“ขะ…ขอโทษค่ะ” เธอรีบปล่อยมือแทบจะทันที เมื่อรู้ตัวว่าทำอะไรลงไป
เขาไม่ได้ดุ ไม่ได้แสดงความรำคาญ มีเพียงดวงตาคมที่มองเธอเงียบๆ อยู่ชั่วครู่ ก่อนผละออกไปนั่งฝั่งคนขับ และสตาร์ตรถออกจากลานจอดอย่างมั่นคงเมื่อเกสราก้าวเข้าในรถเรียบร้อยแล้ว
ระหว่างทางไปโรงพยาบาลรัตนเวช แสงไฟริมทางและร้านสะดวกซื้อสองข้างทางไหลย้อนกลับเหมือนเส้นสายแสงที่พยายามลากโลกของเขาและเธอไปในทิศทางเดียวกันชั่วคราว
เกสรานั่งเบาะหลัง คอยมองเพื่อนรักเป็นระยะ
“ป่าน เป็นไงบ้าง แกโอเคมั้ย”
ปาณชีวาหันหน้าออกไปทางกระจกด้านข้าง แผ่นกระจกเย็นๆ แตะขมับของเธออย่างอ่อนโยน
“อือ” เธอพยักหน้าเบาๆ ทั้งที่ในใจรู้ดีว่าไม่โอเคเลยแม้แต่น้อย แต่เธอไม่อยากให้ใครกังวลเพิ่ม โดยเฉพาะสองคนที่อยู่ในรถคันนี้
เพื่อนรักที่คอยอยู่เคียงข้างมาตลอด
และผู้ชายที่เธอไม่กล้าแม้แต่จะฝันถึง
เสียงเครื่องยนต์ดังแผ่วๆ คลอไปกับเสียงลมหายใจหนักๆ ของเธอ ทุกครั้งที่เผลอมองเงาสะท้อนของเขาบนกระจกหน้าต่างด้านหน้าใบหน้าคมเข้มที่จดจ่ออยู่กับถนน ราวกับภาพที่เห็นเป็นเพียงความฝันอันแสนไกลเท่านั้น
“อาหมอคะ…” เธอหลุดเรียกออกมาเบาๆ ทั้งที่ไม่ได้ตั้งใจ เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองอยากพูดอะไร แค่รู้สึกว่าถ้าเธอไม่พูดอะไรเลย ความเงียบจะทำให้หัวใจของเธอเต้นแรงจนทนไม่ไหว
“หืม” เขาตอบรับสั้นๆ โดยไม่ละสายตาจากถนน
“ขอโทษ…ที่ทำให้ลำบากนะคะ” เธอเอ่ยช้าๆ “ป่านไม่อยากให้ใครเดือดร้อนเพราะป่านเลย”
คำพูดนั้นทำให้มุมปากของกฤตภัทรกระตุกเล็กน้อย ราวกับกำลังหงุดหงิดกับวิธีคิดแบบเด็กดีจนเกินไปของเธอ
“ถ้าไม่อยากให้ใครเดือดร้อน ก็ควรดูแลตัวเองให้ดีกว่านี้ไม่ใช่เหรอ ยิ่งอยู่คนเดียวก็ยิ่งต้องระวังเป็นพิเศษ และไม่ควรปล่อยให้ตัวเองเป็นหนักขนาดนี้”
ปาณชีวาเงียบไป เธอไม่เคยถูกใครตำหนิด้วยน้ำเสียงแบบนี้มาก่อน มันไม่ใช่เสียงดุ แต่มันฟังแล้วให้ความรู้สึกแบบที่เธอก็อธิบายไม่ถูก ฟังคล้ายว่าเขาเป็นห่วงแต่ก็เต็มไปด้วยความไม่พอใจเช่นกัน
เกสรายิ้มบางๆ อยู่เบาะหลัง ทั้งที่สถานการณ์ควรจะเครียด แต่เธอกลับอดคิดไม่ได้ว่า…บางทีอากฤตก็มีมุมที่อ่อนโยนแบบแปลกๆ ของเขาเอง คำพูดเหมือนตำหนินั่นหากเป็นคนอื่นก็คงนึกเสียใจไม่น้อย แต่คนที่รู้จักเขามานานกลับแปลออกว่าอีกฝ่ายเป็นห่วงมากกว่า แต่อาจจะใช้คำพูดไม่ถูกนัก
