เขาพูดประโยคนั้นออกมาเหมือนแค่เล่าความหลัง แต่ความหมายกลับลึกกว่านั้นโดยไม่ตั้งใจ
ทั้งสามคนเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะออกมาพร้อมกันอย่างรู้ทัน
“แต่พอมาเจอกันตอนนี้...พวกเรามีลูกกันหมดแล้ว คงอยู่ดึกขนาดนั้นไม่ไหว” วาฬบอก
“ใช่ มีลูกกันหมด...แต่ไม่มีเมีย กลายเป็นพ่อเลี้ยงเดี่ยวเหมือนกันทั้งสามคน” ปรารุษก์ยิ้มบางๆ แววตาของเขาเหมือนซ่อนบางอย่างเอาไว้ในใจ
อธิชนม์ยกแก้วน้ำขึ้นดื่มโดยไม่พูดอะไร แต่สายตากลับเลื่อนไปมองลูกสาวที่กำลังหัวเราะกับน้ำเพชรอย่างสนุกสนาน
โชคดีจริงๆ ที่วันนี้ทั้งสามคนต่างมีธุระต้องเข้ากรุงเทพฯ ในเวลาไล่เลี่ยกัน และโชคดีมากกว่านั้นที่ร้านเดิมยังอยู่ และยังมีโซนที่เด็กๆ สามารถนั่งได้โดยไม่รู้สึกแปลกแยก
“แด๊ดดี้…” ชัญญ่าเอื้อมมือมาดึงแขนเขาเบาๆ “หนูอยากกินไอศกรีมค่ะ”
“กินข้าวอิ่มแล้วค่อยกินครับ” เขาตอบทันที
เด็กหญิงทำปากยื่นเล็กน้อย แต่ก็ยอมนั่งกินต่ออย่างว่าง่าย วาฬมองภาพนั้นแล้วหัวเราะเบาๆ
“มึงนี่ดุเหมือนเดิมนะ ไอ้หมอ”
“กูเปล่า แค่ไม่อยากตามใจมากเดี๋ยวจะเสียคน”
อธิชนม์ตอบเรียบๆ ตามประสาคนที่เลี้ยงเด็กคนนี้ตามลำพังตั้งแต่เธอคลอดออกมา จนกระทั่งเห็นว่าลูกโตขึ้นมากแถมยังเป็นเด็กผู้หญิง ควรมีคนคอยดูแลในเรื่องที่ละเอียดอ่อนได้มากกว่าเขา เขาจึงได้พาเธอย้ายจากอเมริกากลับมาเมืองไทยเพื่อให้มารดาช่วยอบรมสั่งสอน แต่ย้ายมาได้แค่สามเดือนก็โดนมารดาไหว้วานให้มารับใครบางคนที่กรุงเทพฯ เขาจึงได้นัดเจอเพื่อนทั้งสามคนหลังจากไม่ได้เจอกันมาหลายปี
ปรารุษก์ไม่พูดอะไร เพียงแต่มองภาพตรงหน้าด้วยสายตานิ่งลึก เด็กสามคนหัวเราะคุยกันไม่หยุด โต๊ะนี้อาจไม่ใช่ภาพที่พวกเขาคิดว่าจะได้เห็นเมื่อหลายปีก่อน แต่กลับเป็นภาพที่อบอุ่นอย่างน่าประหลาด
ค่ำคืนนี้ครึกครื้นกว่าที่คิด เสียงหัวเราะยังดังต่อเนื่อง และความทรงจำเก่าก็เริ่มถูกขุดขึ้นมาอีกครั้ง กระทั่งเวลาผ่านไปเกือบสี่ทุ่ม เด็กๆ ก็ง่วงจนแทบลืมตาไม่ขึ้นพวกเขาจึงได้แยกย้ายกันกลับ เพราะแต่ละคนยังมีหน้าที่อื่นให้รับผิดชอบ แต่แน่นอนว่าหากมีโอกาสได้เข้ากรุงเทพฯ พร้อมกันอีก พวกเขาก็จะนัดเจอกันอีกแน่นอน
