยังดีที่รู้จักขอบคุณ”
“เอ้อ...คุณ แล้วเราต้องนั่งรอเปลี่ยนเครื่องอีกนานมั้ย”
“อีกสามชั่วโมง”
“คุณ แล้วเราจะถึงไทยกี่โมงเหรอ”
“ไม่รู้สิ เมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น”
“คุณ คือ...ฉันหิวอะ”
“เฮ้อ…คุณนี่เป็นผู้หญิงที่เยอะเหมือนกันนะเนี่ย”
โดนอีกดอกหนึ่งแล้ว!! นี่ถ้าหน้าตาไม่หล่อนี่แม่จะด่ากลับรัวๆ เลยนะ คิดแล้วก็หงุดหงิด
“เอาหน่าคุณ ตามฉันมาเถอะ ให้ฉันเลี้ยงข้าวคุณเป็นการตอบแทนดีกว่า ตอนนี้ฉันสร่างเมาแล้ว ไม่ต้องห่วงว่าจะทำตัวเป็นภาระให้คุณอีก แล้วตอนนี้ฉันก็หิวมากด้วย”
ฉันบอกกับเขาพลางถือวิสาสะจับข้อมือ ดึงตัวเขาให้ลุกขึ้นยืน โอ้โห!! ตัวเขาสูงมาก น่าจะร้อยแปดสิบกว่าๆ เห็นจะได้ ฉันที่สูงไม่ถึงร้อยหกสิบ ดูตัวเตี้ยมากเมื่อเทียบกับเขา เอาง่ายๆ คือเวลาคุยด้วยต้องเงยหน้าจนคอแทบเคล็ด
“นี่คุณ ตอนเด็กๆ แม่คุณให้กินเสาไฟฟ้าเป็นอาหารเสริมเหรอ คุณตัวสูงมากๆ เลย สูงยิ่งกว่าเพื่อนฝรั่งบางคนของฉันอีก”
“…”
กริบเลย เล่นมุกไปก็ทำซึนไม่ยอมเล่นมุกกลับ ชีวิตพ่อเทพบุตรคนนี้เขาซีเรียสขนาดนั้นเลยเหรอ ใบหน้าไร้ซึ่งรอยยิ้ม แต่ช่างเหอะ แค่ไม่กี่ชั่วโมงเองที่ต้องอยู่กับเขา เอ…หรือฉันควรจะชิ่งจากเขาดีนะ
“คุณ ถ้าไม่อยากไป ก็ไม่เป็นไรนะ ฉันไปเองได้ ดูคุณไม่ค่อยจะโอเคกับฉันเท่าไหร่ อีกอย่าง…ฉันเกรงใจคุณด้วย”
“ผม…เอ่อ…”
“จะเอาไง จะไปหรือไม่ไป”
“คุณอยากกินร้านไหนก็เลือกเลยละกัน ผมไม่ค่อยหิวมากเท่าไหร่”
ก็แค่เนี้ย…ทำเป็นวางฟอร์ม เรื่องมากจริงๆ เลย ถ้าให้เดา มาทรงนี้น่าจะเป็นพวกนักธุรกิจ มาเจรจาธุรกิจ หรือไม่ก็พวกเศรษฐี มาทำธุระอะไรสักอย่าง
“คุณ กินราเม็งกันมะ ฉันอยากซดอะไรร้อนๆ”
เขาไม่ได้พูดอะไร แต่พยักหน้าตอบรับ ฉันจึงเดินนำเข้าไปในร้านราเม็งที่ไม่ค่อยจะมีคน หาที่นั่งเงียบๆ ตรงมุมร้านด้านใน จะได้เป็นส่วนตัว
พอเราสั่งอาหารกับพนักงานเสร็จ ก็เริ่มเกิดเดดแอร์ ดูเหมือนเขาจะเป็นคนขรึมๆ พูดน้อย แต่ใช้สายตาเก่ง เห็นดังนั้นฉันจึงเริ่มต้นหาเรื่องคุยเพื่อไม่ให้บรรยากาศมันอึดอัดไปมากกว่านี้
“แล้วนี่คุณไปทำอะไรที่นิวยอร์กเหรอ”
“ตามหาคนน่ะ”
หืม…ผิดจากที่ฉันคาดเดาไว้แฮะ
“แล้วคุณเจอมั้ย”
“อืม เจอ แต่อย่าสนใจเรื่องของผมเลย แล้วคุณล่ะ”
