ไม่นาน เด็กหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งอีกคนก็เดินเข้ามาสมทบ เขามีใบหน้าจัดว่าเป็นหนุ่มหล่อแบบเข้าถึงง่าย ท่าทางสบายๆ และสายตาอบอุ่น
“แก้ว! ฐานเมื่อกี้โหดมาก เหงื่อจะท่วมแล้ว” เขาบ่นไปยิ้มไป ก่อนจะหันมาทางปาณชีวา “นี่เพื่อนใหม่เหรอ”
“ใช่” เกสราตอบเสียงใส “นี่ป่านจ้ะ เพื่อนใหม่ของแก้วเอง คนนี้เด่นคุณ เรียกเด่นก็ได้ เป็นเพื่อนแก้วตั้งแต่มัธยมเลยล่ะ ไม่คิดว่าจะได้มาเจอกันที่นี่อีก”
“สวัสดีป่าน ยินดีที่ได้รู้จักนะ ถ้ามีอะไรไม่เข้าใจถามเราได้เลย แก้วมันชอบพูดเว่อร์ไปหน่อย บางทีฟังแล้วต้องแปลอีกที”
เด่นคุณ ยกมือทักทาย
“ไอ้เด่น! ปากดีนักนะ” เกสราทำตาเขียวใส่เพื่อน
ปาณชีวาหัวเราะออกมาจริงๆ เป็นครั้งแรก ความตึงเครียดที่เกาะอยู่ในอกเหมือนได้หลุดร่วงลงไปส่วนหนึ่ง เธอรู้สึกได้ว่าความอบอุ่นจากเพื่อนใหม่สองคนนี้กำลังกลบความรู้สึกแปลกแยกที่ตามหลอกหลอนตั้งแต่ขึ้นรถทัวร์เข้ากรุงเทพฯ อย่างช้าๆ
กิจกรรมดำเนินไปเรื่อยๆ จนเวลาล่วงเข้าสู่ช่วงเย็น แสงแดดจัดเริ่มอ่อนลงกลายเป็นแสงทองนวลตาที่ทาบไล่ปลายยอดตึกคณะ บนลานกิจกรรมเหลือเพียงฐานสุดท้ายที่พี่ว้ากจัดไว้ ก่อนจะปล่อยปีหนึ่งให้แยกย้ายกลับหอพักหรือกลับบ้าน เสียงประกาศผ่านไมโครโฟนดังขึ้นบอกว่ากิจกรรมจบแล้ว และให้ทุกคนดูแลตัวเองให้ดีเพราะวันถัดไปยังมีอีก
พอเสียงประกาศเงียบลง บรรดานักศึกษาปีหนึ่งก็แตกกลุ่มกันไปอย่างรวดเร็ว หลายคนเดินเกาะกลุ่มกับเพื่อนเก่า หลายคนยืนรอพ่อแม่มารับอยู่หน้าคณะ ส่วนบางคนที่พักหอรวมก็ชวนกันไปหาอะไรกิน
ปาณชีวาเก็บของใส่กระเป๋าผ้าของตัวเองอย่างเรียบร้อย เธอหันไปมองเพื่อนใหม่สองคนที่ยืนคุยกันอยู่ไม่ห่างนัก เกสรากำลังมองโทรศัพท์อย่างตั้งใจ ในขณะที่เด่นคุณยืนเอามือไพล่หลังกวาดตามองรอบๆ ลาน เหมือนหาจังหวะชวนเพื่อนไปกินข้าวเย็นต่อ
“แก้ว งั้นป่านกลับก่อนนะจ๊ะ วันนี้เหนื่อยมากเลย” ปาณชีวาพูดขึ้นเมื่อเดินมาหยุดใกล้ๆ
เกสราเงยหน้าขึ้น เห็นข้อความในโทรศัพท์ที่เพิ่งเข้ามา
“เดี๋ยวสิป่านรอแป๊บเดียว อากฤตจะมารับเรา เขาบอกว่าอีกสักพักจะถึงหน้าคณะแล้ว วันนี้พ่อติดประชุม แม่ก็ยังไม่เลิกงาน อาเค้าเลยแวะมารับหลานสุดที่รักแทนน่ะ”
“อากฤตเหรอ?” เด่นคุณทวนชื่อ “อาหมอคนนั้นใช่มั้ย”
“ใช่ อาหมอกฤตของเรานี่แหละ หมอศัลยกรรมความงามมือหนึ่งของเมืองไทยเลยก็ว่าได้ ทั้งหล่อทั้งรวยเพราะพ่วงตำแหน่งรองผู้อำนวยการโรงพยาบาลของตระกูลเราด้วยนะ เดี๋ยวป่านนั่งรถไปกับแก้ว จะให้อากฤตแวะส่งที่หอ” เกสราพยักหน้า
