“เป็นยังไงบ้าง” เขาถามขึ้น
“ความดันยังอยู่ในเกณฑ์ปกติค่ะ ชีพจรก็ยังเร็วอยู่บ้างแต่ไม่เป็นอันตราย ไข้เริ่มลดลงเล็กน้อยแล้วด้วยค่ะจากสามสิบเก้าเหลือสามสิบแปดจุดห้าค่ะ”
กฤตภัทรรับแฟ้มมาดูด้วยตนเองอย่างเคยชิน ดวงตาคมไล่ไปตามตัวเลขอย่างรวดเร็ว เขาไม่ได้พยักหน้าหรือยิ้ม แค่เงียบไปเล็กน้อยอย่างคนที่ประมวลผลอยู่ในหัว ก่อนจะคืนแฟ้มกลับให้พร้อมสั่งเสียงนิ่ง
“อืม ไว้พรุ่งนี้ตอนบ่ายผมจะมาดูอาการอีกที แต่ถ้ามีอะไรด่วนก็โทรแจ้งผมได้เลยไม่ต้องรอ ผมรับเป็นเจ้าของไข้เธอเองไม่ต้องรบกวนหมอท่านอื่น”
“ได้ค่ะอาจารย์” พยาบาลรับคำอย่างนอบน้อม ก่อนจะเดินออกจากห้องไปอย่างเงียบเชียบ ทิ้งให้ในห้องเหลือเพียงคนสามคนและเสียงลมหายใจของคนป่วยที่กำลังหลับอยู่
เกสรามองตามพยาบาลจนประตูปิดลง แล้วหันกลับมาหาอาของตัวเอง ดวงตาที่มองเขาเต็มไปด้วยความซาบซึ้งปนเกรงใจ
“ขอบคุณนะคะที่ช่วยป่าน ถ้าไม่มีอาวันนี้หนูคงทำอะไรไม่ถูกเลย”
“นี่คือหน้าที่ของหมอ แก้วไม่มีอะไรต้องขอบคุณอา เรื่องที่ควรจำ คือถ้าเพื่อนเริ่มไอหนักแล้วควรบังคับให้มาโรงพยาบาลตั้งแต่วันแรก ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นหนักแบบนี้ดีแค่ไหนที่ปอดไม่อักเสบ”
เกสราทำหน้าเหมือนโดนดุ เธอห่อไหล่นิดๆ แต่ก็ยังกล้าสบตาเขา
“หนูเพิ่งรู้จริงๆ นี่คะอา ป่านไม่ยอมบอก หนูก็ไม่คิดว่าจะเป็นหนักขนาดนี้”
กฤตภัทรถอนหายใจเบาๆ เสียงนั้นแทบจะฟังไม่ออกว่าเป็นการระบายความเหนื่อยล้าหรือกลบเกลื่อนความรู้สึกอย่างอื่นที่ซ่อนอยู่ข้างใน เขาไม่ได้พูดอะไรอีก เพียงหันไปมองใบหน้าซีดเซียวของปาณชีวาบนเตียงอย่างเงียบๆ
แสงไฟสีอุ่นจากโคมด้านหัวเตียงส่องให้เห็นใบหน้าหวานของเธอได้ชัดขึ้น เมื่อไม่มีเส้นผมปรกหน้าและไม่มีรอยยิ้มประดับอยู่ ปาณชีวาดูบอบบางจนเกือบจะกลายเป็นเงาแสง
เกสราที่จับจ้องเพื่อนอยู่ตลอด เริ่มรู้สึกว่าบรรยากาศในห้องเงียบเกินไป เธอเลยเอ่ยขึ้น เสียงไม่ดังนักแต่พอจะดึงความคิดของกฤตภัทรกลับมาได้
“อากฤตคะ…ถ้าอย่างนั้น คืนนี้ให้แก้วนอนเฝ้าป่านนะคะ พรุ่งนี้เช้าหนูค่อยกลับไปเอาเสื้อผ้าที่บ้าน แล้วค่อยผลัดกับเด่นมาช่วยกันอยู่เป็นเพื่อนป่าน ช่วงนี้เราไม่มีเรียนแล้วด้วย เลยอยู่ได้เต็มที่ค่ะ”
ชื่อของเด่นคุณที่ถูกเอ่ยขึ้นกลางความเงียบ ทำให้ดวงตาคมใต้กรอบแว่นของกฤตภัทรขยับน้อยๆ อย่างแทบมองไม่เห็น แต่ในใจของเขากลับสะกิดความรู้สึกบางอย่างขึ้นมาโดยไม่ทันตั้งตัว
เพราะเกสราเพิ่งจะเล่าให้เขาฟังว่าเด็กหนุ่มคนนั้นเคยสารภาพรักกับปาณชีวาไปแล้ว แม้จะถูกปฏิเสธ แต่ความรู้สึกรักนั้นย่อมคงอยู่
“เด่นจะมาอยู่ด้วยทำไม” เขาถามแบบสงวนท่าที น้ำเสียงเหมือนจะเป็นการซักถามเชิงเหตุผลมากกว่าคัดค้านตรงๆ
เกสรากะพริบตา มองหน้าอาของตัวเองครู่หนึ่ง ก่อนตอบออกไปตามตรง
“ก็…เราสามคนสนิทกันมากนี่คะ อีกอย่าง...เด่นเค้าก็...รัก...”
