“เป็นไงคะ” เธอถามอย่างลุ้นๆ “ถ้าไม่อร่อยป่านจะได้จำไว้ว่าไม่ต้องทำสูตรนี้อีก”
“อร่อย” เขาตอบสั้นๆ แต่แววตานั้นลึกซึ้งชวนใจสั่น
“แล้วป่านล่ะ ได้กินอะไรหรือยัง”
“เดี๋ยวค่อยกินทีหลังก็ได้ค่ะ” เธอส่ายหน้าเบาๆ แล้วตักข้าวต้มช้อนใหม่ขึ้นมาเป่า “ตอนนี้ขอให้คุณอากินเยอะๆ ก่อน จะได้มีแรง”
“เดี๋ยวก็ไม่สบายเอาหรอก ไม่รู้ว่าติดไข้จากอาไปแล้วรึเปล่า มัวแต่ดูแลอาแบบนี้ เดี๋ยวคนป่วยจะเพิ่มเป็นสองคน”
“ถ้างั้นคุณอาก็หายเร็วๆ นะคะ ป่านจะได้ไม่ติดไข้”
เธอส่งยิ้มหวานมาให้ รอยยิ้มที่ช่างแตกต่างจากวันที่เธอมาถึงคอนโดนี้ครั้งแรกโดยสิ้นเชิง
เมื่อกินไปได้เกือบครึ่งชามเขาก็บอกว่าอิ่ม ปาณชีวาจึงวางช้อนลงอย่างพอใจ
“พอก่อนก็ได้ค่ะ เดี๋ยวทานยาแล้วค่อยนอนต่อ”
“จะบังคับให้อานอนทั้งวันเลยหรือไง”
เขาแกล้งถาม น้ำเสียงอ่อนลงกว่าทุกที
“ค่ะ” เธอตอบอย่างไม่ลังเล “วันนี้ขอให้เป็นวันพักผ่อนของคุณอาเถอะค่ะ พักจากการดูแลคนไข้ พักจากงานบริหารและความสมบูรณ์แบบทุกอย่าง ขอให้คุณอาเป็นแค่คนป่วยของป่าน ป่านจะดูแลคุณอาให้ดีที่สุด ได้รึเปล่าคะ?”
ประโยคนั้นทำให้เขาเงียบไปนานกว่าทุกที ก่อนจะพ่นลมหายใจเบาๆ แล้วพยักหน้า
“ก็ได้…วันนี้อาจะเป็นคนป่วยของป่านวันหนึ่ง”
“ขอบคุณนะคะ เดี๋ยวป่านจะโทรไปลางานกับพี่พงศ์ บอกเค้าว่าป่านไม่สบาย”
“งั้นอาก็คงต้องโทรบอกพงศ์เหมือนกันว่าอาไม่สบาย คิดว่าพงศ์คงแปลกใจมากแน่ เพราะปกติอาไม่เคยลาป่วยมาก่อน”
“คุณอา...ไม่เคยป่วยเลยเหรอคะ”
“ไม่ใช่ไม่เคยป่วย แต่ไม่เคยลาป่วยต่างหาก ถ้าป่วยหนักก็จะไม่รับเคสผ่าตัดจะได้ไม่เอาเชื้อโรคไปติดคนไข้ อาก็จะทำงานในห้องทำงานเท่านั้น”
“คุณอาคง...เหนื่อยมากเลยใช่มั้ยคะ คนทั่วไปพอป่วยก็แค่ลางาน แต่ทั้งที่คุณอาเป็นเจ้าของโรงพยาบาลแท้ๆ กลับยังต้อง...”