ปาณชีวาได้ยินแต่เงียบ ไม่ได้เอ่ยถามอะไรเพิ่ม เธอไม่แน่ใจว่าควรพูดอย่างไรในวงสนทนาที่มีคำว่า ‘โรงพยาบาลของตระกูล’ โผล่มาอย่างง่ายดายแบบนี้ โลกของเธอที่มีแต่สวนลำไย แปลงผัก และรถกระบะคันเดียวในบ้าน ดูห่างไกลจากทายาทโรงพยาบาลเหลือเกิน ทำให้เธอรู้สึกเหมือนกำลังยืนอยู่ในโลกอีกใบที่ตนเองเป็นเพียงผู้ชมเงียบๆ
“เกรงใจคุณอาของแก้วเปล่าๆ” ปาณชีวาพูดด้วยความเกรงใจ เธอไม่อยากเป็นภาระใคร เพิ่มเติมจากที่รู้สึกว่าตัวเองเป็นภาระของพ่อแม่อยู่แล้วในตอนนี้
เด่นคุณจึงรีบเสนอตัวทันที
“งั้นให้เด่นไปส่งป่านดีมั้ย เด่นไม่มีธุระไปไหนอยู่แล้ว”
เกสรายังทำหน้าลังเลใจเพราะอยากไปส่งเพื่อนด้วยตัวเอง
“แต่…” เสียงสัญญาณไลน์ดังขึ้นอีกครั้ง เกสราหยิบขึ้นมาดู แล้วถอนหายใจน้อยๆ
“อากฤตบอกว่ามาถึงแล้ว อยู่หน้าคณะให้รีบไปหาเพราะอาต้องกลับโรงพยาบาลไปเคลียร์งานด่วน งั้น...เดี๋ยวแก้วไปก่อนนะ ไว้คุยกันในแชตตอนถึงหอแล้ว ฝากเด่นดูแลป่านด้วยละกันนะ”
เกสราเก็บของใส่กระเป๋า สะพายขึ้นบ่าอย่างคล่องแคล่ว ก่อนหันมาหาเพื่อนจากเชียงใหม่ ยกมือแตะต้นแขนเบาๆ
“ป่าน เราดีใจนะที่วันนี้ได้รู้จักกัน ต่อไปเราเป็นเพื่อนกันแล้วนะ อย่าคิดว่าตัวเองอยู่คนเดียวอีก เข้าใจมั้ย” ถ้อยคำเรียบง่ายแต่จริงใจทำให้ดวงตาของปาณชีวาอุ่นวาบ เธอยิ้มและพยักหน้า
“ขอบใจนะแก้ว”
ปาณชีวาคว้าสายกระเป๋าผ้าไว้ในมือ ขยับตัวเตรียมจะเดินไปกับเด่นคุณ ทว่าเมื่อสายตาเหลือบผ่านต้นไม้ริมทางเดินหน้าคณะออกไปยังถนนด้านหน้า เธอก็เห็นภาพที่ทำให้เท้าชะงักค้างโดยไม่รู้ตัว
รถยุโรปสีดำเงาคันหนึ่งจอดนิ่งอยู่บริเวณทางเท้าหน้าตึกคณะ ตัวรถสะอาดสะท้อนแสงแดดอ่อนยามเย็น เข็มขัดนิรภัยด้านคนขับถูกปลดออกพร้อมร่างสูงโปร่งของชายคนหนึ่งที่ก้าวลงจากรถด้วยท่วงท่าสงบนิ่ง เสื้อเชิ้ตสีขาวสะอาดถูกพับแขนขึ้นเล็กน้อยเหนือข้อมือ เผยให้เห็นเส้นเลือดที่นูนเด่นและข้อมือที่บ่งบอกถึงการทำงานหนักมากกว่าการนั่งโต๊ะเฉยๆ
ดวงตาคมลึกใต้คิ้วเข้มกวาดมองไปรอบตัวอย่างรวดเร็ว แต่ไม่ได้เหลือรอยยิ้มไว้ให้ใคร ริมฝีปากของเขาตั้งเป็นเส้นตรง เรียบเฉย ทว่ากลับมีพลังบางอย่างที่ทำให้คนรอบข้างต้องหันไปมองอย่างช่วยไม่ได้
แม้ระยะจะไม่ใกล้มาก แต่ปาณชีวาก็รู้สึกได้ทันทีว่าผู้ชายคนนี้มีบรรยากาศบางอย่างล้อมรอบตัวอยู่ เป็นบรรยากาศที่ผสมระหว่างความสุขุมกับความเย็นชา ความสง่างามกับระยะห่างที่ไม่มีใครกล้าก้าวเข้าไปใกล้เกินกว่าที่เขาอนุญาต
เกสราเดินตรงเข้าไปหาเขาอย่างคุ้นเคย
“สวัสดีค่ะอากฤต”
เสียงเรียกนั้นแม้จะไม่ดังมากแต่กลับชัดเจนในหูของปาณชีวา ชายหนุ่มเบนสายตามองหลานสาวพลางขยับริมฝีปากเป็นคำถามสั้นๆ
“เหนื่อยล่ะสิ เลอะเทอะเชียวนะเรา” กฤตภัทร ถามเสียงเรียบแต่แฝงความนุ่มนวลเล็กๆ ให้หลานสาวคนนี้