ตอนที่ 3 ฟุ้งซ่าน

1051 คำ
“นิดหน่อยค่ะ แต่สนุกดี” เกสราตอบพร้อมหัวเราะน้อยๆ “วันนี้รับน้องทั้งวันเลย เพิ่งเลิกกิจกรรม พรุ่งนี้มีอีกวันน่าจะเลอะกว่านี้” ชายหนุ่มพยักหน้าเล็กน้อยโดยไม่แสดงสีหน้ามากนัก “ขึ้นรถเถอะ เดี๋ยวส่งเราแล้วอาต้องไปโรงพยาบาลต่อ” บทสนทนาเพียงไม่กี่ประโยค แต่ความเป็นกันเองในแบบครอบครัวชัดเจนพอให้คนมองจากระยะไกลรู้ว่าชายคนนั้นค่อนข้างเอ็นดูหลานสาวของเขาอยู่ไม่น้อย จากมุมที่ยืนอยู่ ปาณชีวาเผลอหยุดหายใจไปชั่วครู่ เมื่อดวงตาคมคู่นั้นเหลือบมาทางกลุ่มเพื่อนหลานสาวซึ่งรวมถึงเธอด้วย มันเป็นเพียงเสี้ยววินาทีสั้นๆ เสี้ยววินาทีเดียวที่สายตาของเขาสบเข้ากับสายตาของเธออย่างไม่ได้ตั้งใจ แต่ใจของเธอกลับเต้นแรงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน... เธอไม่รู้หรอกว่าเพราะอะไร ระยะห่างที่ไกลและความต่างของฐานะทำให้เธอไม่ควรมองเขาเกินกว่าคำว่าอาของเพื่อนไปได้เลยด้วยซ้ำ แต่ในวูบหนึ่งนั้น เธอเห็นทั้งความคิดคำนวณ ความเหนื่อยล้าซ่อนลึก และความเด็ดขาดในดวงตาของเขาพร้อมๆ กัน ราวกับคนคนนี้แบกอะไรบางอย่างหนักหนาไว้บนบ่าตลอดเวลา และไม่เคยยอมปลดมันออก มันเป็นแค่การสบตาครั้งแรกแต่กลับฝังแน่นลงไปในหัวใจของปาณชีวาอย่างง่ายดายจนน่ากลัว เด่นคุณสะกิดแขนเธอเบาๆ เมื่อเห็นปาณชีวามองไปที่รถของกฤตภัทร “นั่นแหละอาหมอของแก้วน่ะ ขี้เก๊กเป็นบ้าเลยเนาะ” กฤตภัทรเบนสายตาจากเด็กสาวคนนั้นแล้วหันไปเปิดประตูรถให้หลานสาวอย่างเงียบๆ ท่าทางของเขาไม่ได้อ่อนโยนจนเกินจริง แต่ก็ไม่แข็งกระด้าง เป็นความใส่ใจในแบบคนที่ชินกับการรับผิดชอบคนทั้งโรงพยาบาลมากกว่าคนใกล้ตัว “รีบขึ้นไปสิ เดี๋ยวรถติด” “ค่ะอา” เกสราตอบ ก่อนหันมาโบกมือให้เพื่อนสองคนที่ยืนมองอยู่ไม่ไกลนักเมื่อเห็นว่าพวกเขายังคงยืนที่เดิม “ป่าน เด่น ไว้คุยกันนะ!” ปาณชีวายกมือโบกตอบ ยิ้มให้ทั้งเพื่อนและคนข้างๆ แม้จะรู้ดีว่าเขาแทบไม่ได้มองเธอด้วยซ้ำ เธอเห็นเพียงกรอบหน้าด้านข้างของเขา เส้นกรามคม และสายตาที่มองตรงไปข้างหน้าอย่างไม่คิดเหลียวหลัง รถคันหรูเคลื่อนออกจากหน้าคณะไปอย่างนุ่มนวล ปล่อยให้ลมเย็นในยามค่ำพัดผ่านท่ามกลางความเงียบระหว่างปาณชีวากับเด่นคุณ “อาหมอเขาดูดุนะ” เด่นคุณพูดขึ้นเบาๆ “แต่ก็ดูเก่งมากเลยเนอะ แค่ยืนเฉยๆ ก็ข่มคนอื่นได้ทั้งแถบแล้ว” ปาณชีวาพยักหน้าช้าๆ ไม่ได้ตอบอะไรเป็นคำ เธอก้มหน้าลงมองเงาตัวเองสะท้อนอยู่บนหน้าจอโทรศัพท์สีดำที่ล็อกอยู่ พยายามเก็บซ่อนความรู้สึกบางอย่างที่ไม่ควรเกิดขึ้นตั้งแต่วินาทีแรกที่ได้สบตาเขา นี่เธอ...คิดฟุ้งซ่านอะไรอยู่กันนะ...