“ฉันเพิ่งเรียนจบปริญญาโท วิศวกรรมคอมพิวเตอร์ แต่จบไปยังไม่รู้จะไปทำงานที่ไหนเลย”
“แล้วทำไมรีบกลับ ไม่อยู่หางานที่นั่นล่ะ ได้ข่าวที่นั่นแรงงานด้านนี้กำลังขาดแคลนหนิ”
หึ…ฉันอยากจะบอกเขานะ ว่าอยากกลับมาหาแฟน อยากกลับมาเซอร์ไพรส์แฟน แต่ไม่เอาดีกว่า โดนแฟนทิ้งมันน่าอาย
“ก็...คิดถึงเมืองไทย คิดถึงส้มตำร้านเจ๊พรหน้าปากซอย คิดถึงก๋วยเตี๋ยวเนื้อ คิดถึงขนมจีนน้ำเงี้ยวกับขนมจีนน้ำยาด้วย” ฉันเฉไฉตอบไปแบบนี้ ดีกว่าจะป่าวประกาศกับคนเพิ่งรู้จักว่าฉันเพิ่งอกหัก บ้าเหรอ...เดี๋ยวเขาก็หาว่าฉันอ่อยเขา ไม่เอาหรอก
“ผมว่าที่นิวยอร์กมันก็น่าจะมีให้กินนะ ไอ้อาหารที่คุณบอกมาน่ะ”
“คุณ ความอร่อยมันไม่เหมือนกัน ความแซ่บนัวมันก็ไม่เหมือนกัน ขนาดฉันทำงานอยู่ร้านอาหารไทย ป้าแม่ครัวแกเป็นคนอีสานแท้ๆ แกทำส้มตำให้กิน มันยังแซ่บนัวได้ไม่ถึงครึ่งของร้านส้มตำหน้าปากซอยแถวบ้านฉันเลยนะ”
นี่เป็นรอยยิ้มแรกของเขาที่ฉันเห็น โอ้โห...โลกมันสดใสมาก ยิ้มมาที ความหล่อ ความออร่าแผ่รังสีออกมาเลย ดูเหมือนเขาจะรีแล็กซ์มากขึ้น
สรุปจากที่ฉันนั่งคุยกับเขาคร่าวๆ เขาเป็นนักธุรกิจจริงๆ นั่นแหละ อายุสามสิบกลางๆ แต่ฉันไม่กล้าถามว่าเขาทำธุรกิจอะไร
อ้อ...เขาเรียนจบบริหารธุรกิจที่มหาวิทยาลัยนิวยอร์กที่เดียวกับฉันด้วยนะ แต่ก็เรียนจบไปได้หลายปีแล้ว ที่เขาบอกว่ามาตามหาคน ดูๆ แล้วคงมาตามหาเพื่อนเขาแหละมั้ง
เขาไม่ค่อยพูดเรื่องของตัวเองเท่าไร มีแต่ฉันนี่แหละ ที่เล่าเรื่องของตัวเองให้เขาฟังซะเยอะเลย เล่นถามโน่นถามนี่จนฉันต้องตอบ ถ้าไม่ตอบเดี๋ยวก็หาว่าหยิ่งอีก
หลังจากกินข้าวจนอิ่ม นั่งคุยให้อาหารย่อยไปได้สักพัก ด้วยความหูดี ฉันได้ยินประกาศเรียกชื่อฉันและอาจจะเป็นชื่อของเขาด้วย และในประกาศยังบอกว่าเป็นเรื่องด่วน ฉันจึงสะกิดบอกเขาให้ลองฟังอีกครั้ง ใช่เลย มิสมาริสา กับมิสเตอร์กวิน เอ้า...เกิดอะไรขึ้นอีกละเนี่ย!!
เราสองคนกึ่งเดินกึงวิ่งไปที่ห้องและชั้นที่เจ้าหน้าที่แจ้งเอาไว้ในประกาศเมื่อครู่ และเมื่อไปถึง เราเห็นคนอีกห้าหกคนนั่งรออยู่ในห้องนั้น
.
.
โปรดติดตามตอนต่อไป
.
.
เอ็นดูลูกสาว โดนแฟนทิ้ง อีแฟนเลว น่าโบกหัวแรงๆ ว่าแต่เรื่องด่วนที่ประกาศเรียกนั่นเรื่องอะไรกันนะ ??