เหมือนคำพูดนั้นยังไม่ทันจบดี เสียงเคาะประตูก็แทรกเข้ามาเบาๆ ก่อนที่บานประตูจะถูกเปิดออกช้าๆ เด่นคุณเดินเข้ามาด้วยใบหน้าที่แสดงความร้อนรนอย่างปิดไม่มิด ยิ่งเมื่อเห็นปาณชีวานอนอยู่บนเตียงหัวใจของเขาก็เต้นไม่เป็นส่ำ
“ป่านเป็นยังไงบ้างแก้ว”
เขารีบถามแทบจะทันทีที่ก้าวพ้นประตู เสียงของเขาดังขึ้นเล็กน้อยเพราะลืมตัว จนเกสราต้องรีบทำมือป้องปากเป็นสัญญาณให้เขาเบาลง
“เบาหน่อยสิเด่น ป่านหลับอยู่” เธอหันไปมองเตียงก่อน เน้นย้ำช้าๆ “ตอนนี้ไข้เริ่มลดแล้วล่ะ”
เด่นคุณถอนหายใจเฮือกใหญ่เหมือนปล่อยความกังวลบางส่วนออกไปได้ เขาขยับเข้าไปใกล้เตียง มองใบหน้าซีดของปาณชีวาอย่างพิจารณา สายตาที่เต็มไปด้วยความห่วงใยทำให้อากาศรอบตัวเหมือนหนาแน่นขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุ
“ยัยโง่นี่” เขาพึมพำเบาๆ ราวกับพูดกับตัวเองมากกว่าจะต่อว่าใคร “ไม่สบายขนาดนี้ ทำไมไม่บอกกันสักคำ เมื่อเช้า...เหมือนจะดีอยู่แท้ๆ นี่ถ้าแก้วไม่พามาหาหมอไม่รู้จะเป็นยังไงบ้าง”
เกสรามองเขาอย่างเข้าใจ เธอรู้ดีว่าหลังคำว่า ‘โง่’ ของเด่นคุณไม่ใช่คำด่า แต่เป็นความรักและความเป็นห่วงที่เอ่ยออกมาด้วยความกลัวจะเสียคนสำคัญไป
กฤตภัทรยืนนิ่ง กอดอกอยู่ปลายเตียง เขาไม่ได้พูดอะไร ทว่าในใจกลับสะท้อนบางอย่างที่เขาไม่คุ้นชินนัก ทุกคำพูดของเด่นคุณ ล้วนออกมาพร้อมกับน้ำเสียงและสายตาที่แสดงให้เห็นชัดเจนว่าปาณชีวาสำคัญกับเขาแค่ไหน และนั่นเองที่ทำให้บางจุดในอกของกฤตภัทรตึงเครียดขึ้นเล็กน้อย
ชายหนุ่มไม่ชอบความวุ่นวาย ไม่ชอบความรู้สึกที่ควบคุมไม่ได้ และตอนนี้สิ่งที่เขาไม่ชอบที่สุดกลับไม่ใช่อาการไข้ของคนบนเตียง แต่เป็นความรู้สึกแปลกๆ ที่เกิดขึ้นในใจตัวเองมากกว่า
เขาสะบัดความคิดนั้นทิ้งอย่างรวดเร็ว เหมือนคนปัดเศษฝุ่นออกจากเสื้อกาวน์ แล้วดึงตัวเองกลับไปสู่บทบาทที่ชัดเจนที่สุดบทบาทของแพทย์และรองผู้อำนวยการโรงพยาบาล
“คนไข้ต้องการพักผ่อน” เสียงของเขาดังขึ้น ไม่ดังไปกว่าปกติ แต่มั่นคงพอจะทำให้เด่นคุณหันมามอง
“ตอนนี้ให้เธอหลับต่อไปดีกว่า พรุ่งนี้ค่อยคุยกันใหม่”
เด่นคุณเงยหน้าขึ้นมองชายร่างสูงในชุดกาวน์ที่ยืนอยู่ปลายเตียง ตอนนี้เขาเพิ่งตระหนักเต็มตาว่าคนตรงหน้าคือใคร ไม่ใช่แค่หมอของโรงพยาบาล แต่คือเจ้าของนามสกุลเดียวกับโลโก้ที่ติดอยู่ทุกมุมของอาคาร