รถเอสยูวีสีดำป้ายแดงคันใหญ่แล่นเข้าไปจอดในลานจอดรถใต้คอนโดใกล้กับมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง อธิชนม์ดับเครื่องยนต์ก่อนจะหันไปมองกระจกมองหลัง เด็กหญิงตัวน้อยบนคาร์ซีตที่เบาะหลังในท่าทางหลับๆ ตื่นๆ หลังจากผ่านการเดินทางมายาวนานและการได้พูดคุยกับเพื่อนใหม่ในวันนี้
“ถึงแล้วนะชัญญ่า” เขาเอื้อมมือไปแตะไหล่เล็กเบาๆ
เด็กหญิงขยับตัวเล็กน้อย ก่อนจะลืมตาขึ้นมางัวเงีย
“ถึงบ้านคุณอาแล้วเหรอคะ แด๊ดดี้”
“อืม” เขาตอบสั้นๆ “ขึ้นไปกันเถอะ ลูกจะได้นอนพักซะที”
ชัญญ่าพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย ก่อนจะปล่อยให้บิดาพาเธอลงจากรถ ยืนรอเขาล็อกรถเสร็จแล้วค่อยจับมือคนเป็นพ่อเดินเข้าไปในตัวอาคาร ล็อบบี้คอนโดเงียบสงบ ต่างจากผับที่เพิ่งจากมาโดยสิ้นเชิง แสงไฟสีอุ่นสะท้อนพื้นหินอ่อนจนดูสะอาดตา
อธิชนม์กวาดสายตามองไปรอบๆ อย่างคนที่ไม่เคยมาเหยียบที่นี่เลยสักครั้ง เพียงแค่มาตามเส้นทางที่ระบุไว้ตามพิกัดที่มารดาแจ้งมา
เสียงลิฟต์ดัง ติ๊ง เบาๆ ก่อนประตูจะเลื่อนเปิดออก
วินาทีนั้น…อธิชนม์รู้สึกเหมือนโลกทั้งใบหยุดหมุนไปชั่วขณะ
หญิงสาวในชุดเดรสสีอ่อนก้าวออกมาจากลิฟต์อย่างไม่รีบร้อน ผมยาวสีน้ำตาลเข้มถูกรวบไว้หลวมๆ ปล่อยปอยผมด้านข้างให้กรอบหน้าเรียวหวาน ใบหน้าที่เขาคุ้นเคยในความทรงจำเมื่อหลายปีก่อน เปลี่ยนไปจนแทบไม่เหลือเค้าเดิมของเด็กหญิงวัยมัธยมต้น
เธอดู...สวยขึ้น…มาก
ไม่ใช่ความสวยจัด ไม่ใช่ความโดดเด่นที่ดึงสายตาในทันที แต่เป็นความสวยละมุน อบอุ่น ราวกับแสงแดดอ่อนในยามเช้า รอยยิ้มที่แต้มอยู่บนริมฝีปากเผยลักยิ้มเล็กๆ สองข้าง ลักยิ้มที่เขาจำได้ดี
หัวใจของอธิชนม์สะดุดวูบอย่างไม่ทันตั้งตัว
“สวัสดีค่ะคุณชนม์…” เสียงใสเอ่ยเรียกเขาอย่างสุภาพ
“รอนานมั้ยคะ”
เขากะพริบตาหนึ่งครั้ง ก่อนจะตั้งสติ
“ไม่นานหรอก เพิ่งถึงนี่แหละ”
คำตอบสั้นๆ ตามนิสัย แต่สายตากลับไม่อาจละออกจากเธอได้ง่ายๆ
“นี่…” ธารมิกา หรือ ธาร น้องสาวบุญธรรมของเขาก้มลงมองเด็กหญิงที่ยืนจับมือเขาแน่น
“หนูชัญญ่าใช่มั้ยคะ”
ชัญญ่ามองคุณอาคนสวยด้วยดวงตาเป็นประกาย ก่อนจะพยักหน้าแรงๆ
“ใช่ค่ะ คุณอา สวัสดีค่ะ”
“สวัสดีค่ะสาวน้อยของอา หนูชัญญ่าน่ารักจังเลยค่ะ น่ารักกว่าในรูปที่คุณย่าส่งมาให้อาดูเสียอีก” ธารมิกายิ้มกว้างขึ้นอีกนิด
“ขึ้นไปข้างบนกันนะคะ ดึกมากแล้วจะได้พักผ่อนกัน แล้วนี่กินอะไรมาหรือยังคะคุณชนม์”
“เรียบร้อยแล้วล่ะ ธารล่ะ”
“ธารก็กินมาแล้วค่ะ ไปค่ะคนเก่ง”