“อาอยากนอนพักแล้ว จัดยามาเถอะ”
เพราะทนเห็นแววตาเวทนาของเธอไม่ไหว เขาเลยต้องพูดแทรกขึ้นมาเสียก่อน
ปาณชีวาคิดว่าเขาคงไม่ชอบให้ใครสงสาร เธอจึงไม่พูดอะไรต่อหลังจากให้เขากินยาและจัดหมอนให้เขานอนเอนลงอีกครั้ง ปาณชีวาก็ล้มตัวลงนอนข้างๆ อย่างเลี่ยงไม่ได้เพราะเขากุมมือเธอไว้แน่นไม่ยอมปล่อย ข้อมือเล็กถูกพันด้วยนิ้วมือใหญ่ที่เต็มไปด้วยรอยสากจากการผ่าตัดนับไม่ถ้วน แต่การถูกกักไว้แบบนี้กลับไม่ได้ทำให้เธออึดอัดเลยสักนิด
กลับกัน…มันทำให้เธอรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นส่วนหนึ่งในโลกเล็กๆ ของเขาจริงๆ
“นอนเถอะค่ะ” เธอพูดเบาๆ ขณะขยับเข้าไปใกล้เขา “ป่านจะอยู่ตรงนี้ไม่ไปไหน...ป่านสัญญาค่ะ”
กฤตภัทรพลิกตัวตะแคงมาทางเธออีกครั้ง เขาเลื่อนมืออีกข้างมาวางไว้บนศีรษะของเธอ ลูบผมนุ่มของเธอเบาๆ อย่างที่ไม่เคยทำกับใครมาก่อน
“เวลาอยู่กับป่าน…” เขาพูดแผ่วๆ ทั้งที่เปลือกตาเริ่มหนัก
“อารู้สึกเหมือน…โลกข้างนอกมันเงียบไปหมดเลย”
หัวใจปาณชีวากระตุกวูบ “แล้ว...ดีหรือไม่ดีคะ”
“ดีสิ...ดีมาก” เขาตอบทันทีโดยไม่ต้องใช้เวลาคิดเลยแม้แต่น้อย
“เพราะเวลาอยู่ข้างนอก…มันเสียงดังเกินไป มีแต่เสียงความคาดหวัง เสียงคำสั่ง เสียงของคำว่าต้องสมบูรณ์แบบ…แต่ในห้องนี้ มีแค่เสียงหายใจของป่านกับอาเท่านั้น”
เธอไม่รู้จะตอบอะไร นอกจากขยับตัวเข้าไปแนบอกเขาอีกนิดอย่างเงียบๆ ปล่อยให้หัวใจเต้นไปพร้อมกับจังหวะหัวใจของเขา ความรู้สึกอุ่นวาบแผ่กระจายไปทั้งอก ราวกับว่าทุกคำที่เขาพูดได้ผูกเธอไว้ตรงนี้อย่างถาวร
กฤตภัทรซบหน้าลงใกล้ศีรษะเธอมากขึ้น ลมหายใจอุ่นเป่ารดกลุ่มผมของเธอเบาๆ อุณหภูมิในร่างกายเขายังคงสูงกว่าปกติ แต่ความรู้สึกในอกกลับสงบลงอย่างประหลาด เขาปล่อยให้เปลือกตาค่อยๆ ปิดลง ปล่อยให้ตัวเองจมลงไปในความมืดที่ไม่ได้น่ากลัวเหมือนเคย เพราะในความมืดนี้…ยังมีเงาร่างของใครคนหนึ่งที่คอยอยู่เคียงข้างเขาเสมอ
ปาณชีวาเงยหน้ามองคนที่หลับตาพริ้ม ก่อนจะย้อนคิดไปถึงวันแรกที่ได้สบตากับเขา ผู้ชายที่อยู่สูงเกินกว่าจะเอื้อมถึง ทว่าตอนนี้เธอกลับนอนซุกซบอยู่ในอ้อมแขนของเขาได้อย่างไม่น่าเชื่อ แม้ความสัมพันธ์นี้จะไม่ยืนยาวนัก และอีกไม่นานระหว่างพวกเขาก็คงเป็นได้เพียง ‘คนแปลกหน้า’ ต่อกันโดยสิ้นเชิง…