ห้องพักผู้ป่วยวีไอพีชั้นบนสุดของโรงพยาบาลรัตนเวชชวนให้ลืมไปชั่วขณะว่าที่นี่คือโรงพยาบาลไม่ใช่โรงแรมหรู ห้องกว้างดูสะอาดสะอ้าน ผนังสีอ่อนให้ความรู้สึกสบายตา มีชุดโซฟาตัวยาวตั้งอยู่ชิดกระจกบานใหญ่ที่มองออกไปเห็นวิวเมืองยามค่ำคืน แสงไฟจากอาคารสูงด้านนอกระยิบระยับคล้ายหมู่ดาวที่ลอยลงมาอยู่ในระดับสายตา ขณะที่ภายในห้อง แสงจากโคมไฟหัวเตียงถูกหรี่ให้สลัวลงเพื่อไม่ให้รบกวนคนป่วยที่เพิ่งได้รับยาลดไข้และน้ำเกลือไปเมื่อครู่
บนเตียงคนไข้ ปาณชีวานอนนิ่ง ดวงตาหลับพริ้ม ขนตายาวทาบลงบนพวงแก้มที่ยังซีดจัดจากพิษไข้ สายน้ำเกลือถูกแขวนอยู่ข้างเตียง หยดอย่างสม่ำเสมอลงสู่แขนเรียวที่มีผ้าก๊อซพันตรงตำแหน่งเข็มไว้แน่นหนา เสียงเครื่องวัดสัญญาณชีพที่ติดตั้งไว้เงียบสงบ ไม่มีเสียงเตือนผิดปกติใดๆ มีเพียงเสียงลมหายใจของเธอที่ยังครืดคราดเล็กน้อยในบางจังหวะเตือนให้คนดูแลไม่อาจวางใจได้เต็มร้อย
เกสรานั่งอยู่ข้างเตียงบนเก้าอี้ที่โรงพยาบาลจัดไว้ให้ เธอเอาศอกเท้าขอบเตียง โน้มตัวมองเพื่อนรักอย่างไม่วางตา มืออีกข้างจับปลายผ้าห่มคอยดึงให้คลุมถึงหน้าอกทุกครั้งที่เห็นปาณชีวาขยับตัว แม้เพื่อนจะยังไม่รู้สึกตัวดีแต่เกสราก็อดเผลอพูดกับเธอเหมือนตอนคุยกันตามปกติไม่ได้
“แกนี่มันจริงๆ เลยป่าน เป็นอะไรไม่บอกกันสักคำ ถ้าไม่ไอจนน่ากลัวตอนโทรมา แก้วก็คงไม่รู้หรอกว่าป่วยหนักขนาดนี้”
น้ำเสียงที่เอ่ยคล้ายจะบ่น แต่ในแววตากลับเต็มไปด้วยความห่วงใยจนล้นปรี่ เกสราเป็นคนตรงไปตรงมาเสมอ ยามโกรธก็โวยวาย ยามรักก็ทุ่มเทสุดใจ และตอนนี้ทั้งความโกรธที่เพื่อนปิดเรื่องอาการป่วยไว้กับความเป็นห่วงที่อัดแน่นอยู่ในอกกำลังผสมกันจนแยกไม่ออกว่าความรู้สึกไหนจะมีมากกว่ากัน
ประตูห้องเลื่อนเปิดออกเบาๆ โดยมีเสียงเคาะเตือนไม่ดังนัก พยาบาลสาวในชุดสีขาวสะอาดเดินเข้ามาพร้อมถาดเล็กที่มีปรอทวัดไข้และเครื่องวัดความดันอยู่บนนั้น เธอยิ้มให้เกสราอย่างสุภาพ ก่อนจะหันไปมองชายร่างสูงอีกคนที่ยืนอยู่ปลายเตียง
“อาจารย์คะ ขออนุญาตวัดสัญญาณชีพคนไข้ซ้ำอีกครั้งนะคะ”
กฤตภัทรพยักหน้ารับ ร่างสูงในชุดกาวน์สีขาวสะอาดดูเข้ากับบรรยากาศห้องผู้ป่วยอย่างประหลาด แต่ความสงบนิ่งและสายตาคมภายใต้กรอบแว่นกลับทำให้บรรยากาศรอบตัวเหมือนถูกจัดวางเป็นระเบียบโดยอัตโนมัติ เขายืนกอดอก มองดูกระบวนการทำงานของพยาบาลประจำวอร์ดโดยไม่ได้เข้าไปขัด แต่ทุกการเคลื่อนไหวอยู่ในสายตาและการประเมินของเขาอย่างไม่คลาดเคลื่อน
ปรอทดิจิตอลแนบลงตรงใบหู ปลอกแขนของเครื่องวัดความดันถูกพันรอบต้นแขนเรียวของปาณชีวา เสียงเครื่องดังเบาๆ ขณะลมไหลเข้า ก่อนจะค่อยๆ คลายออก พยาบาลก้มดูตัวเลขบนหน้าจอแล้วจดลงในแฟ้ม