ปาณชีวา... หลายปีต่อมา... เสียงกริ่งดังยาวจากนาฬิกาแขวนบนผนังห้องสอบดังขึ้นพร้อมกับเสียงประกาศของอาจารย์ประจำวิชาให้หยุดเขียน ปากกานับร้อยด้ามในห้องเลคเชอร์ขนาดใหญ่ค่อยๆ วางลงบนโต๊ะเกือบพร้อมกัน ราวกับนัดหมายกันไว้ล่วงหน้า ตามมาด้วยเสียงถอนหายใจระคนเสียงหัวเราะโล่งอกของนักศึกษาชั้นปีที่สี่คณะบริหารธุรกิจที่เพิ่งปลดแอกตัวเองจากข้อสอบวิชาสุดท้ายของเทอมหนึ่งอย่างเป็นทางการ ปาณชีวาวางปากกาลงอย่างระมัดระวัง เธอนั่งนิ่งอยู่ครู่หนึ่งเพื่อเช็กว่าตัวเองเขียนครบทุกข้อแล้วจริงๆ ไม่ได้ลืมหน้าไหนไปอย่างน่าเสียดาย เมื่อแน่ใจจึงค่อยพลิกกระดาษทดอีกด้านตรวจดูเลขที่นั่งและชื่อของตัวเองอีกครั้งอย่างเป็นนิสัย ก่อนเงยหน้าขึ้นมองเพดานสีขาวเหนือหัว ราวกับว่าการเงยหน้าขึ้นช้าๆ แบบนั้นทำให้ความจริงบางอย่างแล่นวาบเข้ามาในหัว นี่ไม่ใช่แค่การสอบวิชาหนึ่งเท่านั้น แต่มันคือวันสุดท้ายของการสอบในฐานะนักศึกษาชั้นปีที่สี่เทอมหนึ่ง อีกไม่กี่เดือนเธอก็จะกลายเป็นบัณฑิตตามที่บิดามารดาตั้งความหวังไว้ เพียงแค่คิดถึงใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยย่นของบิดาและรอยมือหยาบๆ ที่ลูบหัวเธอเบาๆ ตอนส่งขึ้นรถทัวร์เมื่อสามปีก่อน หัวใจของปาณชีวาก็อุ่นขึ้นมาอย่างประหลาด เธอสูดลมหายใจเข้าลึก กลั้นอารมณ์บางอย่างที่จู่ๆ ก็เอ่อขึ้นมา ก่อนลุกจากเก้าอี้ตามคำสั่งของอาจารย์และนำกระดาษคำตอบไปส่งด้านหน้า “ป่าน ทางนี้!” เสียงเรียกดังลอยมาจากท้ายห้อง เมื่อปาณชีวาหันไปเก็บของ เธอก็เห็นเกสรายืนโบกมืออยู่ข้างเด่นคุณที่กำลังเก็บข้อสอบชุดของตัวเองลงบนกอง กระเป๋าเป้ใบใหญ่ถูกสะพายห้อยที่ไหล่ข้างหนึ่ง ผมยาวของเกสรามัดรวบสูงอย่างคนที่พร้อมจะไปปาร์ตี้ฉลองสอบเสร็จทุกเมื่อที่มีสัญญาณ พอเดินออกจากห้องสอบได้ เสียงแอร์ก็ถูกแทนที่ด้วยเสียงอื้ออึงจากนักศึกษาที่ออกมาจากห้องต่างๆ บนชั้นเดียวกัน บ้างบ่นข้อสอบยากไป บ้างดีใจกับการเดาข้อสุดท้ายถูก บ้างแค่อยากไปหาร้านอาหารประจำกลุ่มเพื่อฉลองปิดเทอมกันเสียที “ไงครับว่าที่บัณฑิตเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง ทำข้อสอบแบบชิลๆ เลยสิ” เด่นคุณเอ่ยขึ้นพร้อมเลิกคิ้วข้างหนึ่งด้วยท่าทางแซวตามสไตล์ “อย่าพูดแบบนั้นเลยเด่น ป่านแค่เขียนให้ครบ ไม่รู้จะได้คะแนนเท่าไหร่ด้วยซ้ำ วิชานี้ข้อเขียนยาวมาก” ปาณชีวาหัวเราะเบาๆ “แต่ป่านก็อ่านละเอียดเป็นปกติอยู่แล้วนี่” เกสราพูดขึ้น “คราวก่อนสอบมิดเทอมยังได้เต็มเกือบหมดเลย อาจารย์ยังชมไม่ใช่เหรอ” “อาจารย์ชมทั้งห้องนั่นแหละ แก้วอย่าเว่อร์” ปาณชีวาปฏิเสธ แต่ปลายเสียงมีแววอายเล็กๆ
อ่านฟรีสำหรับผู้ใช้งานใหม่
สแกนเพื่อดาวน์โหลดแอป
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    ผู้เขียน
  • chap_listสารบัญ
  • likeเพิ่ม